บทที่ 6 ความเจ็บปวดที่ไม่จางหาย
ตกค่ำของวันเดียวกัน ช่วงเวลาที่ผู้คนต่างพากันหลับใหล ทว่ากลับมีใครคนหนึ่งพยายามหาทางออกไปจากที่นี่ แม้ไม่รู้ว่าจะหนีพ้นหรือไม่ เพราะคฤหาสน์อยู่ไกลตัวเมืองหลายกิโลเมตร แถมรอบ ๆ ยังรายล้อมไปด้วยป่า ถึงกระนั้นจะไม่ยอมอยู่เฉย ๆ เด็ดขาด
“ขอให้อย่าถูกจับได้ด้วยเถอะ” เอ่ยบอกกับตัวเอง จากนั้นเปิดประตูออกจากห้องพลางหันมองซ้ายขวา ก่อนจะเดินไปตามทางมืด ๆ เพื่อตรงไปยังรั้วของคฤหาสน์
ขณะเดียวกันยังห้องทำงานของเรนเดล หลังจากเขาสะสางงานเสร็จเรียบร้อย ทันใดนั้นชายหนุ่มฉุกคิดบางอย่างขึ้นได้
“คริสมาหาฉันหน่อย” สิ้นเสียงทุ้ม ประตูห้องถูกเปิดออกพร้อมร่างสูงโปร่งของลูกน้องคนสนิท
“บอสมีอะไรหรือเปล่าครับ”
“ตอนนี้ผู้หญิงคนนั้นทำอะไรอยู่ ฉันไม่เห็นตั้งแต่เย็นแล้ว”
“ได้ยินคุณมาร์ธาบอกว่าเธอไม่ได้มากินข้าวเย็น และกลับห้องทันทีที่ทำงานเสร็จ”
“งั้นเหรอ” คิ้วเข้มเลิกขึ้นเล็กน้อย ลางสังหรณ์บางอย่างทำให้เขารู้สึกไม่ค่อยดี “ไปบอกมาร์ธาให้ตามผู้หญิงคนนั้นมาหาฉันหน่อย”
“ครับ” ตอบรับเสร็จก็หมุนตัวออกจากห้อง
เวลาผ่านไปไม่นาน ประตูห้องถูกเปิดออกพร้อมกับการปรากฏตัวของมาร์ธา ซึ่งวิ่งเข้ามาหาเรนเดลด้วยท่าทางร้อนใจ
“มีอะไรมาร์ธา” คิ้วเข้มเลิกขึ้นพลางจ้องอีกฝ่ายอย่างกดดันในคำตอบ
“ผู้หญิงคนนั้นหายไปแล้ว” สิ้นเสียงพูดของหญิงวัยกลางคน เรนเดลลุกขึ้นยืนเต็มความสูงและรีบก้าวยาว ๆ ออกจากห้อง ส่วนคริสไม่รอช้ารีบตามหลังเจ้านายหนุ่มไปยังลานจอดรถ
“รีบไปกันเถอะคริส”
“ครับ” ตอบรับเสร็จรีบไปนั่งประจำตำแหน่งของคนขับ โดยเรนเดลนั่งข้าง ๆ เพียงไม่นานรถเคลื่อนตัวไปยังจุดมุ่งหมาย
ทางด้านพริ้มพิรุณ หลังจากเดินพ้นประตูรั้วของคฤหาสน์ เธอก็ย่างเท้าเดินตามท้องถนนที่มีเพียงแสงสลัวจากจันทร์คอยสาดส่อง
ตลอดเวลาที่ก้าวเดินทำเอาหวาดกลัวไม่น้อย เนื่องจากบรรยากาศรอบกายค่อนข้างมืดและเปลี่ยว หนำซ้ำยังมีเสียงสัตว์มากมายร้องสนั่น
“กลัวเหลือเกิน” เธอโอบกอดตัวเองแน่นพลางกวาดสายตามองรอบกาย อยู่ ๆ น้ำตาที่ไม่ได้นัดหมายไหลพรากอาบแก้มนุ่ม ถึงจะเป็นอย่างนั้นก็ยังคงเดินต่อไปเรื่อย ๆ อย่างไม่สิ้นสุด ซึ่งไม่รู้ด้วยซ้ำจะหนีพ้นหรือเปล่า
แสงไฟสาดส่องจากรถที่ผ่านมา ทำให้พริ้มพิรุณรีบเร่งฝีเท้าเดินไว ๆ ก่อนรถคันนั้นจะเคลื่อนตัวหยุด และตามด้วยเจ้าของร่างกำยำเปิดประตูเดินลงมา
