12 พรหมลิขิต
“ว่าแต่คุณยาย จำนาย เจ้านุ คนที่เคยเป็นลูกน้องเก่าของผมสมัยเมื่อห้าปีก่อนได้มั้ยครับ” นรภัฏเอ่ยถามคุณยายด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเพื่อนำเรื่องราวในอดีตมาสร้างความคุ้นเคย
“จำได้สิ ถึงยายจะแก่ไปบ้างแต่ความจำยายก็ยังดีอยู่นะ” หญิงชรายิ้มอย่างอบอุ่น เพราะเมื่อก่อนภาณุวัฒน์มักจะมาช่วยหิ้วขนมอยู่บ่อยๆ ภาพความทรงจำเก่าๆ ผุดขึ้นมาในใจ
“ช่วงที่ฝ้ายไม่อยู่ ผมจะให้เจ้านุ คอยแวะมาดูแลคุณยายนะครับ” นรภัฏเสนออย่างมีน้ำใจ แต่แฝงไปด้วยเจตนาบางอย่างที่ปภาวรินทร์สัมผัสได้
“โอ๊ย!..ไม่ต้องหรอกค่ะ ยายอยู่ได้” เสียงของหญิงชราปฏิเสธทันควันด้วยความเกรงใจ เธอไม่อยากเป็นภาระใคร
“เอาเถอะครับคุณยาย เดี๋ยวหลานสาวคนสวยของคุณยายจะเป็นห่วงจนไม่เป็นอันทำงานเอานะครับ เชื่อผมเถอะ” เขายิ้มที่ได้พูดยั่วหญิงสาวโดยที่เธอไม่กล้าตอบโต้ แววตาของเขาเต็มไปด้วยความท้าทาย
“งั้นก็เอาที่คุณภัฏสบายใจเถอะค่ะ ยายไม่มีปัญหาหรอก” หญิงชราเอ่ยขึ้นในที่สุด เมื่อเห็นถึงความตั้งใจจริงของนรภัฏ
“ขอบคุณครับ คุณยายยังใจดีเหมือนเดิมเลยนะครับ” นรภัฏกล่าวขอบคุณด้วยรอยยิ้มที่จริงใจ
“คุณยายคะ ฝ้ายว่า...คุณยายกลับบ้านก่อนเถอะค่ะ ขนมก็ใกล้หมดแล้ว เดี๋ยวฝ้ายอยู่ต่อให้เอง” ปภาวรินทร์รีบบอกคุณยายของเธอ เพราะกลัวอาการป่วยของท่านจะกำเริบขึ้นมาอีก และก็ไม่อยากทนเห็นนรภัฏอ้อนคุณยายของเธอให้เป็นพวก แววตาหญิงสูงวัยฉายแววค้อนหลานสาวเล็กน้อย
“งั้นขนมที่เหลือนี้...ผมขอเหมานะครับคุณยาย ตั้งใจว่าจะซื้อไปฝากคุณแม่” เขารีบล้วงเอาเงินในกระเป๋าส่งให้ปภาวรินทร์ทันที มือของเขาสัมผัสกับมือของเธอเพียงชั่วครู่ ขณะที่หญิงสาวก็รีบดึงมือออกไปอย่างรวดเร็ว
“ฝ้ายรีบเอาเงินทอนให้คุณภัฏเค้าสิ” หญิงชรารีบบอกกับหลานสาว ก่อนที่ทั้งคู่จะยืนจ้องหน้ากันนิ่ง เหมือนเป็นครั้งแรกที่ได้พบกันไม่มีผิด แววตาของทั้งคู่สื่อถึงความรู้สึกที่ซับซ้อน ทั้งความปรารถนาและความขัดแย้ง
ครั้งนี้นรภัฏรับเงินทอนตามปกติ ก่อนจะบอกปภาวรินทร์ไปว่า
“พรุ่งนี้เธอไม่ต้องขึ้นรถเมล์นะ ฉันจะมารับเธอเอง” น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเด็ดขาด และไปด้วยแฝงด้วยความห่วงใย
