chapter 1 อกหักเพียงครั้งยังไม่ตาย [1/9]
Intro
“ไหนอาการเป็นยังไงเล่าให้หมอฟังสิ”
“...”
“อ่าว... คุยด้วยก็ไม่คุย แล้วถ่อมาหาฉันทำไมยะ”
“เฮ้อ...”
.
chapter 1
อกหักเพียงครั้งยังไม่ตาย
มือบางหยิบจับเครื่องปรุงและส่วนผสมต่างๆ อย่างชำนิชำนาญก่อนจะโรยหน้าด้วยโหรพาเพิ่มความหอมของแกงเขียวหวานไก่ จากนั้นก็ปิดแก๊สใช้ผ้ารองมือยกหม้อแกงลงจากเตา และเปลี่ยนเป็นกระทะใบใหญ่ ระหว่างที่รอน้ำมันในกระทะร้อนก็หันมาตักแกงใส่ถ้วย ก่อนจะนำจานกับช้อนส้อมสองชุดมาวางที่เคาน์เตอร์บาร์
ฉันจัดการนำกุ้งที่ชุบแป้งเรียบร้อยแล้วลงไปทอดจนเหลืองกรอบ ฉันชอบทำอาหารทานเองมากกว่าซื้อที่ตลาดหรือไปทานข้างนอก ไม่รู้สิ มันมีความสุขกว่านะ แต่ถ้าวันไหนเรียนมาเหนื่อยๆ ก็จะซื้อเข้ามาจากข้างนอกนั่นแหล่ะ พอทำอาหารเสร็จก็ตะโกนเรียกคุณชายที่นั่งเหม่ออยู่บนโซฟา
“กาฬ จะกินข้าวไหม?”
“...มีอะไรกินอ่ะ”
“แกงเขียวหวานกับกุ้งชุบแป้งทอด”
เขาไม่ตอบเพียงแต่ย้ายร่างอันไร้ชีวิตชีวามาที่เคาน์เตอร์บาร์หน้าครัวเล็กๆ มุมหลังห้องพัก ฉันจึงตักข้าวสวยใส่จานสองใบสำหรับฉันและกาฬ
“...”
ฉันรอให้กาฬส่งข้าวคำแรกเข้าปาก แต่ปรากฏว่าคนตรงหน้าไม่มีปฏิกิริยาใดเลย เพียงแค่เคี้ยวข้าวช้าๆ อย่างผู้ดีมีสกุล
“กินแล้วช่วยรีแอ็คให้มันสมกับที่ฉันอุตส่าห์ทำให้กินหน่อยได้ไหม?” ที่จริงก็ไม่ได้อะไรหรอก แค่ไม่อยากให้มันดูเงียบ และอึนเกินไปเท่านั้นเอง
กาฬกัดกุ้งชุบแป้งทอดดังกรอบก่อนจะรีแอ็คตามที่ฉันขอ “...อื้อหืออออออ อร่อยมากเลยคร้าบเชฟหลิน”
“ดีมาก ค่อยสมกับที่ฉันลงทุนตำเครื่องแกงเองหน่อย”
ฉันขำในลำคอกับท่าทางเวอร์วังของเพื่อนสนิท แต่แบบนี้ก็ดีกว่ามันมานั่งเศร้าทำหน้าซังกะตายให้ฉันดูนั่นแหล่ะ เห็นแล้วหงุดหงิดลูกกะตาชะมัด
เรานั่งทานข้าวกันไปฉันก็นั่งเล่นโทรศัพท์ไปด้วย เพราะกำลังหาเรฟเฟอร์เรนท์ในการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ตามโจทย์ที่อาจารย์สั่งอยู่ อืม...
“เวลากินข้าวไม่ควรเล่นมือถือนะ จะกินก็กินดีๆ”
ง่ะ โดนดุจนได้ ฉันจึงวางมือถือที่ยังไม่ได้ล็อคหน้าจอไว้ใกล้ๆ ก็นะ กาฬ เอ่อ... ผู้ชายที่ฉันนั่งทานข้าวด้วยน่ะ เขาเป็นลูกคนจีนที่ค่อนข้างผู้ดีมาก ก.ไก่ล้านตัว ต้นตระกูลสืบเชื้อสายจากสกุลเก่าแก่ของจีนทางตอนใต้ก่อนที่ปู่ทวดจะย้ายมาตั้งหลักปักฐานที่ไทย น่าจะสมัยสงครามนู้นนนนน ที่รู้เพราะเพื่อนๆ ในกลุ่มทุกคนเล่าประวัติของตัวเองให้ฟังน่ะ
ส่วนฉันน่ะหรอ? ฉันชื่อ หลิน กำลังเรียนคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ปี 2 มหาวิทยาลัย U ครอบครัวฉันมีฐานะปานกลาง ซึ่งมี ฉัน แม่ และก็ยาย ฉันไม่รู้ด้วยซ้ว่าพ่อฉันเป็นใคร แม่ไม่พูดถึง ฉันก็ไม่เคยถาม เพราะว่าท่านน่าจะมีอดีตที่ไม่ดีเท่าไหร่ฉันเองก็ไม่อยากลื้อฟื้นให้แม่คิดมาก
“ยังจะเล่นอีก” คนตรงหน้าดุฉันอีกรอบ
ฉันยู่ปากอย่างขัดใจ เพราะเมื่อกี้ฉันแอบเอานิ้วไปไถๆ หน้าจอเลยจำต้องนั่งทานข้าวเงียบๆ ไป พอทานข้าวเสร็จฉันก็ลุกขึ้นเก็บจานชามไปล้าง ดีนะที่ทานจนเกลี้ยงไม่งั้นคงเป็นฟู้ดเวทกระทบโลก กระทบสิ่งแวดล้อมไปอีก ส่วนกาฬก็เดินไปนั่งที่โซฟาเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือ เปิดทีวีดูราวกับเป็นห้องของตัวเอง
“กินข้าวแล้วก็ไปทำงานย่ะ อย่ามานั่งทำตัวเปล่าประโยชน์แบบนี้”
“ทำอะไรอ่ะ” เขาเลื่อนสายตามองฉัน
“ช่วยลงสีหน่อย”
คนตัวโตยอมลุกแต่โดยดีฉันจึงเลื่อนปากกามาร์กเกอร์กล่องใหญ่ให้เขา ที่จริงมันเป็นงานเดี่ยวนะ แต่ว่าฉันอยากใช้เขาทำเท่านั้นเองจะได้ไม่ต้องคิดฟุ้งซ่าน
ถามว่าเราสนิทกันขนาดไหนคงต้องเล่าไปถึงกลุ่มเพื่อนของฉัน ซึ่งมีสมาชิก ดังนี้ (เหมือนรายงานหน้าชั้นเรียนเลยเนาะ) ฉัน วีว่า ซึ่งเป็นผู้หญิง 2 คนในกลุ่ม และ 4 จตุเทพ คือ กาฬ เฟรม โอม สตังค์ เราสนิทกันจากกิจกรรมรับน้องตอนปี 1งานกลุ่มส่วนมากก็วนๆ จับกลุ่มกันไปแล้วแต่อาจารย์จะให้อยู่กันกี่คน แต่ฉันกับวีว่าค่อนข้างสนิทกันมากกว่าด้วยความที่คณะฉันไม่ค่อยมีผู้หญิงเรียนก็ต้องจำใจคบกับพวกนี้ไปนั่นแหล่ะ
