#####บทที่ 2
“แม่ผักบุ้งกับแม่พี่ก็คนคนเดียวกันนั่นแหละ”
“อย่าเสล่อ กูขอไม่ใช้แม่ร่วมกับมึงค่าอีขึ้นฉ่าย และที่สำคัญมึงไม่ใช่…”
“ผักบุ้ง!!” เสียงของผู้เป็นแม่ดังขึ้นมาเสียก่อน ก่อนที่ผักบุ้งจะพูดจนจบประโยค “วันนี้ไม่ไปโรงเรียนเหรอลูก”
“ค่ะแม่ วันนี้บุ้งจะไปดูโรงเรียนฝั่งโน้นแข่งกรีฑาสีค่ะแม่ขา…” ผักบุ้งรีบวิ่งเข้าไปกอดแขนมารดาอย่างพิมพา “หนูแค่จะขอเงินพี่ขึ้นช่ายนิดนิดหน่อยหน่อย แต่พี่เขาไม่ให้ค่ะ พี่เขาบอกว่าพี่เขามีภาระมากมาย ต้องรับผิดชอบค่าโน้นค่านี่ ไหนจะค่าผ่อนมอเตอร์ไซค์ ค่ากินในแต่ละมื้อ เพราะพี่เค้าเป็นเสาหลักของบ้านเป็นคนเดียวที่สามารถทำเงินได้ค่ะแม่… พี่เค้าเหมือนลำเลิกบุญคุณผักบุ้งเลย” พูดพลางนางก็เบะปากเยาะเย้ยเพราะรู้ดีว่าอย่างไรเสียผู้เป็นมารดาก็ต้องเข้าข้างหล่อนอยู่วันยังค่ำไม่มีทางที่จะพลิกผันย้ายฝั่งไปอยู่ข้างนางคนนี้เด็ดขาด
“หนูไม่ได้พูดขนาดนั้นนะคะแม่”
“พอ! ให้เงินน้องไป”
“แต่แม่คะ…”
“อีขึ้นช่าย กูบอกให้มึงเอาเงินให้น้องไป มึงเป็นพี่มึงก็ต้องเสียสละไม่ใช่มึงจะเห็นแก่ตัวแบบนี้”
“ค่ะ” เธอยอมรับในโชคชะตาแล้วจำใจหยิบธนบัตรสีเทายื่นให้แก่น้องสาว
“แล้วก็เอามาให้กูซักสามสี่พัน” หล่อนพูดในขณะที่ไม่ได้มองหน้าลูกสาวคนโตเลยสักนิด
“แม่จะเอาไปทำอะไรคะ”
“มันใช่เรื่องที่กูต้องมานั่งบอกมึงไหมอีขึ้นฉ่าย ไม่ใช่ค่ะ กูเป็นแม่เป็นคนที่เลี้ยงมึงมาตั้งแต่ตีนมึงเท่าฝาหอย การที่มึงให้เงินกูแต่ละครั้งมันยังไม่ได้เศษเสี้ยวของบุญคุณกูที่มีต่อมึงเลย” ทุกครั้งที่หล่อนขอเงินจากลูกสาวคนโตก็มักจะหยิบยกประโยคพวกนี้ขึ้นมาแอบอ้างอยู่ร่ำไป
ซึ่งมันก็ได้ผลทุกครั้งเสียด้วย…
“ค่ะแม่” แล้วสุดท้ายเธอก็ต้องให้เงินมารดาเพราะคำว่าบุญคุณที่มันค้ำหัวอยู่ แต่ช่างประไรอย่างเช่นหล่อนพูดก็จริงนี่เป็นเพียงเศษเสี้ยวไม่ได้ครึ่งของที่พิมพาเลี้ยงดูเธอมาเลยสักนิด
“ดี วันนี้ฉันฝากบ้านด้วยกันแล้วกันฉันจะออกไปทำธุระสักหน่อย” เมื่อได้เงินแล้วหล่อนก็สุขเกษมเปรมปรีย์ก่อนจะรีบยัดมันใส่ลงไปในร่องหน้าอกเพื่อใช้เป็นทุนแก้มือเสียหน่อยหลังจากที่เมื่อคืนเสียไปหลายบาท
“แม่จะเข้าบ่อนอีกแล้วเหรอคะ?” เธอจำได้ดีว่าก่อนหน้านี้บ้านของเธอไม่ได้ตกอับหรือยากจนจนกระทั่งต้องให้ลูกออกจากโรงเรียนเสียสละหนึ่งคนเพื่อส่งอีกหนึ่งคน… ทว่าตั้งแต่ที่พ่อเสียเมื่อห้าปีก่อน ทุกทุกอย่างในบ้านก็เริ่มหายไปทีละสิ่ง
