ตอนที่ 2 ปาฏิหาริย์ใต้ต้นเหมย
ความเจ็บปวดที่แผดเผาในลำคอเลือนหายไป แทนที่ด้วยความรู้สึกเบาสบายอย่างประหลาด หลินเยว่ฉีรู้สึกเหมือนร่างของนางกำลังจมลงสู่ก้นบึ้งของมหาสมุทรที่มืดมิด ทว่าในความมืดนั้นกลับมีแสงสว่างรำไรพุ่งตรงเข้ามาหา
"คุณหนู... คุณหนูเจ้าคะ ตื่นเถิดเจ้าค่ะ เดี๋ยวจะไปเข้าเฝ้าไทเฮาไม่ทันนะเจ้าคะ"
เสียงแว่วหวานที่คุ้นเคยดังขึ้นที่ข้างหู เยว่ฉีขมวดคิ้วแน่น 'เสียงของชิงเหอ?' แต่นางจำได้ว่าชิงเหอ สาวใช้คนสนิท ถูกไป๋อวี้สั่งโบยจนตายไปต่อหน้าต่อตานางเมื่อสามปีก่อนไม่ใช่หรือ?
เยว่ฉีพยายามลืมตาขึ้น แสงแดดรำไรที่ลอดผ่านหน้าต่างไม้ฉลุทำให้นางต้องหยีตา ภาพที่ปรากฏตรงหน้าไม่ใช่เพดานผุพังของตำหนักเย็น แต่เป็นม่านมุ้งสีชมพูอ่อนและกลิ่นหอมกรุ่นของกำยานดอกเหมยที่นางชอบที่สุด
"ชิงเหอ... เจ้ายังไม่ตาย?" เยว่ฉีละล่ำละลักคว้ามือของสาวใช้ที่อยู่ข้างเตียงมาจับไว้แน่น มือนี้ยังอุ่น... มีเลือดเนื้อจริงๆ
"คุณหนูพูดกระไรกันเจ้าคะ? บ่าวจะตายได้อย่างไร" ชิงเหอทำหน้าฉงนพลางหัวเราะเบาๆ "สงสัยคุณหนูจะฝันร้ายเสียแล้ว รีบลุกเถิดเจ้าค่ะ วันนี้เป็นวันงานเทศกาลล่าสัตว์ฤดูใบไม้ผลิ ท่านแม่ทัพและคุณชายใหญ่รออยู่ที่โถงหน้าแล้วนะเจ้าคะ"
เยว่ฉีใจสั่นระรัว นางรีบลุกขึ้นแล้ววิ่งไปที่คันฉ่องทองเหลือง ภาพที่สะท้อนออกมาคือดวงตาหงส์ที่สุกใส ผิวพรรณเต่งตึงไร้รอยแผลเป็น และใบหน้าที่งดงามหมดจดในวัยเยาว์
ปีรัชศกจิ่งไท่ที่สิบหก!
นางย้อนกลับมาตอนอายุสิบหกปี... ปีก่อนที่นางจะตกลงแต่งงานกับโจวหานหมิง ปีก่อนที่ตระกูลหลินจะเริ่มก้าวเข้าสู่กองเพลิง
"คุณหนูเป็นอะไรไปเจ้าคะ? ทำไมมองหน้าตัวเองแล้วน้ำตาไหลเช่นนั้น" ชิงเหอถามด้วยความตกใจ
เยว่ฉีปาดน้ำตาออกช้าๆ ริมฝีปากบางแสยะยิ้มที่ทำให้ชิงเหอถึงกับขนลุกซู่ มันไม่ใช่รอยยิ้มที่อ่อนหวานเช่นกาลก่อน แต่เป็นรอยยิ้มของเพชฌฆาตที่กำลังจดจ้องเหยื่อ
"ข้าแค่ดีใจ... ที่พระเจ้าให้โอกาสข้าได้ 'ตอบแทน' ผู้มีพระคุณ"
ณ โถงหน้าจวนแม่ทัพ
"เยว่ฉี เหตุใดวันนี้เจ้ามาช้านัก"
เสียงทุ้มกังวานของ หลินเจิ้นหนาน ผู้เป็นบิดาดังขึ้นข้างกายเขามี หลินมู่เฉิน พี่ชายคนโตของนาง ทั้งคู่ยังดูแข็งแรงและเปี่ยมไปด้วยสง่าราศี ไม่ใช่ศพที่ถูกแขวนประจานเหมือนในความทรงจำสุดท้าย
