5
ฉันลำเลียงอาหารที่ทำไว้สองสามอย่างขึ้นไปวางไว้บนโต๊ะซึ่งตั้งอยู่กลางห้องห้องหนึ่งที่เจ้าของบ้านคงกันไว้สำหรับเป็นห้องรับประทานอาหารโดยเฉพาะ ก่อนจัดการคดข้าวสวยร้อนๆ หอมฉุยใส่จานใบหนึ่ง แล้วตรวจสอบความเรียบร้อยของโต๊ะอาหารอีกครั้ง ก่อนเหลือบมองนาฬิกาที่ติดอยู่บนผนังเหนือประตูทางเข้าห้องรับประทานอาหาร และพบว่าถึงเวลาอันสมควรแล้วที่จะไปเรียกเจ้านายลงมาจัดการกับอาหารเย็น
คิดได้อย่างนั้นฉันเลยพาร่างที่เริ่มอ่อนแรงเพราะช่วงนี้พักผ่อนไม่เพียงพอนักขึ้นไปยังชั้นของของบ้าน เดินไปตามทางเดินจนกระทั่งมาหยุดอยู่ตรงหน้าของเขา ยกมือขึ้นเคาะประตูเบาๆ ตามมารยาทที่พึงมี
“เข้ามา” คำอนุญาตสั้นๆ ทำให้ฉันกล้าที่จะหมุนลูกบิดแล้วผลักบานประตูเข้าไปอย่างช้าๆ เผื่อว่าเขาจะนึกคึกแก้ผ้านั่งเล่นในห้องอีก ฉันยังไม่อยากเป็นตากุ้งยิงเพราะเห็นผู้ชายโป๊ตอนนี้หรอกนะ
แต่พอก้าวเข้ามาแล้วกวาดตามองไปทั่วๆ ห้องโถงที่ตั้งอยู่ตรงกลางห้องกลับไม่พบใครสักคนเลย หรือว่าภามจะอยู่ในห้องนอนนะ? แล้วถ้าเขาอยู่ในห้องนอนจริงฉันจะกล้าเดินเข้าไปตามเขาได้ยังไงกัน?
“มีอะไร?” แต่ไม่ต้องเสียเวลาลังเลใจนาน ภามก็เดินออกมาจากประตูที่ตั้งอยู่ฝั่งขวามือ ซึ่งฉันคิดว่าคงเป็นห้องน้ำแน่ๆ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น! ประเด็นก็คือเขาเดินออกมาจากห้องนั้นในสภาพที่มีผ้าขนหนูผืนเดียวพันตรงสะโพกสอบไว้อย่างหมิ่นเหม่ต่างหาก! แล้วมันทำให้ใจฉันกระหวัดไปคิดถึงสภาพของเขาบนเตียงเมื่อตอนบ่ายนี่สิ!
แต่เมื่อตอนบ่ายฉันยังไม่ทันได้มีโอกาสได้สำรวจรูปร่างเขามากนัก ก็ใช่สิ! นี่ฉันเป็นผู้หญิงนะ จะให้ไปยืนจ้องผู้ชายนอนเปลือยบนเตียงอย่างนั้นได้ไง แต่ตอนนี้น่ะ ฉันถอนสายตาออกจากร่างสูงของเขาไม่ได้เลย
“โห!!” ฉันแทบไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าอุทานออกมาเบาๆ อย่างอัศจรรย์ใจแค่ไหนเมื่อได้เห็นเรือนร่างแกร่งของเขาชัดเจน หน้าอกกว้างของเขาประกอบด้วยมัดกล้ามสวยงาม ไหนจะยังซิกซ์แพคนั่นอีก นี่เขาทำงานเต็มเวลาที่บริษัทไม่ใช่เหรอ แล้วเอาเวลาที่ไหนไปปั้นรูปร่างให้กำยำได้ขนาดนั้นนะ?
แล้วรู้อะไรไหม? ฉันแอบเห็นแนวขนสีดำเรียงตัวกันลงมาจากแอ่งสะดือของเขาแล้วหายวับเข้าไปในขอบผ้าขนหนูที่ปกปิดของรักของหวงของเขาเอาไว้ แล้วมันก็พาลทำให้ฉันอดสงสัยไม่ได้ว่า ไอ้แนวขนนั้นมันไปไต่ต่ำลงไปหยุดอยู่ตรงไหนกันนะ?
“ฉันถามว่ามีอะไร?” คำถามที่ติดจะรำคาญจากปากของภามทำให้ฉันแทบสะดุ้ง ให้ตายสิครองขวัญ! นี่เธอมายืนมองผู้ชายอย่างนี้ได้ยังไงกันเนี่ย?! ถ้าแม่ยังอยู่แม่คงตีตายเลย!
