CHAPTER 6 เห็นแก่เงิน
พรพระจันทร์เดินเข้ามาในภัตตาคารสุดหรู กลิ่นหอมของดอกลิลลี่และแสงไฟอุ่นทำให้เธอทั้งตื่นเต้นทั้งประหม่า หัวใจเต้นแรงเพราะนี่คือการนัดพบ ว่าที่เจ้าบ่าวครั้งแรก เธอกำกระเป๋าแน่นแล้วกวาดสายตาหาหมายเลขโต๊ะที่มาดามจีน่าบอกไว้
เมื่อเดินเข้าไปใกล้โต๊ะเบอร์สิบเธอเห็นชายคนหนึ่งนั่งรออยู่ก่อนแล้วท่วงท่านิ่ง แต่เต็มไปด้วยรังสีความเย็นชาที่คุ้นตาอย่างไม่น่าเชื่อ พรพระจันทร์ชะงักคิ้วขมวดเข่าทั้งสองแทบทรุด
“คุณมาทำอะไร!” เสียงเธอสั่นนิดๆ ทั้งตกใจและไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง
ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว ดวงตาคมวาวเบิกกว้างเล็กน้อยก่อนจะแฝงความไม่พอใจตามสไตล์เขา
“นี่เธอ…” เขามองซ้ายมองขวายกนาฬิกาขึ้นดูพบว่าถึงเวลานัดหมายแล้ว แต่ไม่เห็นมีใครมานอกจากคนตรงหน้า
“ขอโทษค่ะฉันคงดูเลขผิด” แต่โต๊ะที่เขานั่งอยู่ก็หมายเลขสิบตามที่มาดามบอก
“ถ้ามาดามจีน่านัดไว้ก็ไม่ผิดหรอก” เขาพูดชัดเจนรู้สึกประหลาดใจไม่น้อย ทุกอย่างจะบังเอิญขนาดนี้เลยหรือ
“คุณคือ...”
“แม่ฉันจ้างเธอมาใช่ไหม!” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบ ดวงตาคมวาวจ้องเธออย่างจับผิดราวกับเธอเป็นตัวปัญหาที่สวรรค์ส่งมาให้เขา
“คุณคงเข้าใจอะไรผิด”
พรพระจันทร์หน้าเสียไปนิดหนึ่งก่อนสูดลมหายใจ เธอพยายามรักษาน้ำเสียงให้สุภาพ แต่ก็เต็มไปด้วยความร้อนรนที่กดไม่มิด
เธอหมุนตัวเตรียมเดินหนีอยากออกจากสถานที่บ้าๆ นี้ให้เร็วที่สุด แต่ยังไม่ทันก้าวได้ครึ่งก้าว เฟิ่งหวงก็ลุกพรวดจากเก้าอี้และคว้าต้นแขนเธอไว้ แรงดึงทำให้เธอเซเข้าหาเขาจนได้กลิ่นโคโลญจ์ผู้ดีแต่อบอวลด้วยอารมณ์เดือด
“คิดจะหนีไปง่ายๆ เหรอ” เสียงเขากระซิบต่ำชิดใบหูเธอ กดดันจนลมหายใจเธอสะดุด
“ปะ ปล่อยฉัน!” เธอพยายามดึงแขนกลับ แต่แรงเขาหนักแน่นเกินไป เขาจ้องเธอไม่กะพริบสีหน้าเต็มไปด้วยความไม่เชื่อและความโกรธที่สุมอยู่ลึกๆ
“เธอไปหลอกอะไรแม่ฉัน” เขากัดฟันพูด ชัดเจนว่าไม่คิดให้เธอมีทางออกง่ายๆ
“ฉันไม่ได้ทำอะไร อ๊ะ” เธอร้องเมื่อเขาออกแรงมากขึ้นรู้สึกเจ็บบริเวณต้นแขนไม่น้อย ตอนนี้เธอกลัวจนไม่กล้าสบตากับเขา
“ฟีนิกซ์ปล่อยน้อง!” เสียงมาดามจีน่าดังขึ้น ดีที่แอบตามาไม่อย่างนั้นพรพระจันทร์คงไม่รอด
“มามี้”
“บอกให้ปล่อยน้อง” น้ำเสียงเฉียบขาดทำให้เฟิ่งหวงต้องยอมปล่อยมือ
“มามี้จ้างผู้หญิงคนนี้มาเหรอครับ มามี้รู้ไหมว่าผู้หญิงนี้เป็นใครคนดีๆ ที่ไหนเข้ามาทำงานแบบผิดหมาย” เขาชี้นิ้วไปที่หญิงสาว จนพรพระจันทร์ก้มหน้าด้วยความกลัว
