ตอนที่6 [อวยกันเข้าไป] เมียแต่งไร้สถานะ
ปริญญ์ยืนอยู่ที่ขอบระเบียงเงียบ ๆ สายตากวาดมองเด็กสาวที่คุณปู่รับอุปการะมานาน เขาเห็นเพียงแผ่นหลังแบบบาง และเส้นผมยาวสลายดุจแพรไหม ที่เจ้าตัวได้รวมมัดไว้เป็นหางม้า และปล่อยช่วงปลายให้ระกับต้นคอขาวเนียน
'นี่มันใช่! คนเดียวกันหรือเปล่าว่ะ!’ สาวสวยหุ่นดีราวนางแบบที่เดินผ่านหน้าเขาไปเมื่อตอนอยู่ที่โถงกว้างของสนามบิน ทว่าเมื่อเหลือบมองสีชุดที่เธอสวมใส่ ปริญญ์ถึงกับหลับตาลง …เขาขยับเท้าเข้าไปใกล้อีกนิด หวังจะขัดจังหวะบทสนทนาของทั้งคู่ให้หันกลับมามองเขา และก็เป็นอย่างที่คาด ทั้งคู่หันมามองเขาเป็นจุดเดียว
“ไง! พ่อตัวดี ออกไปรับน้องถึงไหน ถึงได้กลับมาเอาป่านนี้” คำถามแรกของคุณปู่ ทำเอาปริญญ์ถึงกับสะอึก เปิดปากแทบไม่ออก ทว่าเขาก็ต้องรีบชี้แจงก่อน เกิดยัยเด็กนั่นใส่ร้ายเขาขึ้นมาพลางจบแหกันพอดี
“ผมก็ไปตรงเวลานะครับ แต่ไม่รู้ว่าคลาดกันตอนไหน” เสียงทุ้มแก้ต่าง ทว่าสายตากลับจดจ้องร่างเล็กข้างกายของคุณปู่เขม็ง
“หนูรินนั่นพี่ปริญญ์ เรายังจำพี่เขาได้หรือเปล่าล่ะ” ขณะที่หนุ่มสาวยังจ้องหน้ากันไม่วางตา ทว่าเจ้าสัวกลับรีบแนะนำอีกฝ่ายเสียก่อน
“สวัสดีค่ะ คุณปริญญ์” รินรดียกมือไหว้อีกฝ่าย อย่างนอบน้อม
“สวัสดี” ทว่าคนตัวโตกลับรับคำเพียงสั้น ๆ
“ปู่ว่า หนูรินควรเรียกพี่ปริญญ์ได้แล้วนะ อีกหน่อย เราสองคนก็ต้องทำความรู้จักกันให้มากกว่านี้” เจ้าสัวเอ่ยเสียงเนิบ
“ไม่จำเป็นหรอกครับคุณปู่” เขาอยากจะพูดออกไปเหลือเกิน ว่าไม่ได้อยากสนใจอะไรกับหลานสาวของคุณปู่สักนิด ทว่าก็ต้องเก็บประโยคนั้นเอาไว้ในใจ
ในขณะที่ประมุขของบ้านยังคงพูดคุยกับหนุ่มสาวอยู่ ป้า ‘เอิบ’ ที่เป็นแม่บ้านเก่าแก่ และเป็นเมียของลุงบุญได้เดินออกมาตามเจ้านายไปรับประทานอาหารมื้อเที่ยง
“คุณท่านอาหารพร้อมแล้วค่ะ”
“งั้นตาปริญญ์ หนูรินเข้าไปกินข้าวกันก่อนเถอะ อิ่มแล้วค่อยคุยกันต่อ” เมื่อประมุขเอ่ยมาแบบนั้น ร่างสูงจึงก้าวออกไปที่โต๊ะอาหาร ปล่อยให้รินรดีเดินประคองร่างชายสูงวัยตามออกไปไม่ห่าง การกระทำของเธอยิ่งสร้างความเคืองขุ่นให้ร่างโตไม่น้อย ปู่เขายังแข็งแรงไม่จำเป็นสักนิดที่จะให้เธอเข้าประคองราวกับท่านเป็นคนป่วย