ไม่ได้ๆ! เราต้องเป็นหญิงไทยใจงามผู้รักนวลสงวนตัวสิ!
“อะ...เอ่อ...ฉะ...ฉันมาตามคุณไปทานข้าวเย็นค่ะ” โอ๊ย! ให้มันได้อย่างนี้สิ! ทำไมถึงได้ปากคอสั่นไปหมดอย่างนี้นะ! เขาก็แค่ผู้ชายคนหนึ่งเท่านั้นเอง! ไม่ต่างจากผู้ชายอื่นๆ ที่ฉันเคยรู้จักมาก่อนในชีวิต แม้จะจำนวนเพียงน้อยนิด และส่วนใหญ่จะเป็นลุงแก่ๆ ที่ทำงานก็เถอะนะ
“ก็แค่นั้น! อ้ำอึ้งอยู่ได้นะ” แล้วฉันก็ได้เห็นว่าเขาขมวดคิ้วใส่ฉันอย่างรำคาญใจอีกด้วย คงจะหงุดหงิดกับท่าทีเก้กังป้ำเป๋อของฉันสินะ อยากจะขอโทษเขาอยู่หรอกที่ดูเป็นคนทำอะไรไม่คล่องเอาเสียเลย แต่แหม... ก็มันเป็นอย่างนี้มาตั้งนาน ฉันเปลี่ยนมันไม่ได้นี่นา
แล้วดูเอาเถอะ แทนที่จะรีบไปแต่งเนื้อแต่งตัว ยังมายืนแยกปลายเท้าแล้วเท้าสะเอวด้วยมือข้างหนึ่งราวกับกำลังโพสท่าถ่ายแบบก็ไม่ปานอีก
“เอ่อ... ฉันไปรอข้างล่างนะคะ” พอได้เห็นเขาพยักหน้า ฉันก็ไม่รอช้ารีบหมุนตัวแล้วเดินออกจากห้องทันที เพราะรู้สึกว่าตอนนี้ใจเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมาจากอกแล้ว แถมใบหน้าก็ร้อนฉ่าราวกับจะปริแตกอีกด้วย ขืนยืนอยู่ต่อ อาจจะทำอะไรน่าอายให้เขาได้เห็นแน่ๆ
ฉันรีบเดินมารอเขาที่ห้องอาหาร แล้วก็ใช้เวลานี้ในการเอื้อมมือไปจับโน่นจับนี่ให้เขาที่เข้าทางและดูดีที่สุดเพื่อสร้างความประทับใจให้กับเจ้านาย ก่อนจะหันไปหยิบน้ำมาเติมใส่แก้วให้เขา ก็พอดีกับภามเดินเข้ามาให้ห้องอาหาร
“ชะ...เชิญนั่งค่ะ” ฉันว่าพลางเดินเลื่อนเก้าอี้ที่จดูจะตัวใหญ่และหนักเกินกว่าขนาดตัวของฉันออกให้เขาเป็นการเชิญ คำพูดยังคงตะกุกตะกักเช่นเดิม แม้จะพยายามทำใจให้ชินกับดวงตาสีดำสนิทเรียบนิ่งที่มองตรงมา ไหนจะยังใบหน้าที่คงความเย็นชาเอาไว้ตลอดเวลาราวกับถูกแช่ไว้ในช่องแช่แข็งนั่นอีก มันทำให้ฉันอ่านเขาไม่ออกเลยว่าตอนนี้เขาอยู่ในอารมณ์ไหน และควรจะวางตัวอย่างไรให้เขาพอใจ
ฉันถอยออกไปยืนอยู่ข้างโต๊ะอาหาร เมื่อเขาหย่อนกายนั่งลงที่เก้าอี้ที่ตั้งถัดจากโต๊ะไม้ทรงกลมนั้น ตั้งใจว่าจะคอยอยู่ใกล้ๆ เผื่อว่าเขามีอะไรเรียกใช้ฉัน ทว่าเขากลับปรายตามามองด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก
“แล้วไปยืนอะไรอยู่ตรงนั้น?”
“ก็ยืนรอเผื่อคุณมีอะไรจะเรียกใช้ไงคะ” ฉันตอบอย่างที่ใจคิด นี่หน้าตาฉันมันคงแสดงความซื่อบื้อออกไปให้เขาเห็นอีกแล้วใช่ไหม ภามถึงได้ถอนหายใจพรืดแล้วทำหน้าตาเอือมระอาขนาดนั้น?
