#####บทที่ 3
วันจันทร์เวียนมาถึง… เธอหิ้วของพะรุงพะรังเต็มมือ มาวางรอไว้บนโต๊ะหน้าโรงเรียนตามที่ได้นัดแนะกับเขาผู้นั้นเอาไว้ ลูกค้าใจป๋าสายเปสั่งหนักที่เธอไม่ทราบแม้กระทั่งชื่อเสียงเรียงนาม
“มารับของที่สั่งครับ” และเขาก็มาตามนัดพร้อมกับเหมาหมูปิ้งไปอีก 25 ไม้พร้อมข้าวเหนียว 10 ห่อ “ วันนี้ขายขนมเค้กด้วยเหรอครับ?”
“ใช่ค่ะ บังเอิญว่าเวลาเหลือก็เลยอยากจะหารายได้พิเศษเพิ่ม” อันที่จริงมารดามาขู่เรียกหาเงินจากเธอเสียมากกว่า เธอก็เลยต้องดิ้นรนเหน็ดเหนื่อยกว่าเดิมอีกเท่าตัว นับได้ว่าเวลาพักผ่อนเหลือเพียง 0.01 เปอร์เซ็นต์
“งั้นผมเหมาหมดเลยครับ”
“คะ? 20กล่องเนี่ยนะคะ” ขึ้นฉ่ายเลิกคิ้วถามด้วยความแปลกใจ
“ครับ บังเอิญว่าวันนี้เป็นวันเกิดของเพื่อนร่วมงานที่บริษัทน่ะครับ ผมก็เลยกะว่าจะซื้อของไปเลี้ยงสักหน่อยกำลังหาพวกขนมเบเกอรี่อยู่พอดีเลยดันมาเจอร้านคุณเข้าก็เลยซื้อที่นี่ซะเลย จะได้ไม่ต้องไปตามหาให้เสียเวลาอีก” ชายคนนั้นแก้ตัวน้ำขุ่นๆแต่ก็ดูฟังขึ้น
“ค่ะ ขอบคุณค่ะ”
“ส่วนพรุ่งนี้ผมขอเม็ดขนุนหนึ่งกิโลกับทองหยอดหนึ่งกิโลนะครับ เอาประมาณช่วงเย็นก็ได้ผมไม่รีบ” ของเก่ายังไม่ทันลองชิมก็สั่งของใหม่จ่อท้องรอเสียแล้ว พระเจ้าช่วยกล้วยทอดเธอเจอลูกค้าเงินหนักหรือนี่!
“ค่ะ ขอบคุณอีกครั้งนะคะ คุณ…”
“ผม…มดคำครับ”
“ชื่อเหมือนผู้หญิงเลยนะคะเนี่ย แต่ก็ต้องขอบคุณจริงๆค่ะ”
“ครับ”
หลังจากวันนั้นผ่านไปประมาณหนึ่งเดือนเศษผู้ชายคนที่ชื่อมดดำซึ่งเธอไม่เคยเห็นหน้าค่าตาเขาเนื่องจากเขาสวมแว่นตาดำ ใส่แมสปิดปากและครอบหมวกปกปิดอย่างแน่นหนาก็เทียวไปเทียวมาแวะเวียนมาซื้อขนมร้านเธอเป็นประจำทุกๆเช้า
และยังคง concept เดิมนั่นก็คือ หมูปิ้ง 25 ไม้ ข้าวเหนียว 10 ห่อ สั่งขนมไทยอย่างละหนึ่งกิโลบ้าง สองกิโลบ้างหรือเป็นถาด ร่วมด้วยเหมาอะไรก็ตามที่เธอเอามาขายและเป็นสินค้าใหม่…
“เขาเป็นใครกันนะ…” ต่อให้เขาจะเป็นใครก็ช่าง แต่เธอก็ขอขอบคุณเขาทุกๆครั้งที่เขามาอุดหนุนสินค้าก็แล้วกัน
“ก็เมื่อคืนพี่กล้าน่ะ เล่นจนบุ้งช้ำไปหมดทั้งตัวเลย” สิ่งแรกที่ขึ้นฉ่ายเห็นเมื่อกลับมาถึงบ้านนั่นก็คือน้องสาวกำลังเดินลงบันไดมากับผู้ชายคนใหม่ในวันจันทร์ถึงศุกร์ที่เธอไม่สมควรเห็นหล่อนอยู่ในบ้านหลังนี้เพราะเป็นเวลาเรียน…
“ก็ใครล่ะคะที่บอกให้พี่กระแทกแรงแรง” ไอ้ตัวผู้ชายก็พูดมาได้ไม่อายปากทั้งทั้งที่พิมพาซึ่งเป็นมารดานั่งหัวโด่อยู่หน้าโทรทัศน์ทั้งคน!