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ เธอจะหนีไปไหน” เสียงทุ้มตะโกนไล่หลังเล็ก ทำให้หญิงสาวรีบวิ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว เรนเดลไม่รอช้าวิ่งตามและคว้าท่อนแขนเล็ก
“ปล่อยนะ” พยายามสะบัดแขนขาวเนียนให้หลุดจากการเกาะกุมของอีกคน
“จะไปไหนของเธอ รู้ไหมว่ามันอันตรายมากแค่ไหน”
“คุณอันตรายที่สุดแล้ว” สวนกลับทันใด สำหรับเธอแล้วการหนีไปตายเอาดาบหน้ายังดีกว่าต้องอยู่กับคนใจร้ายแบบเขา
“ที่นี่ไม่ใช่บ้านเกิดเมืองนอนของเธอนะ ต่อให้พยายามหนีแค่ไหนก็ไม่พ้นอยู่ดี”
“ฮือ ๆ พริ้มไม่อยากตายนี่คะ” เสียงหวานเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงสะอึกสะอื้น เธอยังไม่ได้ใช้ชีวิตของตัวเองเลย แต่กลับต้องมารับกรรมเพราะการกระทำของผู้อื่น
ถ้อยคำจากปากอมชมพู ทำให้เรนเดลชะงักค้าง นัยน์ตาดำขลับเหลือบมองกรอบหน้าสวย ก่อนถอนหายใจเฮือกหนึ่ง
“เอาเป็นว่าฉันจะรับรองความปลอดภัยของเธอระหว่างที่อยู่กับฉัน”
“แล้วเรื่องลูกล่ะคะ คุณจะไม่ให้พริ้มตั้งท้องด้วยใช่ไหม” ถามอย่างลุ้น ๆ ใบหน้าเปื้อนคราบน้ำตาจ้องคนตัวโตเต็มไปด้วยความหวัง
“เรื่องนั้นคงไม่ทันแล้วมั้ง ป่านนี้ลูก ๆ ของฉันเข้าไปอยู่ในท้องเธอแล้ว”
“ฮือ ๆ คุณมันเลวที่สุด...” สิ้นเสียงพูด พริ้มพิรุณรู้สึกวิงเวียนศีรษะและภาพทั้งหมดตัดเข้าสู่ความมืด ความไวของเรนเดลทำให้รับร่างเล็กเข้าสู่อ้อมแขนได้ทัน
“นี่เธอ” เขย่าคนตัวเล็กเบา ๆ ก่อนสัมผัสถึงอุณหภูมิที่สูงขึ้นของเธอ “ไม่สบายเหรอวะ” ว่าแล้วก็รีบพาเธอไปขึ้นรถ
“เกิดอะไรขึ้นครับ” คริสถามขึ้นอย่างร้อนใจ เมื่อผู้เป็นนายอุ้มพริ้มพิรุณกลับมาที่รถในสภาพที่เธอไม่ได้สติ
“อย่าเพิ่งถามอะไรมาก รีบกลับคฤหาสน์เร็ว”
“ครับ” คริสไม่รอช้าขับรถไปยังจุดหมายตามคำสั่งของเจ้านาย
เมื่อมาถึงคฤหาสน์ เรนเดลรีบพาคนตัวเล็กไปยังห้องหนึ่ง และวางเธอลงบนเตียงอย่างแผ่วเบา
“ฝากด้วยนะมาร์ธา ห้ามคลาดสายตาเด็ดขาด” สั่งเสร็จก็หันหลังเดินออกจากห้อง ปล่อยให้หญิงวัยกลางคนดูแล ส่วนตนเองเดินกลับห้องไป ไม่เหลียวมองคนตัวเล็กสักนิด
กายแกร่งทิ้งตัวนอนลงบนเตียงขนาดคิงไซซ์ ยกแขนกำยำขึ้นก่ายหน้าผากด้วยความรู้สึกมากมาย นัยน์ตาดำขลับปิดลงสนิทพลางนึกถึงเรื่องราวในอดีต
หลายปีผ่านมาแล้วที่เขาต้องสูญเสียภรรยา เหตุการณ์ในวันนั้นยังคงเด่นชัดในความทรงจำของเขาเสมอ