“เฮ้อ! เธอนี่นะ!” เอ้า! แล้วฉันทำอะไรผิดล่ะเนี่ย? ฉันก็แค่จะพยายามทำหน้าที่ตัวเองให้ไม่ขาดตกบกพร่อง ทำไมต้องชักสีหน้าเหมือนรำคาญฉันด้วยล่ะเนี่ย? แล้วฉันก็เผลอทำปากยื่นอย่างงอนๆ เมื่อถูกเขารำคาญ “นั่งลง”
“อะไรนะคะ?” ฉันถามกลับอย่างแปลกใจในคำสั่งนั้นมากกว่าจะไม่ทันได้ฟัง แล้วเขาก็ขมวดคิ้วใส่ฉันอีกแล้วด้วย ฉันเลยแอบย่นจมูกใส่อย่างฉุนๆ
“นั่งลง แล้วจัดการคดข้าวใส่จานตัวเองซะ” ภามย้ำมาอีกครั้ง แล้วนั่นทำให้ฉันเลิกคิ้วมองเขาอย่างประหลาดใจ หมายถึงเขาจะให้ฉันร่วมโต๊ะอาหารกับเขาน่ะเหรอ? “ฉันไม่ชอบให้ใครมายืนเฝ้าเวลากินข้าวอย่างนี้”
“งั้น... ฉันออกไปรอก็ได้ค่ะ” ฉันเลี่ยงที่จะนั่งกินข้าวกับเขา ก็คิดดูสิ แค่ยืนอยู่ตรงนี้ก็ประหม่าจนวางไม้วางมือไม่ถูกแล้ว ขืนให้นั่งกินข้าวร่วมโต๊ะกับเขานะ ฉันคงเกร็งจนหายใจไม่ออกตายไปซะก่อน คนอะไรก็ไม่รู้ สีหน้าและแววตามีอยู่สองอารมณ์คืออารมณ์หงุดหงิดกับเย็นชา ขืนกินข้าวด้วยก็คงกินไม่ลงหรอก
“ก็บอกให้นั่งลง” ไม่สั่งเปล่า มือใหญ่ยังคว้าหมับเข้าที่ข้อมือฉันแน่นเพื่อหยุดไม่ให้ฉันเดินออกไปจากห้องอย่างปากว่าอีกด้วย ฉันหันกลับมามองมือของเขาที่จับแน่นอยู่ที่ข้อมือของฉัน แล้วก็รับรู้ถึงความร้อนผ่าวที่บาดผิวเข้ามา มันทำให้ฉันรู้สึก... แปลกๆ อีกแล้ว
“แต่ฉันว่ามันคงไม่เหมาะ... ฉันเป็นคนรับใช้ส่วนคุณคือเจ้านายนะคะ”
“ก็รู้นี่ว่าฉันเป็นเจ้านาย งั้นก็นั่งลงซะ อย่าได้ขัดคำสั่ง” และเพราะตำแหน่งที่เขายกมาอ้างนั่นแหละ ฉันจึงต้องทำตามที่เขาต้องการ
“งั้นเดี๋ยวฉันไปเอาจานก่อนนะคะ” ฉันว่า เมื่อขัดคำสั่งไม่ได้ ก็ขอยืดเวลาหายใจหายคอออกไปสักหน่อยแล้วกัน ฉันเดินไปหยิบจานกับช้อนส้อม แล้วเดินกลับมานั่งที่เก้าอี้ถัดจากตัวที่เขานั่งอยู่
“ดี!” ภามพูดอย่างพึงพอใจกับการว่าง่ายของฉัน พร้อมออกคำสั่ง “ต่อไปนี้เธอต้องมากินข้าวกับฉันทุกมื้อที่ฉันกินข้าวที่บ้าน เข้าใจไหม?”
“คะ?” ฉันไม่มั่นใจในสิ่งที่ได้ยินนัก “ให้ฉันกินข้าวร่วมโต๊ะกับคุณทุกมื้อเหรอคะ?”
“ใช่ มีปัญหาอะไร?” พอยืนยันเสร็จ เขาก็หันมาถามเหมือนจะรวนฉันเสียอีก เอ่อ... เอาใจยากจังเลยนะคะเจ้านายขา!
“ไม่มีค่ะ” ฉันตอบเสียงอ่อย ก็ใครจะกล้าแย้งคำสั่งจากเจ้านายล่ะ คงจะได้โดนไล่ออกแน่ๆ ว่าแต่... ทำไมเขาต้องให้ฉันมานั่งกินข้าวกับทุกมื้อด้วยล่ะ? สงสัยจะเหงาล่ะมั้ง ก็บ้านหลังออกจะใหญ่โต แต่กลับอยู่คนเดียว เป็นฉันก็คงจะมีอารมณ์เหงาบ้างนั่นแหละ
