บทที่ 1 จุดเปลี่ยน
ท่ามกลางคฤหาสน์หลังหรู ร่างเล็กของพริ้มพิรุณวิ่งขึ้นบันไดไปยังชั้นบนด้วยความเร็วสุดขีด เธอเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นเรื่อย ๆ แม้หัวใจจะเต้นแรงแทบหลุดออกจากอก แต่ยังไม่ยอมหยุดวิ่ง
จนกระทั่งมาหยุดยังห้องหนึ่ง เธอสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด มือเล็กยกขึ้นเคาะประตูห้องเบา ๆ แล้วผลักเข้าไปด้านใน
“กว่าจะมาได้ ชักช้าชะมัด” ทันทีที่พริ้มพิรุณเข้าไปในห้อง ไม่วายถูกพี่สาวฝาแฝดตำหนิด้วยน้ำเสียงฉุนเฉียว
“เอ่อ พี่พัชมีอะไรหรือเปล่าคะ” เธอก้มหน้างุด โดยไม่กล้าสบตาคนบนเตียงด้วยความกลัวจะถูกต่อว่าไปมากกว่านี้
“แกหายไปไหนมานังโง่” พัชราพรรณปาหมอนใบใหญ่ใส่น้องสาวฝาแฝดอย่างโมโห
“เมื่อกี้พริ้มไปช่วยงานในครัวมาค่ะ”
“ฉันไม่สบายขนาดนี้ แกยังจะไปช่วยงานในครัวอีกเหรอ” ตะคอกใส่พริ้มพิรุณอย่างดุเดือด ขณะเดียวกันจ้องเขม็งปานจะกินเลือดกินเนื้อ
“ขอโทษค่ะ” เอ่ยบอกเสียงแผ่ว
“แกนี่ไม่ได้ดั่งใจฉันสักอย่างเลย ไม่น่าให้คุณพ่อเก็บแกมาเลี้ยงเลย”
“...” ไม่มีเสียงตอบกลับจากริมฝีปากของพริ้มพิรุณ เธอเม้มริมฝีปากเข้าหากันแน่น
“เงียบทำไมนังโง่!!”
“เอ่อ คือ...”
ไม่ทันพริ้มพิรุณจะตอบโต้ประโยคใดมากนัก เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น ก่อนชายวัยกลางคนจะย่างเท้าเข้ามาด้านใน
“มีอะไรกัน” สมพงษ์ปรายตามองพริ้มพิรุณ แล้วดึงสายตามองพัชราพรรณ
“ก็นังโง่นั่นสิคะ ทำอะไรไม่ได้ดั่งใจสักอย่าง”
“แกนี่มันเลี้ยงเสียข้าวสุกจริง ๆ” ชายวัยกลางคนหันไปตำหนิพริ้มพิรุณตามคำบอกของลูกรัก
“แล้วคุณพ่อมีธุระอะไรกับพัชเหรอคะ”
“คืนนี้ลูกไปงานเลี้ยงการกุศลได้ไหม”
“คุณพ่อไม่เห็นเหรอคะ พัชป่วยขนาดนี้ยังจะให้พัชไปอีกเหรอ” พัชราพรรณบอกด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด ก่อนจะทิ้งตัวนอนลงบนเตียงและหันหลังให้บิดา
“งานเลี้ยงคืนนี้พ่อมีคนจะแนะนำให้พัชรู้จัก ถ้าลูกไม่ไปก็แย่นะสิ”
“พ่อก็พานังพริ้มไปแทนพัชสิคะ มันหน้าเหมือนพัชไม่มีใครจับได้หรอก”
ถ้อยคำจากปากของพัชราพรรณ ส่งผลให้ชายวัยกลางคนปรายตามองพริ้มพิรุณ
“ได้ยินที่ลูกฉันพูดไหม”
“ค่ะ” พยักหน้าหงึกอย่างเข้าใจ สำหรับคนในตระกูลนี้เธอไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ จำเป็นต้องทำตามอย่างไม่มีทางเลี่ยง
“เชื่อฟังแบบนี้ก็ดีถือว่าเลี้ยงไม่เสียข้าวสุก”
“เอ่อ คุณพ่อคะ แต่พริ้มไม่มีชุดที่จะใส่ไปงานคืนนี้” เอ่ยบอกอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ
“ยืมของพี่สาวแกสิ” ตอบกลับอย่างไม่สบอารมณ์
“ไม่เอานะ! นี่คุณพ่อจะให้นังนั่นใส่ชุดแพง ๆ ของพัชเหรอ” คำพูดของชายวัยกลางคน ทำให้พัชราพรรณเด้งตัวลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว
“แล้วจะให้พ่อทำยังไงล่ะ ก็มันไม่มีชุดใส่ไปงานคืนนี้”
“ไม่รู้ค่ะ”
สมพงษ์ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง ขณะเดียวกันจ้องเขม็งไปทางพริ้มพิรุณด้วยสายตาเอือมระอา
“เดี๋ยวพ่อซื้อกระเป๋าใบใหม่ที่ลูกอยากได้ให้”
“จริงเหรอ” เบิกตากว้างอย่างดีใจ
“อืม”
“งั้นพัชให้มันยืมชุดก็ได้”
“งั้นก็เอาตามนี้” พูดจบ สมพงษ์เดินออกจากห้อง โดยปล่อยให้ลูกสาวทั้งสองอยู่ด้วยกันตามลำพัง
