CHAPTER 7 ยอมแต่งงาน
“คุณพรพระจันทร์ย้ายเข้าไปอยู่บ้านแล้วครับ” เจียห่าวรายงานเมื่อไม่กี่วันก่อนเจ้านายของพวกเขาก็กลายเป็นคนมีภรรยาเรียบร้อย
“มาดามโทรมาหลายสายแล้วครับ”
“ฉันไม่ว่าง!” เขาไม่ยอมรับสายแม่ตัวเอง ให้เขาแต่งงานเขาก็ยอมแต่งตามคำบัญชา แต่หลังจากนั้นจะให้เขาจดทะเบียนสมรสอีก
ปัง!
“ไม่ว่างมามี้มาหาก็ได้หนิ” มาดามจีน่าเดินเข้ามาในห้องทำงานด้วยแววตาเอือมระอา
“มามี้มีอะไรครับ” เขาโบกมือให้ลูกน้องออกไปจากห้องทำงาน
“ลูกต้องจดทะเบียนสมรสนะ” คำพูดของมาดามจีน่าทำให้เฟิ่งหวงที่กำลังเอนหลังพิงโซฟาถึงกับลืมตาขึ้นมองแม่ทันที คิ้วเข้มขมวดแน่นอย่างไม่พอใจ
“เราตกลงกันแค่เรื่องแต่งงานนะครับ” น้ำเสียงเขาหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด
“น้องน่ารักขนาดนั้นฟีนิกซ์จะปล่อยไปแบบนั้น ถ้าเผื่อมีผู้ชายมาจีบล่ะ” จีน่ายิ้มบางๆ ราวกับอ่านความคิดลูกชายออก
“ไหนบอกแค่แต่งงานหลอกๆ ทำไมถึงจริงจังขนาดครับ นี่ท่ามามี้ไม่พูดผมคิดว่าฝ่ายนั้นอยากแต่งจนตัวสั่น”
“นี่ปากหรืออะไร ไม่จดในอนาคตลูกฟ้องชู้ไม่ได้นะ”
คำว่าชู้ทำให้เฟิ่งหวงเงียบไปเสี้ยววินาที ก่อนจะหัวเราะออกมาอีกครั้งคราวนี้แฝงความเย็นชา
“ผู้หญิงที่ทำงานในซ่องมามี้คิดดีแล้วเหรอ”
บรรยากาศในห้องเงียบงันลงทันที รอยยิ้มบนใบหน้ามาดามจีน่าหายไป เหลือเพียงสายตาจริงจังที่จ้องกลับไปยังลูกชาย
“อย่าพูดแบบนั้นอีกนะ”
“ถ้าคนอื่นรู้เข้าว่ามามี้เก็บลูกสะใภ้มาจากข้างถนนเขาจะคิดยังไง”
“มามี้บอกให้หยุดพูด เซ็นซะ!” จีน่าดึงเอกสารออกมาจากซองสีน้ำตาลวางลงตรงหน้าลูกชาย
“...” เขานิ่งเงียบ
“3 เดือน ถ้าลูกไม่ชอบหนูจ๋าก็หย่ากันมามี้ไม่ว่า”
เขาถอนหายใจออกมาเล็กน้อย ก่อนจะตัดสินใจเซ็นชื่อลงไปในเอกสารทันที ถึงวันนั้นหวังว่าอีกฝ่ายจะไม่หาข้ออ้างเพื่อรั้งเขาไว้หรอกนะ
“เย็นนี้ผมไม่กลับบ้าน”
“เรื่องผู้หญิงให้มันเบาๆ ลงหน่อย” จีน่าหยิบเอกสารใส่กลับเข้าที่เดิม ได้แค่เตือนสติลูกชายเท่านั้นส่วนเรื่องๆ อื่นให้เรียนรู้ด้วยตัวเอง
กลางดึกพรพระจันทร์รู้สึกคอแห้งผาก เธอจึงค่อยๆ เปิดประตูห้องนอนแล้วเดินลงบันไดอย่างเงียบเชียบ ตั้งใจแค่จะไปหยิบน้ำดื่มแล้วกลับขึ้นไปทันที