เยว่ฉีโผเข้ากอดบิดาและพี่ชายจนทั้งสองคนชะงักไป
"ลูกขอโทษเจ้าค่ะ ต่อไปนี้ลูกจะไม่ทำให้พวกท่านต้องผิดหวังอีก" นางซุกหน้าลงกับอกของบิดา สาบานในใจว่าจะปกป้องคนในครอบครัวด้วยชีวิต
"เอาเถอะๆ โตเป็นสาวจนจะออกเรือนได้แล้วยังขี้อ้อนเป็นเด็กไปได้" หลินเจิ้นหนานลูบหัวบุตรสาวอย่างรักใคร่ "ไปกันเถอะ เดี๋ยวองค์ชายสามจะรอนาน"
ชื่อ 'องค์ชายสาม' ทำให้ดวงตาของเยว่ฉีเย็นเยียบดุจน้ำแข็งขั้วโลก ในชาติที่แล้ว นางหลงรักเขาเพราะเขาแสร้งทำเป็นมาช่วยนางจากการตกน้ำในงานเทศกาลวันนี้ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของแผนการลวงโลกทั้งหมด
'โจวหานหมิง... ชาตินี้ข้าจะไม่เป็นบันไดให้เจ้าเหยียบอีกต่อไป แต่ข้าจะเป็นขุมนรกที่รอสูบกลืนเจ้าลงไปแทน!'
ณ ลานล่าสัตว์หลวง
รถม้าของตระกูลหลินเคลื่อนตัวมาหยุดที่หน้ากระโจมหลวง ทันทีที่เยว่ฉีก้าวลงจากรถม้า นางก็เห็นร่างสูงสง่าในชุดสีน้ำเงินเข้มยืนรออยู่พร้อมรอยยิ้มที่ดูอ่อนโยนจนน่าสะอิดสะเอียน
"เยว่ฉี ข้าเป็นห่วงเจ้ายิ่งนัก กลัวว่าจะเดินทางมาไม่สะดวก" โจวหานหมิงเดินเข้ามาหา หวังจะเอื้อมมือมาประคองนางตามความชินชาในชาติก่อน
ทว่าเยว่ฉีกลับเบี่ยงตัวหลบอย่างแนบเนียน นางย่อกายคำนับตามมารยาทด้วยท่าทีห่างเหิน
"ขอบพระทัยองค์ชายสามที่เป็นห่วง แต่มือของท่าน... เก็บไว้ประคองคนที่ 'คู่ควร' กว่าข้าเถิดเพคะ"
สายตาที่เยือกเย็นของนางทำให้โจวหานหมิงชะงักไปชั่วครู่ รอยยิ้มของเขาแข็งค้าง ความรู้สึกบางอย่างบอกเขาว่า สตรีตรงหน้าไม่ใช่หลินเยว่ฉีคนเดิมที่เคยตามติดเขาประดุจเงาอีกต่อไป
ในจังหวะนั้นเอง สายตาของเยว่ฉีเหลือบไปเห็นบุรุษผู้หนึ่งที่ประทับอยู่บนหลังม้าสีดำสนิทห่างออกไป เขาคือ 'โจวอวี้ฉี' หรืออ๋องเก้า บุรุษผู้มีฉายาว่าเทพสงครามหน้ากากเงิน ผู้ที่ถูกโจวหานหมิงใส่ร้ายจนต้องโทษประหารในชาติก่อน
เขามองสบตานางชั่วครู่ ดวงตาคมกริบภายใต้หน้ากากนั้นดูเหมือนจะมองทะลุเข้าไปถึงดวงวิญญาณที่บอบช้ำของนาง
เยว่ฉีกระตุกยิ้มมุมปาก 'ในเมื่อเจ้าต้องการบัลลังก์นัก โจวหานหมิง... ข้าก็จะยกมันให้กับศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดของเจ้า!'
______________________