“แกนี่มันน่าสงสารจริงนะ ทั้งที่เป็นลูกคุณพ่อเหมือนกันแต่ไม่ต่างจากขี้ข้า ไม่สิยิ่งกว่าขี้ข้าเสียอีก” พัชราพรรณหัวเราะเยาะเย้ยใส่น้องสาว ก่อนเดินไปยังห้องน้ำด้วยท่าทางสบายอารมณ์
“เฮ้อ…” ปรายตามองตามหลังพี่สาวพลางถอนหายใจเฮือกหนึ่ง
ท่ามกลางงานเลี้ยงการกุศล หลังจากบิดาแนะนำตัวพริ้มพิรุณให้แขกเหรือรู้จัก เธอจึงแยกตัวออกไปยืนที่ระเบียงตามลำพัง ปล่อยใจให้ไหลไปพร้อมกับบรรยากาศรอบกาย
ระหว่างยืนมองวิวด้านหน้า หญิงสาวเผลอนึกถึงเรื่องราวในอดีต ซึ่งนานแล้วสินะที่เธอย้ายมาอยู่กับพ่อ นับตั้งแต่แม่จากไปก็ไม่เหลือใครอีกเลย
ขณะเดียวกันพริ้มพิรุณไม่อาจรับรู้ มีสายตาคู่หนึ่งกำลังจ้องเขม็งเธออย่างอาฆาต
“นั่นใช่ไหมลูกสาวของไอ้สมพงษ์”
“ครับ”
หลังจากได้ยินคำยืนยันจากปากลูกน้อง เรนเดลไม่รอช้าก้าวยาว ๆ ไปเบื้องหน้า เพื่อต้องการทักทายพริ้มพิรุณ
“สวัสดีครับ คุณพัช”
เสียงทุ้มที่ดังอยู่ข้างหลัง ทำเอาคนกำลังคิดเรื่อยเปื่อยหลุดจากภวังค์ หญิงสาวหันไปมองคนมาใหม่ด้วยสายตางุนงง
“เอ่อ คุณเป็นใครคะ”
“โทษทีครับ ลืมแนะนำตัวไปเลย ผมเรนเดล” ส่งยิ้มอ่อน ๆ ให้แก่คนตัวเล็ก
“เอ่อ สวัสดีค่ะ คุณเรนเดล” ถึงจะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร แต่จำเป็นต้องตอบกลับไปอย่างสุภาพ
“ทำไมถึงมาอยู่คนเดียวล่ะครับ”
“คุณเป็นคนรู้จักของคุณพ่อเหรอคะ” เธอไม่ได้ตอบคำถามนั้น แต่กลับเอ่ยถามในสิ่งที่สงสัย
“รู้จักสิครับ รู้จักเป็นอย่างดีเลย” เผยยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย ซึ่งพริ้มพิรุณไม่ทันสังเกตเห็นรอยยิ้มนั้น
“อ๋อค่ะ” ตอบรับสั้น ๆ แล้วทอดสายตามองวิวตรงหน้าต่อ พยายามทำเป็นไม่สนใจอีกคน เนื่องจากเธอไม่ชอบสนทนากับคนแปลกหน้า ต่อให้เขาจะบอกว่ารู้จักกับพ่อก็ตาม
“ท่าทางคุณไม่ค่อยดีเลย ดื่มนี่หน่อยไหมครับ”
ประโยคที่เปล่งจากปากหยักได้รูป ทำให้พริ้มพิรุณเหลือบมองแก้วน้ำในมือหนา ก่อนจะส่งยิ้มละมุนให้อีกคน
“ขอบคุณนะคะ แต่ฉันไม่เป็นไร”
“ไม่ไว้ใจกันเหรอครับ”
“เอ่อ คือ...” คำพูดนั้นทำให้เธออึดอัดไม่น้อย ก่อนชั่งใจอยู่พักหนึ่งและยอมเอื้อมมือไปรับแก้วน้ำเปล่า ในเมื่อเขาบอกว่าเป็นคนรู้จักของบิดา ฉะนั้นไม่อยากสร้างปัญหา
“ขอบคุณนะคะ”
“งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ” ไม่รอให้คนตัวเล็กตอบโต้ด้วยถ้อยคำใด เรนเดลอาศัยจังหวะนั้นหมุนตัวเดินจากไป
นัยน์ตาคู่งามมองตามแผ่นหลังแกร่งอย่างุนงง แล้วดึงสายตามองแก้วน้ำในมือ
“คงไม่มีอะไรหรอก เขาคงคิดว่าเราเป็นพี่พัชแน่ก็เลยเข้ามาทักทายสินะ” เพราะพี่สาวเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ไม่แปลกจะมีเพศตรงข้ามมาสนใจ
หลายนาทีผ่านไป พริ้มพิรุณเกิดรู้สึกคอแห้งและไม่อยากเดินเข้าไปในงานเลี้ยง จึงจำใจดื่มน้ำจากแก้วในมือ
ทุกการกระทำของเธอตกอยู่ในสายตาของเรนเดล ชายหนุ่มเผยยิ้มอย่างพึงพอใจ หลังจากได้เห็นเธอดื่มน้ำที่เขาเป็นคนยื่นให้เองกับมือ
“คงได้เวลาแล้วสิ” พูดพลางยกแขนแกร่งขึ้นเพื่อต้องการดูเวลาในนาฬิกาข้อมือ ใบหน้าคมคายแหงนขึ้นพร้อมจ้องมองพริ้มพิรุณ เมื่อเห็นว่าเธอมีสีหน้าไม่สู้ดี จึงก้าวยาว ๆ ไปข้างหน้า
ระหว่างพริ้มพิรุณกำลังจะทรุดกายลงบนพื้น เรนเดลรีบคว้าเธอเข้าสู่วงแขน
“รีบไปกันเถอะ” เอ่ยบอกกับลูกน้องที่ยืนอยู่ด้านหลัง
“ครับ”