แต่ยังไม่ทันพ้นขั้นบันไดสุดท้ายร่างสูงร่างหนึ่งก็โผล่เข้ามาในสายตา เฟิ่งหวงเดินโซซัดโซเซเข้ามาในบ้าน เสื้อเชิ้ตคลายกระดุม กลิ่นแอลกอฮอล์แรงจนเธอเผลอกลั้นหายใจ
หัวใจของเธอกระตุกวูบ พรพระจันทร์รีบก้มหน้า ตั้งใจจะเดินเลี่ยงออกไปอีกทาง แต่ยังไม่ทันได้ก้าวพ้นมือหนาก็คว้าข้อมือเธอไว้แน่น
“จะไปไหน!” เสียงเขาหนักแน่นแฝงความไม่พอใจชัดเจน
“ปะ…ปล่อยค่ะ หนูจ๋าแค่ลงมาหยิบน้ำ” เธอพูดเสียงสั่นพยายามดึงมือกลับ
แววตาของเขาหรี่ลง ลมหายใจร้อนผสมกลิ่นเหล้าปะทะใบหน้าเธอจนขาแทบไม่มีแรง
“ได้เงินจากแม่ฉันไปตั้งเยอะ ชาตินี้เธอคงไม่ต้องกลับไปทำงานในซ่องแล้วล่ะสิ” เขาหัวเราะหึอย่างเยาะเย้ยตัวเอง คำพูดนั้นเหมือนมีดกรีดกลางอกหญิงสาวหน้าเผือดทันที
“พูดอะไรของคุณ”
“เธอไปเป่าหูแม่ฉันยังไงท่านถีงเชื่อไปหมด เรื่องบังเอิญกับความเชื่อบ้าบออะไรของซินแสนั่น!” พูดด้วยเสียงแข็ง ก้าวเข้ามาใกล้จนพรพระจันทร์ต้องถอยหลัง ชายหนุ่มกำมือแน่น พยายามกดอารมณ์เดือดที่ปะทุขึ้นมา
“หนูจ๋าเจ็บปล่อย” เธอยกมือขึ้นกันโดยสัญชาตญาณ หัวใจเต้นแรงด้วยความหวาดหวั่น
“เธอจำไว้นะว่าเธอไม่มีสิทธิ์อะไรในตัวฉัน และอย่าคิดมาหวังสมบัติของฉัน”
น้ำเสียงประชดประชัน แต่แววตากลับสั่นไหวเขาเผลอมองริมฝีปากอวบอิ่มของเธอใกล้เกินไป บรรยากาศเงียบงันจนได้ยินเพียงลมหายใจของกันและกัน
“คุณจะหลงตัวเองเกินไปนะ ใช่แล้วหนูจ๋าเห็นแก่เงิน แต่คุณก็ไม่ใช่ผู้ชายในอุดมคติของหนูจ๋า” เธอเชิดหน้าขึ้นอย่างท้าทาย
“แบบฉันมันทำไม!” เขาไม่พอใจขึ้นมาที่เธอพูดแบบนั้น
“ก็คุณหน้าตาดีแถมรวยแต่ปากไม่ดี ต่อให้เหลือคุณคนเดียวบนโลกใบนี้หนูก็ไม่เอาคุณหรอก”
“รู้ไหมว่าปากดีแบบนี้มันทำให้ผู้หญิงเดือดร้อนแค่ไหน” เขาหยุดมองเธอด้วยสายตาเย็นเฉียบไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนกล้าพูดกับเขาแบบนี้
“ถ้ากลัวก็ไม่ใช่หนูจ๋าแล้วล่ะค่ะ” หญิงสาวเชิดหน้า ไม่ยอมถอยแม้หัวใจจะเต้นแรง
คำตอบนั้นทำให้มุมปากของเฟิ่งหวงยกขึ้นเล็กน้อย เขาก้าวเข้ามาใกล้จนเธอต้องเงยหน้ามอง ดวงตาคมจ้องลึกเหมือนจะกดเธอให้จนมุมด้วยสายตาเพียงอย่างเดียว
“ยังจะเถียงอีก มาดูหน่อยดิว่าจะเก่งสักแค่ไหน” เสียงเขาต่ำและหนัก
“จะทำอะไร” เธอเม้มริมฝีปากก่อนส่ายหน้าเบาๆ อย่างดื้อรั้นท่าทางนั้นเองที่เหมือนเป็นการท้าทาย
“ปากเก่งอีกสิ”