ฝ่ามือหนาจับลูกบิดประตูและดันเข้าไปข้างในอย่างอารมณ์ดี กวาดสายตาคมกริบมองหาเมียรัก ก่อนหยุดชะงักเมื่อพบกับความว่างเปล่า
“ริน ริน” เขาตะโกนเรียกภรรยาทั่วห้อง ทันใดนั้นมีเสียงร้องด้วยความเจ็บดังเล็ดลอดออกจากห้องนอน ไม่รอช้ารีบพุ่งไปยังที่หมาย
“ริน” เขาเบิกตากว้างอย่างตกตะลึง ขณะนั้นสายตาคมสะดุดกับร่างของชายไร้วิญญาณสองคนนอนจมกองเลือด ก่อนจะรีบตรงไปหารินดาและประคองเธอเข้าสู่อ้อมแขน
“เกิดอะไรขึ้นนะริน”
“พวกมันพยายามจะฆ่าฉัน แต่ถูกฉันจัดการหมดแล้ว” เอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงแผ่ว
“เธอถูกยิงด้วยเหรอ รีบไปหาหมอกันเถอะ” เอ่ยบอกอย่างร้อนรนใจ ขณะกำลังจะอุ้มภรรยาเข้าสู่วงแขนก็ต้องหยุดชะงัก
“เรย์…ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ลูกของเราต้องปลอดภัยนะ” มือเล็กทาบลงบนแก้มสากพร้อมมองด้วยสายตาอ้อนวอน
“ช่างเรื่องนั้นสิ!” ตะคอกกลับอย่างโมโห
“ขอร้องนะเรย์” ย่อมทราบดีตนเองไม่ไหวแล้ว ฉะนั้นอยากให้สามีรับปากกับสิ่งที่เธอปรารถนา
“...” เรนเดลเลือกจะไม่ตอบภรรยา เขารีบช้อนร่างอุ้ยอ้ายในท่าเจ้าหญิงและพาออกจากอพาร์ทเม้นท์
เหตุการณ์ในครั้งนั้น ทำให้เขาต้องสูญเสียภรรยาตลอดกาล เนื่องจากเธอสูญเสียเลือดมากเกินกว่าจะยื้อได้
เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น ส่งผลให้เรนเดลตื่นจากภวังค์ ก่อนจะเดินไปยังที่หมาย
“มีอะไร” ถามเสียงเรียบแต่แฝงด้วยความดุดัน
“ตอนนี้คุณพริ้มไม่เป็นอะไรมากแล้วครับ”
“อย่าให้เธอออกจากห้องนั้นเด็ดขาด”
ในเมื่อเธอคือลูกสาวของศัตรู และทำให้เขาสูญเสียทุกอย่าง ฉะนั้นอย่าหวังว่าเขาจะปรานี เพราะแค้นครั้งนี้ต้องได้รับการชำระ เขาจะไม่ยอมให้ภรรยาต้องตายฟรี
“ครับ”
“ถ้ามีอะไรผิดปกติ รีบมารายงานทันทีอย่าปล่อยให้เกิดเหตุการณ์แบบครั้งนี้อีก”
“ครับบอส ผมจะจำเอาไว้” คริสตอบรับอย่างเข้าใจ
“ไปได้แล้ว”
คล้อยหลังของลูกน้องคนสนิท เรนเดลจัดการปิดประตูและล้มตัวลงบนเตียงอีกครั้ง
“ไม่ต้องห่วงนะริน พวกมันต้องได้รับกรรมที่มันก่อ ฉันจะเอาคืนให้สาสม” ใบหน้าคมคายฉายไปด้วยความดุดัน
ต่อให้รินดาจะเคยบอกไม่อยากให้แก้แค้น และปรารถนาให้เขาใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ทว่าทำไม่ได้หรอก เนื่องจากความสุขเดียวของเขาจากไปแล้ว และไม่อาจปล่อยให้พวกคนชั่วลอยนวลไปได้