“เออ…ขอบใจหนูรินมากนะลูก คนแก่ก็แบบนี้แหล่ะ เดินเหินก็ไม่ค่อยจะสะดวกเท่าไหร่หรอก” เจ้าสัวเอ่ยพลางหัวเราะหึ ๆ สายตาแหลมคมลอบมองปฏิกิริยาของหลานชาย
บนโต๊ะอาหารมื้อเที่ยง รู้สึกรสชาติเอร็ดอร่อยมากเป็นพิเศษสำหรับชายสูงวัย ทว่าสำหรับหนุ่มสาวนั้น ปริญญ์ได้แต่ทำสีหน้าเรียบขรึม พลางตักอาหารเข้าปากอย่างไม่ใส่ใจนัก
ส่วนรินรดีที่นั่งตรงข้ามกับอีกฝ่าย เธอได้แต่ก้มหน้างุดไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้ามองเขาสักนิด ทุกคนนั่งทานอาหารอย่างเงียบ ๆ เมื่อเห็นประมุขยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม รินรดีจึงได้ทำตามบ้าง
“หนูรินอิ่มแล้วเหรอ! นาน ๆ ได้กินอาหารรสมือของป้าเอิบเป็นยังไงบ้างล่ะ” ชายสูงวัยเอ่ยอย่างเอ็นดู
“ฝีมือของป้าเอิบอร่อยเหมือนเดิมเลยค่ะ” คำตอบของเธอทำให้แม่บ้านยิ้มแย้มออกมา
“หนูรินนี่ ก็เข้าใจเอาใจคนแก่เหมือนกันนะคะ” ป้าเอิบเอ่ยหยอกเย้า เพราะแกเป็นคนดูแลเด็กสาวมาตั้งแต่สิบขวบ
“หนูไม่ได้เอาใจนะคะ อาหารของป้าเอิบรสชาติอร่อยจริง ๆ” หญิงสาวกล่าวย้ำ
“หนูรินโตแล้วสวยขึ้นมาก จนป้าจำแทบไม่ได้ แถมปากหวานและเอาใจเก่ง แบบนี้ใครได้ไปเป็นภรรยาคงหลงน่าดูนะคะคุณท่าน” แม่บ้านคนเก่าแก่เอ่ยชมไม่ขาดมาก ทำให้หญิงสาวเก้อเขินแก้มเนียนแดงระเรื่อ ทว่าเมื่อเงยหน้าขึ้นก็ประสานกับสายตาคมดุของปริญญ์
“ผู้หญิงบางคนก็เสแสร้งเก่งเหมือนกันนะครับป้าเอิบ แค่หวังอยากมีอนาคตที่สุขสบาย ย่อมทำได้ทุกอย่างอยู่แล้วจริงไหม…รินรดี” ประโยคของหลานชาย ทำให้ประมุขของบ้านเอ่ยขัด
“อย่างหนูรินไม่ต้องเสแสร้งหรอก เพราะทั้งสวยทั้งเก่งแบบนี้ รับรองเอาตัวรอดได้อย่างสบายแน่นอน” ทว่าประโยคของเจ้าสัวเปรม กลับสร้างรอยเกลียดชังให้หลานชายที่มีต่อคนตัวเล็กได้ไม่น้อย
'เหอะ! อวยกันเข้าไป’ ปริญญ์คำรามในลำคอ พลางลุกขึ้นยืน
“ผมอิ่มแล้วครับ งั้นต้องขอตัวไปเข้าบริษัทก่อน”
“แกจะเข้าบริษัทอีกรึไง! น้องเพิ่งมาถึง ทำไมไม่หยุดงานสักวัน”
“เธอไม่ใช่เด็กสิบขวบอย่างเมื่อก่อนแล้วนะครับคุณปู่ ไปเรียนถึงเมืองนอกเมืองนามา คงไม่ต้องให้มีพี่เลี้ยงคอยประคบประหงมหรอกมั้งครับ” เสียงเข้มพลางประชดประชัน ทำให้คนที่อาบน้ำร้อนมาก่อนได้แต่ลอบยิ้มจาง ๆ
“งั้นเย็นก็อย่าลืมกลับมากินข้าวเย็นด้วยล่ะ ปู่มีเรื่องอยากคุยด้วย”
“ครับ” ปริญญ์รับคำแล้วก้าวออกไปขึ้นรถ