ชายหนุ่มโน้มหน้าเข้ามาประกบริมฝีปาก ไม่อ่อนโยนเป็นจูบที่เหมือนการเตือนมากกว่าความใคร่ เมื่อเธอพยายามหลบเขาจับต้นคอเธอไว้แน่น เพื่อให้รับจูบของเขา
ลิ้นหนาดันเข้าไปในโพรงปากรสจูบนั้นทำให้เขาสั่นคลอน ท่าทางไม่ประสีประสาของอีกฝ่ายทำให้เขาเผลอครางออกมาอย่างพอใจ
“ปะ ปล่อย” เธอผลักเขาสุดแรง
“ไม่เก่งแล้วเหรอ” เขามองที่เธอเช็ดปากเหมือนว่ารังเกียจเขา
“...” เธอไม่ตอบหัวใจสั่นระรัวเหมือนคนเพิ่งวิ่งมาราธอน
“ไม่เอาน้ำแล้วเหรอ”
“มะ ไม่หนูจ๋าง่วง”
“เป็นเมียฉันก็ทำตัวให้มันดีๆ หน่อย แต่สภาพแบบเธอคงไม่เร้าใจฉันเท่าไหร่” เขาหัวเราะออกมามือหนาคว้าเธอไว้ กระซิบข้างใบหูของอีกฝ่าย
หญิงสาวรีบวิ่งเข้าห้องไปทันที ชายหนุ่มยืนมองตามแผ่นหลังนั้นมุมปากยกยิ้มด้วยความพึ่งพอใจ ก่อนจะยกมือแตะริมฝีปากตัวเองแผ่วเบา
“ไม่เคยเจอผู้หญิงแบบนี้มาก่อน”
ปกติมีแต่ผู้หญิงวิ่งเข้าหาแย่งกันเอาใจ เพียงเพราะชื่อและฐานะของเขา แต่พรพระจันทร์กลับต่างออกไป เธอไม่ตื่นเต้นไม่หลงระเริง และไม่ได้รู้สึกยินดีนักกับการเป็นภรรยาของเขา ความไม่แยแสนั้นทำให้มุมปากของชายหนุ่มยกขึ้นเล็กน้อย
“น่าสนใจจริงๆ”
คนที่เพิ่งโดนจูบมาถึงกับนอนไม่หลับ พรพระจันทร์นอนจ้องเพดานในห้องมืดสนิท ใจเต้นแรงทุกครั้งที่เผลอคิดถึงสัมผัสนั้น ไม่รู้เลยว่าตัวเองตัดสินใจถูกหรือผิดที่ยอมเป็นภรรยาในนามของผู้ชายแบบเขา
“อย่าไปคิดอะไรนะหนูจ๋า” เธอพึมพำเตือนตัวเองซ้ำๆ คนรวยกับคนจนจะรักกันได้ยังไง
เธอไม่มีอะไรเลยที่ช่วยส่งเสริมหรือเกื้อหนุนหน้าที่การงานของเขา ไม่มีชาติตระกูลไม่มีอำนาจ มีเพียงตัวตนธรรมดาที่บังเอิญถูกดึงเข้าไปอยู่ในโลกของเขา
แค่สามเดือนตามที่ตกลงกันไว้พอถึงวันนั้น เธอจะเก็บหัวใจของตัวเองให้เรียบร้อยหันหลังให้ทุกอย่าง แล้วกลับเมืองไทยทันทีโดยไม่ทิ้งอะไรไว้ นอกจากความทรงจำที่ไม่ควรเกิดขึ้นตั้งแต่แรก
“เขาคงไม่คิดอะไรกับเราหรอก อย่าไปคิดมากเลยดูแบบแม่สิสุดท้ายก็กลับไปอยู่คนเดียว”
เธอไม่เคยรู้เลยว่าพ่อเป็นใครมาจากที่ไหน เพราะแม่ไม่เคยเล่าให้ฟังมีเพียงความจริงข้อเดียวที่ติดค้างอยู่ในใจมาตลอดพ่อเป็นเพียงชาวต่างชาติคนหนึ่งเท่านั้น
และเธอคือผลลัพธ์ของความรักที่ไม่เคยถูกเรียกว่าครอบครัว เป็นลูกนอกสมรสที่เติบโตมากับคำถามซึ่งไม่มีคำตอบ
