3 ความโดดเดี่ยว
รถกระบะโฟร์วีลสีดำของนายหัวนทีแล่นไปตามถนน มุ่งหน้าออกจากตัวเมืองสุราษฎร์ธานีเพื่อไปยังบ้านของน้าประไพที่อยู่เลยไปจากสวนยางของเขาไม่ไกล
อันดานั่งกอดกระเป๋าสะพายที่นำติดตัวมาเพียงใบเดียวไว้แน่น เธอมองทิวทัศน์ต้นยางพาราที่คุ้นตาแล้วถอนหายใจ
นายหัวนทีหันมามองใบหน้าหวานของคนข้างกายอยู่เป็นระยะ เขาเห็นนิ้วเรียวเล็กของเธอจิกเข้าหากันแน่นคล้ายคนกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก นทีจึงตัดสินใจทำลายความเงียบขึ้นมาเพื่อไม่ให้บรรยากาศมันชวนอึดอัดจนเกินไป
“ทำงานที่กรุงเทพเป็นยังไงบ้าง”
อันดาละสายตาจากข้างทาง หันกลับมามองคนขับรถพลางพยักหน้ารับเบาๆ
“ก็ดีค่ะนายหัว หนูทำงานที่บริษัทอสังหาริมทรัพย์ค่ะ”
“น้าไพแกภูมิใจในตัวเธอมาก ตอนที่แกมาเล่าให้ฉันฟังว่าเธอเรียนจบแล้ว แกยิ้มหน้าบานไปสามวันเจ็ดวันเลย แล้วงานที่ได้เงินเดือนดีไหม พออยู่ได้หรือเปล่า” เขาว่าการชวนเธอพูดคุยจะให้หญิงสาวคลายความกังวลลงบ้าง
“พอได้ค่ะ หนูคิดว่าทำงานเก็บเงินอีกสักพักก็จะกลับมาอยู่กับแม่แล้วหางานทำใกล้บ้านค่ะ แต่ตอนนี้หนูไม่อยากกลับไปทำงานที่กรุงเทพแล้วค่ะ หนูอยากอยู่ดูแลแม่ นายหัวคะ หนูถามจริงๆ นะคะ แม่จะหายเป็นปกติใช่ไหมคะ”
“เรื่องนี้ฉันเองก็ตอบไม่ได้หรอกนะ แต่น้าไพเธอเป็นคนเก่ง เธอสู้มาตลอดฉันเชื่อว่าครั้งนี้เธอก็งจะสู้”
“หนูเรียนจบแล้ว งานรับปริญญาก็กำลังจะมีในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้แล้วด้วย หนูตั้งใจจะให้แม่ไปงานรับปริญญาของหนู หนูอยากสวมชุดครุยให้แม่เห็น อยากถ่ายรูปคู่กับแม่ หนูไม่รู้มันจะมีวันนั้นไหม” อันดาซบหน้าลงกับฝ่ามือแล้วร้องไห้เบาๆ
“แล้วงานรับปริญญาจะมีตอนไหน”
“อีก 4 เดือนค่ะ ถ้าแม่ไม่ไป หนูก็จะไม่ไปรับค่ะ”
เมื่อได้ยินประโยคตัดพ้อและสิ้นหวังจากปากเด็กดื้อตรงหน้า นทีก็ขมวดคิ้วเขาชะลอความเร็วรถลงเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยเสียงดุผสมปลอบโยน
“อย่าเพิ่งคิดอะไรไปไกลจนฟุ้งซ่านสิอันดา หมอที่โรงพยาบาลนี้ก็เก่งๆ ทั้งนั้น หมอเขาก็บอกเองไม่ใช่เหรอว่าตอนนี้อาการทรงตัวแล้ว แข็งใจหน่อยสิ เป็นลูกน้าไพต้องอดทนเหมือนแม่สิ”
คำพูดเตือนสติของนายหัวนที ทำให้อันดาค่อยๆ เงยหน้าขึ้น เช็ดน้ำตาออกจากแก้ม เธอหันมองหน้าชายหนุ่มเห็นถึงสายตาที่อบอุ่นแล้วก็รู้สึกดีที่อย่างน้อยเธอก็ไม่ได้อยู่ตามลำพัง
รถกระบะคันใหญ่เลี้ยวเข้ามาจอดที่หน้าบ้านไม้ใต้ถุนสูง บ้านหลังนี้เดิมทีเป็นบ้านเช่าแต่สุดท้ายประไพก็รวบรวมเงินแล้วซื้อมาจากชาวบ้านหลังจากพาอันดามาอยู่ได้ไม่กี่ปี หญิงสาวจึงผูกพันกับบ้านหลังนี้มาก
“ถึงบ้านแล้ว เข้าไปอาบน้ำอาบท่า กินข้าวปลาแล้วก็นอนพักผ่อนซะนะ ตอนเย็นสักห้าโมงครึ่ง ฉันจะขับรถมารับเธอที่หน้าบ้าน เพราะหมอเขาอนุญาตให้เข้าเยี่ยมได้ตอนหกโมงเย็น”
“ขอบคุณค่ะนายหัว” อันดายกมือไหว้ขอบคุณเขาจากใจจริง
“ไม่เป็นไร ไปพักผ่อนเถอะ”
เมื่อนายหัวนทีขับรถออกไปบรรยากาศรอบตัวก็เงียบสงบอีกครั้ง อันดาถอนหายใจยาวก่อนจะนั่งลงบนโซฟาหนังตัวเก่าที่วางอยู่หน้าทีวีกลางบ้าน
ภายในบ้านยังคงเหมือนเดิมทุกประการ ข้าวของเครื่องใช้ของแม่ประไพยังคงวางอยู่ที่เดิม นั่นยิ่งทำให้หญิงสาวเศร้าและเหงามากขึ้น เธอซบหน้าลงกับหัวเข่าแล้วปล่อยให้น้ำตาไหลทะลักออกมาอย่างสุดกลั้น
“แม่คะ หนูน่าจะกลับมาที่นี่ตั้งแต่เรียนจบ”
เธอเสียใจที่ตัวเองเลือกที่จะดึงดันทำงานต่อที่กรุงเทพฯ ทันทีหลังจากเรียนจบ เพียงเพราะคิดว่าจะเร่งเก็บเงินสร้างอนาคตในเมืองใหญ่เพื่อส่งกลับมาให้แม่ได้สุขสบายแต่เธอกลับลืมคิดไปว่าเวลาของคนเรานั้นมันไม่ได้ยาวนานและไม่เคยรอใครเลย
ถ้าหากเธอเลือกที่จะปฏิเสธงานที่กรุงเทพฯ แล้วหันหลังกลับมาหางานทำในตัวจังหวัดสุราษฎร์ธานีตั้งแต่แรกเธอคงจะได้อยู่บ้านหลังนี้กับแม่ ได้ทำอาหารทานด้วยกันทุกวัน ได้ดูแลปรนนิบัติยามที่ท่านเริ่มมีอาการเจ็บป่วย และแม่ก็คงจะไม่ไปนอนอยู่ในห้อง ICU แบบนี้
“หนูขอโทษนะคะ แม่จ๋า หนูขอโทษ”
หญิงสาวร้องไห้อยู่นานก่อนจะเดินลุกขึ้น อาบน้ำและกลับมานอนพักแต่กว่าจะหลับลงได้ก็กินเวลานาน เธอได้แต่ ว่าเมื่อตื่นขึ้นมาในตอนเย็น จะมีปาฏิหาริย์จะทำให้มารดาของเธอฟื้นขึ้นมาส่งยิ้มให้เธออีกครั้ง