ตอนที่ 13 หนูจับมือพี่เขาเอง
ไม่ทันที่หญิงสาวจะพูดจบประโยค สมาชิกในบ้านต่างก็ร้องขึ้นด้วยประโยคเดียวกันด้วยเสียงดังลั่น “จริงเหรอ!!!”
ซุนจือหลินพยักหน้าขึ้นลงอย่างเชื่องช้า เปลือกตาสีไข่กระพริบขึ้นลงถี่รัวมองพวกเขาตรงหน้าทีละคนอย่างนึกแปลกใจ ไม่ใช่ที่ผ่านมาเธอคิดไปเองอย่างนั้นหรือว่าพวกเขาจะไม่เห็นด้วย
แล้วดูสีหน้ายินดีของพ่อแม่นั่นสิ เห็นที่ย้อนกลับมาคราวนี้เธอคงเลือกลูกเขยได้ถูกใจพวกเขาแล้วสินะ ไหนจะสีหน้าดีใจจนเนื้อเต้นของพี่ใหญ่อีก ดูเหมือนว่าเขาจะเป็นคนที่ดีใจกว่าใครในบ้านนี้ด้วยซ้ำ
นับว่าครั้งนี้เธอเลือกพ่อของลูกได้ถูกคนแล้วจริง ๆ ขณะที่เลือกจะลองให้โอกาสเขา เธอยังเลือกเขยที่ตรงใจคนทั้งบ้านอีกด้วย
“เดี๋ยวแม่ไปคุยกับป้าโจวก่อนดีกว่า”
ด้วยความร้อนใจอู๋สุ่ยหลิงผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ในทันที น้ำเสียงนั้นไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเธอค่อนข้างยินดีมากแค่ไหนกับข่าวนี้ของลูกสาวคนเล็ก ที่ผ่านมากังวลอยู่นานว่าลูกสาวอาจจะขึ้นคานคาบ้าน ในวันนี้เธอรู้สึกราวกับได้ยกภูเขาออกจากอกก็ไม่ปาน
แม่โจวแม้จะเป็นหม้ายเพราะสามีตายในสนามรบตั้งแต่ยังสาว แต่ก็มีทายาทอย่างโจวเหวินหลงที่ทั้งขยันขันแข็งและกตัญญูมาตั้งแต่เด็ก นับว่าในความโชคร้ายก็ยังพบเจอกับความโชคดีอยู่บ้าง
หูเย่เหยาเดิมทีเป็นหญิงสาวชาติตระกูลดีที่พบรักกับนายทหารหนุ่มท่าทางองอาจอย่างพ่อของโจวเหวินหลง สุดท้ายตกลงปลงใจแต่งให้กับเขาและย้ายตามมาอยู่ที่หมู่บ้านแห่งนี้ ในตอนนั้นเธอกับสามียังมองว่าครอบครัวโจวนี้เหมาะสมกันราวกับกิ่งทองใบหยก อีกคนก็เรียบร้อยอ่อนหวาน ส่วนสามีก็แข็งแกร่งองอาจเอาการเอางาน
ซึ่งหลังจากที่คลอดโจวเหวินหลงออกมาหูเย่เหยาก็เหมือนจะไม่ค่อยแข็งแรงนัก เธอมักเจ็บป่วยบ่อย ๆ ยิ่งในฤดูหนาวยิ่งไม่ต้องพูดถึง เธอแทบจะกินยาแทนข้าวด้วยซ้ำ ถึงอย่างนั้นก็ยังเลี้ยงลูกชายเพียงคนเดียวมาเป็นอย่างดี จนกระทั่งวันที่ข่าวร้ายจากกรมทหารส่งมาถึงที่บ้าน ผ่านไปอีกห้าวันกระดูกของสามีพร้อมกับการชดเชยต่าง ๆ ก็ตามมา
ในตอนนั้นอู๋สุ่ยหลิงนับว่าเป็นหนึ่งในสหายไม่กี่คนของเธอก็ทันได้อยู่ปลอบใจอยู่บ้าง ในทุกวันหูเย่เหยามีใบหน้าหมองเศร้าน้ำตาคลอหน่วยอยู่ตลอด แต่เธอก็ยังคงทำหน้าที่แม่ได้เป็นอย่างดี จนกระทั่งทุกวันนี้ต่อให้โจวเหวินหลงจะไม่ได้ร่ำเรียนสูง ๆ เหมือนลูกบ้านอื่น แต่เขาก็เติบโตขึ้นมาเป็นสุภาพบุรุษไม่ต่างจากพ่อของเขา ทั้งในหมู่บ้านนี้มีใครไม่รู้ถึงความซื่อตรงของเด็กคนนี้บ้าง