มารดาเธอก็ช่างกระไรดีปล่อยให้ลูกสาวคนเล็กที่เพิ่งขึ้นมอปลายทำตัวเหลวแหลกขนาดนี้ มีแฟนเธอไม่ว่าแต่ขออย่างเดียวอย่าให้มันมากระทบต่อการเรียนเช่นนี้เธอรับไม่ได้จริงๆ
“ก็พี่กล้าเอวดีนี่คะ ไว้คืนนี้พี่กล้ามาหาบุ้งอีกนะคะบุ้งจะฉีดน้ำหอมหอมหอมไว้รอเลย” ผักบุ้งจูบลงบนสันกรามของเขา ก่อนที่ผู้ชายคนนั้นจะสตาร์ทรถมอเตอร์ไซค์แล้วขับออกไปจากหน้าบ้าน
“ทำไมไม่ไปโรงเรียน?” เธอถามทันทีที่น้องสาวกลับเข้ามา
“เพิ่งตื่น”
“แล้วทำไมเพิ่งตื่น”
“ก็เมื่อคืนเอากับผัวจนฟ้าสาง ฉันก็เลยไม่มีแรงลุกไปเรียนจบป่ะ” หล่อนตอบส่งส่ง
“พูดมาได้”
“โอ๊ย! มันจะอะไรนักหนาหรือว่าแกอิจฉาฉันที่แกไม่มีผัว แกก็เลยมาพาลหาเรื่องฉันใช่ไหม”
“พี่ไม่เคยคิดแบบนั้นเลยนะผักบุ้ง ที่พี่พูดที่พี่เตือนเพราะพี่หวังดีกับผักบุ้งไม่อยากให้ผักบุ้งเดินทางผิดโดยเลือกเส้นทางสิ้นคิดแบบนี้”
เพี้ยะ! ฝ่ามือบอบบางของผักบุ้งฟาดเข้ามาที่หน้าพี่สาวอย่างแรงด้วยความโมโห
“อย่าริอาจมาสั่งสอนฉัน สาระแน!”
“นั่นน่ะสิขึ้นฉ่าย แกจะเป็นจะตายอะไรนักหนากับอีแค่น้องพาแฟนมาบ้านแล้วขาดโรงเรียนแค่วันเดียวเนี่ยนะ! มันคงไม่ทำให้หมดอนาคตหรอก” พิมพายังคงเลือกเข้าข้างลูกสาวคนเล็กเหมือนเดิมไม่มีผิด
เพล๊ง!!!! เพล๊ง!!!!
เสียงคล้ายกับกระถางต้นไม้หรือข้าวของบางอย่างถูกขว้างหล่นลงจนตกแตกกระจัดกระจายกระเด็นเศษซากของมันเข้ามาในบ้าน ทำให้ทั้งสามคนที่กำลังยืนต่อล้อต่อเถียงกันอยู่รีบกรูออกไปดู ทว่า! ก็ต้องถอยกลับแทบไม่ทันเมื่อไอ้คนสูทสีดำรูปร่างคมเข้มพวกนั้นกำลังถอยทัพบุกเข้ามาในบ้าน
เพล๊ง!!! เพล๊ง!!!
“หยุด หยุดเดี๋ยวนี้นะไอ้พวกบ้า ไม่งั้นฉันจะแจ้งความจับแกข้อหาบุกรุกแล้วก็ทำลายเข้าของ” ผักบุ้งชี้หน้าด่าด้วยตัวสั่นเร่าเมื่อโทรทัศน์จอแบนที่เพิ่งถอยมาใหม่หน้าจอของมันแตกละเอียดไม่เหลือชิ้นดี
“แกก็ลองแจ้งดูสิ แต่รับรองได้เลยว่าแม้แต่ที่ซุกหัวนอนหรือชีวิตของพวกแกก็จะไม่ได้เหยียบอยู่บนแผ่นดินนี้” ไอ้คนหนึ่งหันหน้ามาตอบ
“ฉันยังไม่มีให้ตอนนี้หรอกจ้ะเงินถุงเงินถังขนาดนั้นฉันจะไปหามาจากไหนในระยะเวลาเพียงแค่เจ็ดวัน” หลังจากได้ยินพิมพาพูดเพียงแค่นี้ขึ้นฉ่ายก็ถึงบางอ้อทันที
คนพวกนี้ก็คงจะเป็นคนจากบ่อนพนันที่แม่หล่อนไปติดพันแล้วสร้างนี่สร้างสินไว้พะรุงพะรังแน่แน่
“เจ็ดวันมันก็มากเกินพอแล้วสำหรับแก! แกผลัดวันประกันพรุ่งมาร่วมเดือนเดือน บอกว่าจะจ่ายดอกเบี้ยให้วันละพันสองพันแต่แกก็เอามาผลาญในบ่อนจนหมด! ที่เจ้านายกูเมตตามึงก็มากเพียงพอแล้วอีพิมพา!” ชายผู้น่าเกรงขามยกขาขึ้นวางบนโซฟานุ่มแล้วตีมาดเข้มแลดูน่ากลัวชวนขนหัวลุก
