ตอนที่2 คู่หูเก่า
ตอนที่2 คู่หูเก่า
สุดท้ายหลังจากวันนั้นที่แพรวพราวออกจากห้องของครามไปก็ผ่านไปเป็นอาทิตย์แล้วที่เธอไม่กลับมา และตัวครามเองก็ไม่ได้โทรหาหรือโทรถามเธออย่างที่ควรด้วย คำพูดของเธอมันทำให้เขาทั้งจุกและเจ็บไม่น้อยจนต้องอยู่อย่างคนโง่ที่เอาแต่ใช้เหล้าช่วยให้ผ่านพ้นไปแต่ละคืน
“งั้นเหรอ งั้นลองดูกันไหมว่าพี่จะปล่อยพราวได้จริงหรือเปล่า”
“เขาว่าคนเราไม่มีใครเพียบพร้อมไปทุกอย่างคงจะไม่ผิดไปจากนี้จริง ๆ...” คำพูดพร่ำของหัสดีเพื่อนสนิทของครามเอ่ยขึ้นอย่างปล่อยวางกับความสัมพันธ์ของเพื่อนตัวเอง “โชคดีเรื่องงานครอบครัว จะให้โชคดีเรื่องความรักด้วยก็ดูจะเอาเปรียบคนอื่นเกินไป”
“อย่าว่ากูดูถูกมึงเลย แต่มึงคิดว่าตัวเองจะทำได้จริงเหรอวะ ที่ผ่านมาพวกกูก็เฝ้ารอวันนั้นของมึงมาตลอด”
ธนจักษ์เพื่อนสนิทอีกคนก็เอ่ยขึ้นอย่างปลงตกกับสิ่งที่เพื่อนเขาเป็นอยู่ตอนนี้ สิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรกในชีวิตเพื่อนของเขา
“ขนาดพวกมึงยังดูถูกกูเลย ไม่แปลกที่พราวจะดูถูกกู” ครามได้ยินคำพูดของเพื่อนก็เอ่ยขึ้นอย่างเย้ยหยันตัวเองกับสิ่งที่ไม่ว่าใครก็ดูถูกเขาและมองเขาเป็นคนโง่ที่ไม่มีทางหลุดพ้นจากความรักและความผูกพันครั้งนี้ได้
“ไม่ได้ดูถูก แต่ที่ผ่านมามันพิสูจน์มากเกินพอแล้ว” ธนจักษ์เอ่ยขึ้นบอกเพื่อนตัวเองออกไปอย่างทอดถอนใจ
ครามได้ยินแบบนั้นก็ไม่ได้พูดและไม่ได้ไม่พอใจสิ่งที่เพื่อนพูดด้วย เพราะพวกเขาคบกันมาก่อนที่เขาจะคบกับแพรวพราวด้วยซ้ำ แน่นอนว่าทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิตของเขาเพื่อนเขาก็รู้ดีและเห็นมาตลอด
สุดท้ายเขาก็ได้แต่นั่งยกแก้วเหล้าขึ้นดื่มประชดชีวิตตัวเองอย่างทำอะไรไม่ได้ รู้สึกเหนื่อยล้า รู้สึกมีแต่คำถามเต็มไปหมดว่าการจะรักใครสักคนทำไมมันต้องยากและวุ่นวายแบบนี้ รักก็แค่รักไม่พอจริง ๆ เหรอ ทำไมใจของคนมันลึกลับซับซ้อนขนาดนี้
“น้องมัส” แล้วเสียงของธนจักษ์ก็ดังเรียกใครบางคน และชื่อนี้ก็เรียกสติของครามกลับมาได้อย่างดีก่อนจะช้อนสายตามองเจ้าของชื่อที่กำลังก้าวมายังโต๊ะที่พวกเขานั่งอยู่
“ไม่เจอกันนานเลยนะคะ” มัสยา เอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มพร้อมใบหน้าแดงระเรื่อบ่งบอกถึงอาการมึนเมาได้อย่างดี