“ตอนนี้ไม่ใช่แล้วไงมามี้จัดการทุกอย่างแล้ว” ใครจะปล่อยให้ว่าที่ลูกสะใภ้เป็นแรงงานผิดกฎหมาย ระดับตระกูลหวงสามารถทำได้ทุกอย่างภายในพริบตา
“มามี้รวมหัวกันหลอกผมเหรอ”
“มามี้หลอกอะไรพูดมาสิ” จีน่ามองสองหนุ่มสาวสลับกัน ลูกชายโกรธขนาดนี้น่าจะรู้จักกันมาก่อน
“ก็...” เขาถึงกับพูดไม่ออก
“นั่งลงหนูจ๋าไม่ต้องกลัวนะ” มาดามจีน่าจับมือให้พรพระจันทร์มานั่งข้างกาย แต่สายตาของเฟิ่งหวงยังคงจับจ้องหญิงสาวไม่วางตา
“เลิกจ้องหน้าน้องได้แล้ว”
“ผมจะจ้องหน้าว่าที่เมียตัวเองไม่ได้เหรอครับ”
“อย่าหยาบคาย” มาดามจีน่าพูดห้วนๆ หันไปจ้องลูกชายราวกับจะเตือนว่าให้รู้จักกาลเทศะ หันกลับมาหาพรพระจันทร์ สีหน้ายิ้มละมุนลงทันที
“หนูจ๋ารู้จักพี่เขามาก่อนเหรอคะ”
“เอ่อ ไม่รู้จักค่ะ” พรพระจันทร์สะดุ้งน้อยๆ ก่อนรีบส่ายหน้า คำตอบออกมาเร็วเหมือนกลัวจะถูกเข้าใจผิดมากไปกว่านี้ ใจเต้นแรงเพราะไม่รู้ว่าชายคนนี้กำลังจะพูดอะไรอีก แต่เฟิ่งหวงกลับยกยิ้มมุมปากยิ้มแบบคนที่ตั้งใจจะหาเรื่องชัดๆ
“วันนั้นที่โรงแรมเราก็เจอกันไม่ใช่เหรอ ทำไมลืมกันไวจัง” น้ำเสียงของเขาแฝงเลศนัย สองแง่สองง่ามจนคนฟังต้องคิดไปไกลโดยไม่ตั้งใจ
“หนูจ๋าไปทำอะไรกันที่โรงแรมเหรอ” มาดามจีน่าหันขวับทันที น้ำเสียงเต็มไปด้วยความสงสัยปนตกใจ
“ไม่ใช่อย่างนั้นค่ะ หนูเคยทำงานอยู่ที่โรงแรม แล้วก็ถูกไล่ออกค่ะ”
เธอรีบอธิบายแทบจะทันทีที่เขาพูดจบ กลัวว่ามาดามจะเข้าใจผิดตามน้ำเสียงกวนประสาทของเฟิ่งหวงแก้มของเธอแดงจัดเพราะความโกรธ
“อ๋อ ผู้ชายบ้าอำนาจที่หนูบอกว่าถูกเขาไล่ออกใช่ไหม ที่เปิดประตูไปเจอเขาแก้ผ้าอยู่กับผู้หญิง” จีน่าไม่คิดว่าผู้ชายคนนั้นคือลูกชายตัวเอง
“มามี้! ก็เธอเปิดประตูเข้ามาไม่ดูอะไรเลย”
“หยุดพูด”
บรรยากาศเป็นไปด้วยความตึงเครียดสายตาของเฟิ่งหวงเอาแต่จ้องมองหญิงสาว จนเจ้าตัวรู้สึกหายใจไม่สะดวกหลบสายตาของเขาทุกครั้ง
“หนูขอตัวเข้าห้องน้ำก่อนนะคะ”
“จะไปไหนนั่งลงเลยนะ” เสียงของมาดามจีน่าคมกริบพอจะหยุดผู้ชายตัวโตได้ในทันที เธอเห็นลูกชายทำท่าจะลุกตามพรพระจันทร์ก็รู้ทันทันทีเหมือนอ่านใจออก
“ผมจะออกไปดูดบุหรี่ด้านนอก” เขาโค้งศีรษะนิดๆ แล้วเดินออกไปอย่างคนที่รู้ดีว่าตัวเองตั้งใจจะทำอะไร เมื่อออกมานอกบริเวณโต๊ะ เขาไม่ได้ตรงไปด้านหน้าเลย แต่เลือกเดินเลี้ยวไปทางโถงทางเดินที่เชื่อมไปห้องน้ำที่ซึ่งพรพระจันทร์เดินไปเมื่อครู่
เขาเอามือสอดกระเป๋ากางเกง ยืนพิงผนังอย่างสบายๆ ดวงตาคมกวาดมองประตูห้องน้ำหญิงด้วยท่าทีคนที่กำลังรอเหยื่อ
ไม่นานประตูก็เปิดออกพรพระจันทร์ก้าวออกมาอย่างไม่ทันระวัง พอเธอเงยหน้าขึ้นสายตาก็สบเข้ากับเขาแบบจังๆ
“คุณ อ๊ะ...”