เขาถือเป็นที่ชื่นชอบของหญิงสาววัยออกเรือนของหมู่บ้านนี้และหมู่บ้านข้าง ๆ ไม่น้อย ด้วยรูปร่างสูงใหญ่กำยำ ทั้งหน้าตาก็หล่อเหลาไม่แพ้ผู้เป็นพ่อสมัยหนุ่ม ๆ ทำให้ช่วงหนึ่งเขาดูเหมือนจะเป็นเด็กหนุ่มที่ค่อนข้างเนื้อหอมมากทีเดียว แต่เมื่อครอบครัวของผู้หญิงเหล่านั้นรู้เรื่องที่แม่ของเขาเป็นหญิงหม้ายทั้งยังร่างกายไม่แข็งแรง ฐานะก็ถือว่ายากจนข้นแค้นทุกบ้านต่างก็ส่ายหัว ไม่ยอมยกให้ลูกสาวแต่งกับเขา
ต่อให้หล่อเหลาหรือขยันขันแข็งสักแค่ไหน สุดท้ายก็ต้องนำเงินมาลงในหม้อต้มยาของแม่สามีอยู่ดี เป็นเช่นนี้แล้วเมื่อไหร่จะได้ลืมตาอ้าปากกัน ด้วยเหตุนี้โจวเหวินหลงจึงยังไม่ได้แต่งภรรยา หรือคบหาดูใจกับใครเลยจนกระทั่งวันนี้ ในขณะที่สหายวัยเดียวกันต่างแต่งงานมีลูกกันหมดแล้ว
อู๋สุ่ยหลิงนอกจากจะไม่รังเกียจโจวเหวินหลงคนนี้แล้ว ทว่ากลับรู้สึกยินดีไม่น้อย แม้ฐานะทางนั้นจะด้อยกว่าสักหน่อยก็ไม่เป็นปัญหา ขอแค่มั่นคงและรักชอบลูกสาวของเราจริง ๆ เรื่องสินสอดยังพอคุยกันได้
อีกอย่างเด็กคนนั้นก็ขยันขันแข็งรู้จักทำมาหากิน อย่างน้อยหากรักชอบกันจริง ๆ แล้วอย่างไรเมื่อลูกสาวแต่งออกไปย่อมไม่ลำบากแน่นอน เพราะสกุลซุนเป็นผู้นำหมู่บ้าน หากจะหาคนในหมู่บ้านที่ฐานะดีกว่าตนก็นับว่าเป็นไปได้ยากมาก นอกเสียจากว่าจะแต่งให้คนในเมือง
“แม่คะ แต่หนูเป็นผู้หญิงถ้าทำแบบนั้นมันจะ…”เธอต้องรีบรั้งแขนแม่เอาไว้ก่อนที่เรื่องราวจะไปกันใหญ่ คิ้วเรียวงามขมวดเข้าหากันพลางมองแม่อย่างเป็นกังวล
เรื่องแบบนี้ไม่ใช่ว่าฝ่ายชายต้องเป็นคนดำเนินการในขั้นแรกหรอกหรือ การที่เธอเป็นฝ่ายให้ผู้ใหญ่ออกหน้าก่อนเช่นนี้คนอื่นจะมองเธออย่างไรกันล่ะ
เรื่องของความรู้สึกเธอรู้ดีที่สุดว่าเขารู้สึกอย่างไรกับเธอเพราะเห็นได้จากชาติที่แล้ว แต่เป็นผู้หญิงก็ควรต้องสงวนท่าทีสักเล็กน้อยไม่ใช่เหรอ
ซุนถงฉีไม่อาจทนฟังคำพูดของลูกสาวได้ไหวถึงกับจิ๊ปากออกมาหลายครั้งติด ไม่เพียงเท่านั้นฝ่ามือใหญ่ยังตีลงบนแผลปูดบวมกลางหน้าผากอย่างไม่แรงนักด้วยความรู้สึกอัดอั้น “ถ้าลูกห่วงเรื่องแบบนี้คงไม่ปล่อยให้ไอ้หนุ่มนั่นจับมือถือแขนมาจนถึงบ้านหรอกจริงไหม?”
ซุนไป่หานได้ยินพ่อพูดเช่นนั้นก็พยักหน้าเห็นด้วย พลันเหลือบมองน้องสาวด้วยแววตากรุ้มกริ่ม นี่เขาห่างจากน้องสาวไม่กี่ชั่วโมง ไม่น่าเชื่อว่าหนุ่มสาวจะมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันอย่างก้าวกระโดด เช่นการจับจูงมือกันเดินไปตามทางสาธารณะเสียแล้ว
น้องสาวของเขาแต่เดิมที่ดูจะไม่สนใจหนุ่ม ๆ ในหมู่บ้านมาแต่ไหนแต่ไร ตอนนี้กลับเปิดใจให้กับสหายนายพรานของเขาเสียได้ เห็นทีคงมีเรื่องที่เขายังไม่รู้อีกมาก อย่างไรพรุ่งนี้คงต้องไปคาดคั้นจากสหายเสียหน่อยแล้ว เพราะหากคาดคั้นเอากับน้องสาวคงเป็นเรื่องยาก
สายตาที่ทุกคนมองมาทำให้ซุนจือหลินรู้สึกเขินอายอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ลืมแก้ต่างให้กับเรื่องที่เกิดขึ้น เพื่อความถูกต้อง “ไม่จริงค่ะ หนูจับมือพี่เขาเอง”
“ซุน-จือ-หลิน!!”