“นั่นสิ แต่ยิ่งโตยิ่งสวยนะเราน่ะ” ธนจักษ์ตอบกลับด้วยความสนิทสนมไม่น้อย
“ปากหวานนะคะ” หญิงสาวเองก็ไม่ต่างกัน พูดตอบโต้ด้วยรอยยิ้มระรื่นเป็นกันเองไม่หยุด
“นั่งด้วยกันไหม” ธนจักษ์ชวนขึ้นอย่างเป็นมิตร
“จะดีเหรอ” น้ำเสียงหวานเอ่ยออกมาอย่างหยอกล้อขี้เล่น
“มีอะไรไม่ดีอีกล่ะ” ธนจักษ์ไม่พูดเปล่าจับแขนบางดึงเบา ๆ และขยับให้เธอเข้ามานั่งด้านในก่อนธนจักษ์จะนั่งลงที่ตัวเองคืน
เพราะแบบนั้นทำให้ตอนนี้มัสยานั่งอยู่ตรงกลางระหว่างธนจักษ์และคราม
หญิงสาวที่ไม่ได้มองหน้าผู้ชายอีกคนตั้งแต่แรกแต่พอเข้ามานั่งใกล้เขาก็อดหันไปมองเขาด้วยรอยยิ้มไม่ได้ และไม่ลืมทักทายเขาออกไปอย่างไม่เขินอายใด ๆ
“คู่หูเก่านี่ วันนี้เมียทิ้งอีกแล้วเหรอถึงทำหน้าบอกบุญไม่รับขนาดนี้” มัสยาเอ่ยขึ้นอย่างตรงประเด็นซ้ำยังแต่งตั้งสถานะของเธอกับเขาออกไปราวกับไม่รู้สึกอะไร
“.....” ครามมองหน้าสวยด้วยสายตาเรียบนิ่งสายตาล้ำลึกยากจะรับรู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่
“ไม่น่าต้องถามเลยเนอะ สภาพเหมือนลูกหมาถูกทิ้งแบบนี้ก็ชัดเจนที่สุด” มัสยาเห็นเขาเงียบก็ยังพูดต่อ พูดด้วยประโยคที่แฝงการด่าเขาออกไปว่าเขาน่ะก็แค่ลูกหมา
“หุบปากซะ!” เสียงเรียบนิ่งเยือกเย็นเอ่ยขึ้นเตือนหญิงสาวตรงหน้าที่พูดมาก และยิ่งพูดก็ยิ่งลามปามปีนเกลียวไม่หยุด
“ได้ ๆ งั้นฉันจะบอกคุณอย่างหนึ่งนะ คุณกับเมียคุณน่ะไม่มีทางเลิกกันได้หรอก...” มัสยาพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มเย้ยหยันออกมาอย่างพอใจก่อนจะเลิกสนใจเขา
“เพราะยังไงคุณก็แค่ของตายน่าสมเพชเท่านั้นแหละถ้าเธอไม่มีทางไปยังไงก็ต้องกลับมาหาคุณ”
และหันไปเพื่อพูดคุยกับธนจักษ์ต่อ แต่...
หมับ!
“อ๊ะ!” ร่างบางร้องขึ้นหลังจากถูกบีบกระชากต้นแขนเรียวอย่างแรง
“อยากตายมากใช่ไหมปากถึงไม่มีหูรูดแบบนี้!” เสียงเยือกเย็นเค้นถามออกมารอดไรฟันอย่างดุดัน
แต่น่าเสียดายที่ผู้หญิงตรงหน้ากลับไม่เกรงกลัวเขาเลยสักนิด หลังจากเบ้หน้าด้วยความเจ็บไปชั่วขณะพอฟังคำพูดของเขาจบมุมปากก็ยกยิ้มขึ้นก่อนจะขยับใบหน้าสวยเข้าไปใกล้เขามากขึ้นกว่าเดิมแล้วเอ่ยออกไป
“จะฆ่าที่ไหนดีล่ะ บนเตียงเลยดีไหม”
