ตอนที่ 1 การมาเยือน
ตอนที่ 1
การมาเยือน
เสียงเครื่องยนต์เก่าคร่ำครวญอย่างหนักหน่วง ราวกับกำลังต่อสู้กับแรงโน้มถ่วงบนเนินลาดชันของดอยสูง ถนนดินแดงคดเคี้ยวเลื้อยลดไปตามแนวป่าและพุ่มชาเขียวขจีที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา หมอกบางเบาคลอเคลียยอดไม้คล้ายม่านสีขาวบริสุทธิ์ที่กำลังถักทอความเงียบเหงาและบีบคั้นหัวใจของเด็กสาวร่างเล็กที่นั่งนิ่งอยู่บนกระบะท้ายรถ
ขิมสูดลมหายใจเข้าปอดลึก พยายามกลั้นความรู้สึกบางอย่างที่ตีตื้นขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ กระเป๋าผ้าสีซีดเก่าเก็บวางอยู่ข้างกาย ภายในอัดแน่นไปด้วยเสื้อผ้าที่ถูกยัดรวมกันอย่างลวก ๆ บ่งบอกถึงการจากลาที่ฉุกละหุกและไร้การเตรียมใจ เสื้อกันหนาวตัวใหญ่ที่ดูจะหลวมเกินไปสำหรับร่างบอบบางคลุมเธอไว้จนมิด แต่ก็ไม่อาจปกปิดอาการสั่นเทิ้มน้อย ๆ ได้ ไม่แน่ใจว่ามันเป็นเพราะลมเย็นบนดอยสูงที่พัดผ่านมา หรือเป็นเพราะความกลัวจับใจที่กำลังกัดกินอยู่ข้างใน
“ถึงแล้ว... บ้านพ่อเลี้ยงอยู่ตรงโน้น เดินขึ้นไปเองเน้อ” เสียงห้วน ๆ ของคนขับรถดังขึ้นพร้อมกับนิ้วที่ชี้ไปยังบ้านไม้หลังใหญ่ตระหง่านอยู่บนเนินเขา ลึกเข้าไปในผืนไร่ชาอันกว้างใหญ่ ดูโอ่อ่า แต่กลับให้ความรู้สึกเงียบเหงาและเย็นชาจับใจ
แทบจะในทันทีที่คำพูดนั้นจบลง กระเป๋าของขิมก็ถูกโยนลงจากรถอย่างไร้เยื่อใย ตามด้วยเสียงเครื่องยนต์ที่คำรามอย่างเร่งร้อนก่อนที่รถกระบะคันเก่าจะลับหายไปในกลุ่มหมอกอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้เด็กสาวตัวเล็ก ๆ ยืนอยู่กลางทางเปลี่ยวเพียงลำพัง ท่ามกลางความเวิ้งว้างของไร่ชาและขุนเขาที่สูงเสียดฟ้า
หญิงสาวยืนนิ่งงันดุจก้อนหิน ใบหน้าซีดเผือดไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ ออกมา แม้ในอกจะรู้สึกเจ็บร้าวเหมือนหัวใจกำลังจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ เธอไม่ได้ร้องไห้ไม่ใช่เพราะเข้มแข็ง แต่เป็นเพราะรู้ดีว่าการร้องไห้ก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมาราวกับตอกย้ำว่า เธอถูกแม่แท้ ๆ ทิ้ง...อีกครั้ง
เท้าเล็ก ๆ ก้าวไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า แต่ทว่ามั่นคง ราวกับถูกแรงบางอย่างผลักดัน แม้จะไม่รู้ว่าปลายทางข้างหน้าจะพบเจอกับสิ่งใด ร่างกาย เล็ก ๆ ที่แบกรับความเจ็บปวดเอาไว้เต็มอก เดินขึ้นบันไดไม้ของบ้านหลังใหญ่ที่ดูสง่างาม แต่กลับแฝงไว้ด้วยความอ้างว้าง ราวกับว่าเจ้าของบ้านไม่เคยเปิดรับใครเข้ามาในชีวิตมานานแสนนาน ทุกย่างก้าวเปรียบเสมือนการเดินเข้าสู่ดินแดนที่ไม่คุ้นเคย ดินแดนที่อาจจะมีทั้งความหวังและความสิ้นหวังรออยู่