ห้าชีวิตในบ้านสกุลซุนเรียกชื่อจริงของหญิงสาวออกมาโดยพร้อมเพียงกัน น้ำเสียงดังสนั่นทำให้เจ้าของชื่อสะดุ้งโหยงจนต้องยกมือขึ้นมาอุดหูไว้
แต่ก็ไม่ทันผู้เป็นพ่อที่ยื่นมือมาบิดหูข้างหนึ่งของลูกสาวเอาไว้ก่อน ลูกสาวคนนี้นี่อย่างไรกันนะ ถึงคราวจะออกเรือนก็ก๋ากั่นขึ้นมาจนเขารู้สึกปวดใจ เด็กสมัยนี้ทำตามขั้นตอนแบบแผนสักหน่อยมันจะขาดใจตายหรืออย่างไรกัน
หลังจากนั้นซุนจือหลินจึงได้แต่นั่งเงียบเพื่อรอรับการอบรมสั่งสอนของทุกคนในบ้านเกี่ยวกับการกระทำที่ไม่เหมาะสมในครั้งนี้
พวกเขาในบ้านไม่มีใครรังเกียจว่าที่เขยแต่อย่างใด ทว่าวิธีการของซุนจือหลินนั้นออกจะพิสดารเกินกว่าที่พวกเขาจะรับได้จริง ๆ มีอย่างที่ไหนเป็นฝ่ายจับมือผู้ชายเดินมาจนถึงบ้าน ระยะทางไม่ใช่น้อย ๆ ทั้งที่รู้ว่าไม่ควรก็ยังทำลงไป เห็นทีคงไม่อยากมีชีวิตสงบสุขเช่นเดิมแล้ว
หลังจากการพูดคุยจบลงโดยได้ข้อสรุปว่าภายในสามวันทางนั้นจะต้องส่งแม่สื่อมาทาบทาม แต่หากยังเงียบอู๋สุ่ยหลินจะเป็นคนดำเนินการขั้นถัดไปเอง
เมื่อได้ข้อสรุปเรียบร้อยแล้วทุกคนจึงแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตนเอง ส่วนซุนจือหลินเดินเข้าไปในครัวก่อนเพื่อเตรียมมื้อเที่ยงใส่ปิ่นโตสำหรับตนเองและพี่รอง เพราะเรื่องเมื่อวานยังคงเป็นหัวข้อสนทนาอยู่ วันนี้หญิงสาวจึงตั้งใจว่าจะกินมื้อเที่ยงที่สำนักงานน่าจะดีกว่าเดินกลับไปกลับมาให้เป็นจุดสนใจ
“มีเรื่องเครียดเหรอคะ?”หญิงสาวถามพี่รองของเธอขณะกำลังเดินไปทำงานที่สำนักงานคอมมูน อันที่จริงซุนจือหลินสังเกตเห็นตั้งแต่เมื่อวานแล้วว่าพี่รองค่อนข้างเงียบกว่าปกติ ทั้งยังทำหน้าคร่ำเคร่งอยู่ตลอด แววตายังดูสับสนคล้ายกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก
ซุนฉวนเซิ่งถอนหายใจยาวเหยียด พลางทอดสายตามองไปยังเบื้องหน้าอย่างไร้จุดหมาย “ก็ไม่เชิง”
“เป็นเรื่องของพี่สาวบ้านฉินสินะ”
“น้องรู้เหรอ?” ชายหนุ่มหันมองน้องสาวอย่างนึกแปลกใจ นี่คงเป็นสายสัมพันธ์ของพี่น้องอะไรเทือกนั้นสินะ ทั้งที่ไม่ได้อธิบายอะไรมากมายก็สามารถเดาความคิดของอีกฝ่ายได้อย่างแม่นยำเช่นนี้
ซุนจือหลินเพียงพยักหน้ารับเป็นเชิงว่าเธอพอจะรู้เรื่องนี้อยู่บ้าง แต่ก็ยังมองไปทางพี่รองเพื่อให้เขาเล่าต่อ ซึ่งพี่ชายเองก็เข้าใจความหมายนี้เช่นกันจึงเริ่มเปิดปากเล่าเรื่องทั้งหมดออกมา
“เธอบอกว่ากำลังจะแต่งงานกลางเดือนหน้าน่ะ”
“ก็เป็นเรื่องดีนี่คะ แล้วพี่รองเครียดอะไร?”หญิงสาวถามออกมาอย่างไม่เข้าใจ ก็สหายมาบอกว่าจะแต่งงานแล้วทำไมต้องเครียดด้วยล่ะ เรื่องเช่นนี้ก็ควรยินดีถึงจะถูก ยกเว้นแต่ว่า…ความรู้สึกของทั้งคู่ไม่ได้เป็นเพียงแค่สหาย
เมื่อคิดมาถึงข้อนี้ซุนจือหลินราวกับมีประกายสว่างวาบในแววตา เธอมองเสี้ยวหน้าของพี่ชายในทันทีด้วยความรู้สึกตื่นตระหนก
ถ้าเป็นอย่างที่เธอคาดเดา เห็นที่เรื่องของพี่รองคงไม่ง่ายเสียแล้ว