มือหนาคว้าข้อมือข้อมือของเธอลากออกมาด้านนอก ซึ่งเป็นทางที่มืดไม่มีไฟส่องสว่างมาถึง พรพระจันทร์รู้สึกว่าตัวเองไม่ปลอดภัย
“เธอต้องการเท่าไหร่ถึงจะไปจากชีวิตฉัน” เสียงทุ้มเย็นจัดจนพรพระจันทร์ชะงัก เธอเงยหน้ามองเขาอย่างไม่เข้าใจ
“คุณหมายถึงอะไร”
“แม่ฉันจ่ายให้เธอเท่าไหร่ฉันจะจ่ายให้ 3 เท่า ผู้หญิงเห็นแก่เงินแบบเธอคงไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดมือไปหรอก”
“คุณคิดว่าฉันหลอกแม่คุณเหรอ กลับกันคุณไม่คิดบ้างเหรอว่าฉันก็ไม่อยากแต่งงานกับคุณเหมือนกัน” ใบหน้าหญิงสาวซีดวาบก่อนเปลี่ยนเป็นแดงด้วยความโมโห
“ไม่อยากแต่งแล้วเธอรับข้อเสนอทำไม”
“ต้องการเงินไงคะ แต่เงินของคุณฉันไม่ต้องการ”
คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศเงียบกริบ เหมือนเขาไม่เคยถูกใครปฏิเสธแบบนี้มาก่อน ปลายคิ้วเขากระตุกความหงุดหงิดผสมความอยากรู้พุ่งขึ้นมาทันที
“แน่ใจเหรอว่าไม่อยากได้เงินฉัน…” เขาก้มลงจนหน้าอยู่ใกล้เธอแค่คืบ “หรือจริงๆ แล้วเธออยากได้อย่างอื่นจากฉัน”
“ไม่”
เสียงตบดังสะท้อนก้องศีรษะของเขาสะบัดเล็กน้อยด้วยแรงตบเต็มมือ พรพระจันทร์ยืนตัวสั่นด้วยความโกรธที่ถูกเขาหยามศักดิ์ศรีดวงตาเธอแดงก่ำ แต่ยังมองเขาอย่างไม่หวั่น
เฟิ่งหวงค่อยๆ หันกลับมามองเธอฝ่ามือยังอุ่นจากแรงตบ แต่สายตาคมของเขากลับไม่ใช่ความโกรธ มันเป็นความตกใจปนความคาดไม่ถึง
“เธอกล้าตบฉัน” เสียงเขาต่ำลง อันตรายกว่าตะคอกเสียอีก
มือหนายกขึ้นหญิงสาวเผลอหลับตาเพราะคิดว่าเขาจะลงมือ แต่เขากลับวางมือไว้ข้างแก้มเธอตรึงกำแพงแทนดวงตาคมกริบจ้องมองเธอ
“ไอ้ ละ...”
ริมฝีปากของเขาประกบลงมาที่ริมฝีปากของเธอ เต็มไปด้วยความเดือดดาลที่เก็บมานาน มือที่ตั้งใจจะผลักเขา กลับเผลอกำเสื้อเชิ้ตของเขาไว้แน่น
จูบนั้นร้อนจนโลกทั้งใบสั่นระริกเหมือนเขาต้องการพิสูจน์บางอย่างให้เธอเห็น และเหมือนเธอกำลังสูญเสียการควบคุมให้เขาทีละนิด
ชายหนุ่มผละออกช้าๆ หน้าผากเขาแตะกับหน้าผากของเธอลมหายใจของทั้งสองยังติดกันอยู่
“จำไว้ถ้าเธอจะท้าทายฉันก็ต้องรับผลของมันให้ได้”
“ปล่อย!” เธออายจนแก้มแดงปลั่งเพราะเสียจูบแรกให้กับซาตานร้าย เมื่อเขาปล่อยให้เป็นอิสระจึงรีบวิ่งกลับเข้าไปด้านในทันที
ชายหนุ่มยกมือขึ้นแตะริมฝีปากตัวเองเบาๆ ก่อนจะหลุดยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ เขาไม่คิดเลยว่าแค่จูบเดียวจากผู้หญิงตัวเล็กๆ คนนั้นจะทำให้อารมณ์ที่ขุ่นเคืองทั้งวันพลันสลายไปจนหมด
รสจูบของเธอยังติดอยู่ปลายลิ้น และมันทำให้หัวใจเขาผ่อนคลายอย่างประหลาด