เสียงประตูไม้บานใหญ่ที่ถูกเปิดออกอย่างเชื่องช้าดัง “แกรก” สะท้อนในความเงียบ ทำให้หัวใจของขิมสะดุ้งเฮือก เธอเงยหน้าขึ้นอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ก่อนจะสบเข้ากับดวงตาคมกริบของชายหนุ่มร่างสูงใหญ่คนหนึ่ง ใบหน้าของเขาเคร่งขรึม ดวงตาฉายแววเย็นชาดุจน้ำแข็ง เสื้อเชิ้ตสีเข้มที่พับแขนขึ้นเผยให้เห็นมัดกล้ามที่แข็งแรงตัดกับกางเกงยีนส์สีซีดที่เข้ากับรูปร่างกำยำของเขา เขายืนจ้องมองเธอด้วยสายตาที่ราวกับกำลังมองสิ่งมีชีวิตประหลาดที่หลุดมาจากอีกโลกหนึ่ง
“ใคร” เสียงทุ้มต่ำของเขาดังขึ้นอย่างห้วน ๆ เย็นชา และหนักแน่น จนขิมแทบจะกลั้นหายใจ
ขิมสูดหายใจลึกอีกครั้ง พยายามรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี มือเล็ก ๆ ยกขึ้นไหว้เขาอย่างนอบน้อม แต่ก็ไม่อาจซ่อนอาการสั่นเทาที่ปลายปลายนิ้วได้
“สวัสดีค่ะ... หนูชื่อขิมค่ะ แม่บอกให้หนูมาหาพ่อเลี้ยงคิมหันต์... แม่บอกว่าแม่เคยทำงานที่นี่ค่ะ”
คิ้วหนาของชายหนุ่มเลิกขึ้นน้อย ๆ ดวงตาคมกริบฉายแววครุ่นคิด ชื่อของแม่เด็กคนนี้... เขาจำได้ขึ้นใจ แต่ไม่เคยคิดเลยว่าผู้หญิงคนนั้นจะกล้าส่งลูกมาให้เขาแบบไม่บอกไม่กล่าวเช่นนี้
“แล้วแม่เธออยู่ไหน” น้ำเสียงของเขายังคงห้วนสั้น แต่แฝงไปด้วยความไม่พอใจอย่างชัดเจน
“แม่บอกว่าจะไปต่างประเทศค่ะ บอกให้หนูรออยู่ที่นี่สักพัก...”
คำตอบของขิมทำให้พ่อเลี้ยงคิมหันต์ถอนหายใจออกมาอย่างแรง เสียงหอบลึกสะท้อนอยู่ในอกกว้าง ผู้หญิงคนนั้น... ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยจริง ๆ เขาคิดในใจอย่างสมเพชระคนหงุดหงิด
สายตาคมกริบกวาดมองเด็กสาวตรงหน้าที่ดูบอบบางและอ่อนแอ แต่กลับแฝงไว้ด้วยความดื้อรั้นบางอย่างที่ยากจะอธิบาย ไม่รู้ทำไม... สายตาคู่นั้นของเด็กสาวมันทำให้เขานึกถึงอดีตบางอย่างที่พยายามจะลืมเลือนมาตลอดชีวิต อดีตที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นและความเจ็บปวด
“ขึ้นบ้านไปก่อน ห้องว่างมีอยู่ ป้าจันทร์ จะจัดการให้”
เขาหันไปตะโกนเรียกแม่บ้านเสียงดังลั่น “ป้าจันทร์ มีเด็กมาฝากไว้... ให้พักห้องหลังครัวไปก่อน!”
ขิมก้มหน้างุด รับคำสั่งอย่างเงียบเชียบ เธอไม่ได้แสดงท่าทีใด ๆ ออกมา แม้ในใจจะรู้สึกเจ็บปวดกับคำพูดที่เย็นชาและการจัดแจงที่เหมือนเธอเป็นเพียงส่วนเกินที่ถูกโยนมาทิ้ง แต่แค่มีที่ให้ยืน... เธอก็รู้สึกขอบคุณแล้ว
และเขาพ่อเลี้ยงคิมหันต์แม้ในวันนั้นเขาจะยังไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย แต่เสียงถอนหายใจหนัก ๆ ของเขาที่เพิ่งเกิดขึ้น ก็คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้หัวใจที่ด้านชาและหยุดนิ่งของเขากลับมาเต้นอีกครั้ง... เพราะเด็กสาวตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งที่ชื่อ ขิม