เมื่อสิ้นสามีแล้วพิมพาก็เอาแต่เข้าบ่อน โดนผีพนันมันเข้าสิงห์จนถอนตัวไม่ออก ต้องไปกู้หนี้ยืมสินเอาข้าวของทรัพย์สมบัติและมรดกที่สามีทิ้งเอาไว้ให้ขายเกลี้ยง! ซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่หยุดหย่อนเสียทีไม่รู้วันไดวันหนึ่งภัยจะมาเยือนไม่รู้ตัว
“อย่ามาสาระแน”
“แม่คะ แม่เลิกเข้าบ่อนเล่นการพนันได้ไหมคะ ขึ้นชื่อว่าพนันมันมีแต่เสียกับเสีย ไม่วันใดก็วันหนึ่งมันจะย้อนกลับมาทำร้ายตัวเราเอง แม่เชื่อหนูนะคะ” หญิงสาวเดินเข้าไปจับข้อมือของมารดาเพื่ออ้อนวอนขอร้องให้หล่อนหยุดกระทำสิ่งเลวร้ายนี้เสียที
“แกเป็นแค่ลูกแกมีสิทธิ์อะไรมาสั่งสอนฉันขึ้นฉ่าย! ไสหัวไปเห็นหน้าแกแล้วรู้สึกหงุดหงิด” พิมพาสะบัดแขนอย่างแรงก่อนจะเดินลอยหน้าลอยตาออกไปจากบ้านแล้วมุ่งหน้าสู่บ่อนใกล้ๆที่หล่อนกลายเป็นขาประจำโดยปริยาย
“สมน้ำหน้า อยู่ดีไม่ว่าดีสะเออะไปลามปามสั่งสอนแม่ สมควรแล้วล่ะที่แกโดนแบบนี้” ผักบุ้งเบะปากมองบนอย่างรู้สึกสะใจ “ก้มหน้าก้มตาทำงานงกงกต่อไปเถอะ เพราะแกจะต้องอยู่เป็นทาสรับใช้ฉันกับแม่ไปจนตาย อย่าพึ่งใจเสาะชิงฆ่าตัวตายไปซะก่อนล่ะเนื่องจากแกยังตอบแทนบุญคุณแม่ฉันไม่เพียงพอกับระยะเวลา 10 กว่าปีที่แม่ฉันเมตตาเลี้ยงดูแกมา”
เมื่อพูดจบแล้วผักบุ้งก็เดินตามรอยแม่ออกไป…
“…” ขึ้นฉ่ายกล้ำกลืนฝืนทน แหงนหน้าขึ้นมองรูปถ่ายของผู้เป็นพ่อก่อนน้ำตามันจะไหลพรากอาบสองพวงแก้ม “พ่อคะ ทำไมแม่ไม่เคยรักหนูเลย ทำไมแม่ทำเหมือนหนูไม่ใช่ลูก ทำไมแม่รักแต่ผักบุ้งแต่จงเกลียดจงชังหนูยิ่งกว่าอะไรดี”
“…”
“หนูคิดถึงพ่อจังเลยค่ะ ฮึก” ร่างบางไหล่โยกสะอึกสะอื้น “หนูต้องทำดีสักแค่ไหนคะหนูถึงจะอยู่ในสายตาของแม่บ้าง ที่ผ่านมาหนูพยายามจำคำที่พ่อบอกมาโดยตลอด ที่แม่ไม่เคยแสดงออกว่ารักหนูเพราะหนูเป็นพี่เพราะแม่อยากให้หนูเข้มแข็งเพื่อจะได้คอยดูแลปกป้องน้อง…”
หญิงสาวปาดน้ำตาแบบลวกลวก เธอแทบใช้นิ้วมือนับไม่พอเลยด้วยซ้ำว่าเธอร้องไห้เพราะเรื่องนี้ไปตั้งเท่าไหร่ต่อเท่าไหร่แล้ว ฉะนั้นสิ่งที่เธอทำได้ดีที่สุดในตอนนี้นั่นก็คือจัดเตรียมข้าวของให้พร้อมสำหรับขายข้าวแกงตอนเย็น
…
…
สองทุ่ม…
หญิงสาวปาดเหงื่อด้วยความหายเหนื่อยที่วันนี้เข้าแกงทั้งหมดทั้งมวลที่เธอทำหมดเกลี้ยงไม่เหลือแม้แต่หยดเดียว และก็ถึงเวลาเก็บกวาดร้านให้เข้าที่แล้วเข้าไปเตรียมของทำขนมไปส่งขายที่ตลาดต่อ
บรื้น!!!