“เอ่อ...คุณไม่ต้องลำบากหรอกค่ะ ดิฉันไปเองได้” ปภาวรินทร์ปฏิเสธอย่างสุภาพ เธอไม่อยากให้เขามีอิทธิพลเหนือขชีวิตเธอมากไปกว่านี้
“ฝ้าย!!! นี่เป็นคำสั่งของฉัน” เขาเอ่ยเสียงหนักแน่น แต่หญิงสาวไม่ยอมพูดอะไร จนคุณยายต้องเอ่ยขึ้นด้วยความเกรงใจ
“สงสัยว่าหลานยายคงจะเกรงใจคุณภัฎนะคะ” คุณยายเอ่ยขึ้นอย่างเข้าใจ
“ถ้ายังไงผมฝากคุณยายช่วยพูดกับเด็กดื้อหน่อยนะครับ แล้วพรุ่งนี้เจอกันนะครับคุณยาย” นรภัฏรีบตัดบทแล้วเดินจากไป โดยไม่ยอมฟังเสียงของปภาวรินทร์ ทิ้งไว้เพียงความรู้สึกที่ปั่นป่วนในใจของเธอ
เย็นนั้นระหว่างที่ปภาวรินทร์กำลังทานมื้อค่ำกับคุณยายของเธอ หลานสาวก็เอ่ยขึ้นกับผู้เป็นยายว่า
“ตกลงคุณยายอนุญาตให้ฝ้าย ไปดูงานกับคุณภัฏเค้าจริงๆ เหรอคะ” หญิงสาวถอนหายใจเบาๆ แล้วเอ่ยขึ้น เธอรู้สึกว่าเขาเริ่มคุกคามเธอมากขึ้นเรื่อยๆ
“แล้วหนูมีปัญหาอะไรกับคุณภัฎเค้าหรือเปล่าล่ะ” คุณยายเธอหันกลับมายิ้มให้ ยอมรับว่าการที่หลานสาวได้ผู้ชายดีและเพียบพร้อมเช่นนี้กลับมาคบหาเธออีกครั้งมันก็เป็นเรื่องเหนือความคาดหมายอยู่แล้ว ถึงแม้หลานสาวจะบอกว่าเธอไม่ได้รู้สึกอะไรกับเขาแล้ว แต่สายตาของทั้งคู่มันไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย คุณยายมองเห็นความรักที่ซ่อนอยู่ในแววตาของทั้งสอง
“ไปเถอะฝ้าย พี่เค้าอุตส่าห์มาง้อถึงขนาดนี้แล้ว” คุณยายเอ่ยขึ้นอย่างรู้ทัน
“แต่คุณยายคะ นั่นเค้ากำลังแกล้งฝ้ายอยู่ต่างหากล่ะ อยู่ในที่ทำงานเค้าไม่ได้เป็นอย่างที่คุณยายเห็นสักหน่อย” หญิงสาวพูดพร้อมกับเบ้ปาก เธอรู้สึกอึดอัดกับสถานการณ์นี้
“ยายเชื่อ ว่าคุณภัฏเค้ายังมีใจให้ฝ้ายอยู่นะจ๊ะ” คุณยายเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหวัง
ผู้เป็นยายอดคิดไม่ได้เรื่องของพรหมลิขิต ที่อยู่ดีๆ นรภัฏก็กลับมาอยู่เมืองไทยอีกครั้งและได้เจอกับหลานสาวของตัวเองพอดิบพอดี ถึงแม้ก่อนหน้านี้ จะมีภีรดาน้องสาวของนรภัฏเป็นคนจัดการเรื่องนี้ก็ตาม แต่เมื่อทั้งสองยังรอคอยวันที่จะได้พบกันอยู่ และต่างคนต่างไม่ยอมคบหาใคร เลยทำให้หญิงชรานึกถึงเรื่องของพรหมลิขิตขึ้นมา