“แต่ฉันไม่มีให้จริงๆ ฉันขอผัดไปอีกสองสัปดาห์ได้ไหมจ๊ะ ช่วยลองไปคุยกับเจ้านายได้ไหมจ๊ะว่าฉันขออีกหนึ่งสัปดาห์เท่านั้นแล้วฉันจะเอาดอกมาชดใช้ให้ทุกบาททุกสตางค์จริงๆจ้ะ” พิมพากลัวจนตัวสั่น หล่อนรู้ดีว่าเจ้าของบ่อนธุรกิจสีเทานั่นคงไม่ใช่คนธรรมดาที่เป็นเพียงนักเลงกระจอกกระจอกหรือวางอำนาจบาตรใหญ่ทั่วไปแน่ๆ เพราะเขาค่อนข้างลึกลับตามตัวยากแม้กระทั่งคนที่ทำงานด้วยก็ได้ยินเพียงเสียงมิได้เจอตัวจริง
“แกมีหลักอะไรมาค้ำประกันหรือเปล่าล่ะ? เอ๊ะ… ลูกสาวแกคนนี้ก็น่าสนใจดีนะ” ชายผู้นั้นปลายตามองผักบุ้งตั้งแต่หัวจรดเท้า แม้นรูปร่างหน้าตาจะสะสวยแข่งเด่นกันไม่มีใครยอมใคร แต่สิ่งที่ดึงดูดใจมากที่สุดคงจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากการแต่งตัวยั่วยวนล่อแหลมสายเดี่ยวเอวลอย กางเกงขาสั้นเห็นแก้มก้นเช่นนั้นหรอก
ส่วนดูอีกคนไม่น่ามองเลยสักนิด ผมกระเซิงไม่เข้ารูปเข้าทรง ใส่เพียงเสื้อยืดโอเวอร์ไซด์สีดำตัวเก่าเก่ากับกางเกงขายาวทรงกระบอกคลุมข้อ แถมยังมีผ้ากันเปื้อนแม่ค้าปิดทับอีกทีนึง เจ้านายเขาคงจะเข่นฆ่าให้ตายเปล่าเสียได้เป็นเมียขัดดอก
“ไม่! อย่ายุ่งกับลูกฉัน”
“ฉันไม่มีทางไปกับพวกแกเด็ดขาดไอ้คนสถุน!” ผักบุ้งรีบไปหลบหลังแม่ “อี๋! เจ้านายของพวกแกคงจะแก่พุงย้วยเป็นไอ้เฒ่าหัวงูหวังหลอกแอ๊มเด็กสาวสาวล่ะสิ แก่แล้วไม่เจียมตัว ฉันไม่เอานะแม่แค่คิดฉันก็อยากจะอ้วกแล้ว”
“หน็อย! นั่งนี่ปากดีนักนะ! ถ้าเกิดแกไม่มีหลักอะไรมาค้ำประกันวันนี้พวกแกก็เตรียมตัวไม่มีที่อยู่แล้วก็ตายยกครัวได้เลย!! หรือไม่เจ้านายฉันก็อาจจะใจดีเอาลูกสาวสองคนของแกไปขายซ่อง!” เขาพูดข่มขู่
“แม่!!”
“งั้นก็เอานังขึ้นฉ่ายไปแทน” นี่คือคำพูดของผู้เป็นแม่บังเกิดเกล้าที่เปล่งออกมาจากริมฝีปากว่าจะส่งลูกสาวไปลงนรกหมกไหม้!
“แม่… หนูเป็นลูกแม่นะ”
“แกเป็นพี่แกต้องเสียสละ! หรือแกอยากจะให้ฉันกับน้องไม่มีที่ซุกหัวนอนแล้วก็ถูกฆ่าตายงั้นเหรอ นังลูกอกตัญญู!!” พิมพาเกรี้ยวกราดเสียงเข้ม
“แต่แม่กำลังจะส่งหนูไปลงนรก แม่ไม่รักหนูเลยเหรอคะ ทำไมแม่ถึงผลักใสไล่ส่งหนูแบบนี้” หยุดน้ำอุ่นรื้นขึ้นมาคลอเบ้า เธอเองก็ไม่คิดเหมือนกันว่าจะได้ยินประโยคพวกนี้ออกมาจากริมฝีปากของแม่บังเกิดเกล้าที่เธอทั้งรักและเคารพเทิดทูนชีวิตอย่างภักดีมาตลอด