เสียงรถมอเตอร์ไซต์ท่อดังเลียบจอดหน้าบ้านของเธอ โดยบนรถนั้นมีชายหญิงคู่หนึ่งนั่งแนบชิดบดเบียดกันจนแทบจะสิงสถิตย์อยู่ร่างเดียวกัน ซึ่งมันก็คงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากแม่น้องสาวตัวดีอย่างผักบุ้ง
“อื้อ! พี่ต้นคะตรงนี้คนเยอะแยะ บุ้งว่าเราเข้าไปทำกันในบ้านดีกว่านะคะ” ร่างบอบบางในเสื้อสายเดี่ยวสีดำกับกางเกงยีนส์ขาสั้นเห็นขาอ่อนบิดตัวไปมาคล้ายเลขแปดทำท่าทีหลบหลีกจูบของอีกฝ่าย
“จ๊ะ” ผู้ชายคนนั้นโอบเอวน้องสาวเธอแล้วเลื่อนฝ่ามือขึ้นไปบีบคลึงเนินหน้าอกนุ่มอย่างหน้าตาเฉยโดยที่แม่ตัวดีก็สมยอมไม่คัดค้านหรือทำทีท่าขัดขืนเลยสักนิด
“อะไรกันผักบุ้ง ผู้ชายคนนี้เป็นใคร?”เธออดที่จะเห็นน้องสาวเพียงคนเดียวของตัวเองทำตัวเหลวแหลกเช่นนี้ไม่ได้จริงๆจึงรีบทิ้งผ้าขี้ริ้วแล้วเดินเข้าไปไถ่ถามควานหาความจริงจากปาก
“ผัวฉันเอง” ผักบุ้งตอบได้อย่างน่าไม่อายแถมเต็มปากเต็มคำว่าผู้ชายที่กำลังโอบเอวนัวเนียหล่อนอยู่นั้นมีสถานะอะไร “พี่มีปัญหาอะไรหรือเปล่า?”
“ผัวเผออะไรกัน นี่ปีนี้ผักบุ้งเพิ่งจะขึ้นมอสี่อายุ 16 เองนะ ทำไมทำตัวเหลวไหลแบบนี้” เธอรั้งตัวน้องสาวให้ออกมาแต่หล่อนก็ดื้อด้านสะบัดแขนท่าเดียวแถมทำตาเขียวปัดถลนใส่เธออีกด้วย
“ฉันจะมีผัวแล้วมันหนักส่วนไหนของพี่ไม่ทราบห๊ะ! ใครมันจะไปความคิดโบราณทำตัวเหี่ยวแห้งแบบพี่ล่ะที่อายุปูนนี้ก็ยังหาแฟนไม่ได้สักคน! และที่สำคัญช่วยดูหนังหน้าพี่กับฉันหน่อยว่าเราน่ะมันคนละชั้นกันจะเอามาเทียบกันก็คงจะเป็นไปไม่ได้ เชิญขึ้นคานไปคนเดียวเถอะค่ะ!” ผักบุ้งค่อนข้างมีความคิดหัวสมัยใหม่จึงไม่ยอมฟังใครแม้กระทั่งเธอ
“แต่เราเพิ่งมอสี่เองนะ! ไอ้เรื่องมีแฟนพี่ไม่ว่าหรอกแต่การที่เราจะพาผู้ชายมาอ้างแรมที่บ้านดึกดึกดื่นดื่นแบบนี้พี่ว่ามันไม่เหมาะสมแล้วก็ไม่สมควร ถ้าใครมาเห็นเข้าจะเอาไปนินทาเสียเสียหายหายได้”
“อย่าสาระแนได้ป่ะ นี่ชีวิตมันก็ชีวิตฉันพี่ไม่ต้องมาสะเออะ! ฉันจะทำอะไรมันก็เรื่องของฉัน แม่ฉันยังไม่ปริปากว่าอะไรสักคำเพราะฉะนั้นพี่ก็ไม่มีสิทธิ์จำใส่กะลาหัวไว้ด้วย!” พูดจบผักบุ้งก็เดินกระแทกไหล่ผู้เป็นพี่ที่มีอายุห่างกันเพียงสี่ปีเพื่อควงผู้ชายรูปร่างสูงแกร่งกำยำคนนี้ขึ้นไปบนห้องนอน
“…”
“อื้อ! อย่าใจร้อนสิคะพี่ต้น”
“ก็เมียพี่น่าจูบไปทั้งตัวแบบนี้จะไม่ให้พี่คลั่งไคล้ได้ยังไงล่ะคะ”
“บ้าบ้าบ้า! บ้าที่สุดเลยคนอะไรก็ไม่รู้ อื้ม อย่ารุนแรงนักสิคะ บุ้งเจ็บนะ”
“เดี๋ยวพี่จะทำให้บุ้งร้องขอเลยคอยดู” เสียงสนทนาของทั้งสองคนด้านบนแล่นเข้ามากระทบโสตประสาทเธอขณะที่กำลังแหงนหน้ามองรูปภาพของผู้เป็นพ่อ
“หนูขอโทษนะคะพ่อที่หนูดูแลน้องไม่ดี หนูปล่อยให้น้องทำตัวเหลวแหลกขนาดนี้ หนูผิดเองค่ะพ่อ” ขึ้นฉ่ายเอาแต่โทษว่าเป็นความผิดของตัวเธอเอง
