บท
ตั้งค่า

บทที่ 1.3

“ท่านบอกว่าข้าไปหาประมุขเซี่ยอะไรนั่นที่จวน? เขาไม่รักข้าแต่ข้ากลับไปหาเขาที่จวน? เขายังออกมาพบข้า ดื่มสุรากับข้า? บุรุษประเภทใดที่ไม่รักแต่กลับไม่ปฏิเสธให้ชัดเจน ประมุขเซี่ยอะไรนี่ไม่ใช่น่ารังเกียจกว่าข้าอีกหรือ?!”

“นายหญิงระวังด้วยเจ้าค่ะ ประมุขหกตระกูลล้วนได้รับการให้เกียรติจากคนในแคว้น ภาษีจากหกตระกูลสามารถทำให้แคว้นผ่านสงครามมาได้ แม้ฝ่าบาทควบคุมหกตระกูลได้ ทว่าไม่เป็นการฉลาดนักหากทำให้ผู้คนรู้ว่าท่านกล่าวถึงตระกูลใดตระกูลหนึ่งโดยไม่ให้เกียรติ ประมุขเซี่ย เซี่ยอวิ๋น ดูแลร้านเครื่องกระเบื้องตระกูลเซี่ย ในแต่ละปีกรมคลังได้รับเงินภาษีอุดหนุนไม่น้อยเลย”

นางถอนหายใจ... “เอาเถิดข้าจะระวัง” เห็นสีหน้าของอวี้กูกูนางหรี่ตา “ยังมีเรื่องใดที่ข้าต้องรู้อีก”

“ผ่านมาหกวันแล้วเจ้าค่ะ ตระกูลเซี่ยถูกปิดมาหกวันแล้ว หากท่านยังไม่เข้าวังหลวงเข้าเฝ้าฝ่าบาท เกรงว่าเมืองหลวงคงวุ่นวายไม่น้อย”

“หมายความว่าอย่างไร”

“เพราะมีความเป็นไปได้ที่ประมุขเซี่ยจะเป็นคนวางยาท่าน ดังนั้นฝ่าบาทจึงให้คนสอบสวนโดยละเอียด ช่วงเวลานี้จวนตระกูลเซี่ยจึงถูกปิดห้ามคนเข้าออกไม่เว้นแม้แต่ประมุขเซี่ย ขุนนางและเหล่าบัณฑิตกำลังรวมตัวกันถวายฎีกา ยังมีบางส่วนถึงขั้นกล้าร้องเรียนตระกูลฟู่”

“ร้องเรียนตระกูลฟู่?”

“เจ้าค่ะ ร้องเรียนท่านที่...ที่...เป็นสตรีไร้ยางอาย”

ฟู่โหรวนิ่งงันพูดไม่ออก “ข้า? ไร้ยางอาย?” ก็คงจริงหากเป็นอย่างที่อวี้กูกูเล่ามา “ข้าต้องทำอย่างไร”

“ตอนนี้เรื่องแรกคือเข้าวังหลวงเจ้าค่ะ กราบทูลฮ่องเต้ว่าการวางยาพิษไม่เกี่ยวกับตระกูลเซี่ย หาไม่ตอนนี้เมืองหลวงต้องวุ่นวายเกินกว่าที่เราจะจินตนาการ แม้ท่านจะเป็นน้องสาวของฮ่องเต้ แต่การสร้างความขัดแย้งในหกตระกูลคหบดีไม่เป็นผลดีเลย ผู้ที่ลำบากพระทัยที่สุดตอนนี้คือฝ่าบาท ทุกๆ วันทรงส่งขันทีมาเฝ้าเพื่อสอบถามอาการ นายหญิง” อวี้กูกูคุกเข่าลง

“ถือเสียว่าข้าขอร้องท่าน เรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ท่าน...ขอร้องให้ฝ่าบาทเลิกสอบสวนเถิด ถึงตอนนี้ท่านเองก็ไม่เป็นอะไรแล้ว ความขัดแย้งที่มีแต่จะบานปลายไม่เพียงส่งผลเสียต่อตระกูลฟู่ แต่มันยังส่งผลเสียต่อส่วนรวมด้วย การค้าตอนนี้ล้วนชะงักลง ท่าเรือไม่มีเรือลำใดกล้าเข้าออก ไม่มีสินค้าถูกส่งเข้ามา ไม่มีสินค้าใดกล้าส่งออกทางน้ำ สมุนไพรบางอย่างเริ่มขาดตลาดและราคาสูง คนที่พอมีอันจะกินนั้นไม่เป็นไร แต่ชาวบ้านธรรมดาล้วนได้รับผลกระทบ อีกไม่กี่เดือนจะเป็นฤดูเก็บเกี่ยวแล้ว หากท่าเรือยังมีปัญหา ข้าวสารและธัญพืชไม่ได้รับอนุญาตให้ขนส่งเข้ามาในเมืองหลวง ถึงตอนนั้นความอดอยาก ความขาดแคลน ข้าวสารจะแพงขึ้น...”

ฟู่โหรวมองอวี้กูกูที่มีท่าทางจนใจ อีกฝ่ายคุกเข่าขอร้องนางด้วยดวงตาแดงก่ำ

“ข้า...ยังจำอะไรไม่ได้ท่านก็รู้”

อวี้กูกูเงยหน้าขึ้นดวงตาเบิกกว้างคล้ายไม่อยากจะเชื่อ ดูเหมือนการที่นางคล้อยตามคำขอร้องจะทำให้อีกฝ่ายตกตะลึงอยู่บ้าง

“ไม่เป็นไรเจ้าคะ มีเวลา...ข้าจะช่วยท่านเอง จะให้ใครรู้ไม่ได้ว่าความทรงจำของนายหญิงหายไป หากฝ่าบาททรงทราบการสอบสวนนี้ไม่มีทางยุติ ข้าจะช่วยทำให้ท่านยังคงเป็นนายหญิงตระกูลฟู่คนเดิม...”

การพยายามเป็นตัวเองของฟู่โหรวยิ่งทำให้นางรู้สึกอึดอัด จากที่ได้ฟังอวี้กูกูเล่าถึงท่าทาง นิสัยใจคอ รวมไปถึงการปฏิบัติตัวต่อผู้อื่นของฟู่โหรว...คนเดิม ทำให้หญิงสาวตระหนักได้ในที่สุดถึงความเกลียดชังและความหวาดกลัวในจวน

หากคนผู้หนึ่งเคยทั้งเกลียดและก็รู้สึกกลัวคนคนเดียวกัน ทั้งยังไม่สามารถทำอะไรได้ ไม่อาจแสดงออก เพราะชีวิตขึ้นอยู่กับคนผู้นี้ นั่นคือสิ่งที่บ่าวไพร่ในจวนตระกูลฟู่แสดงออกต่อหญิงสาว ในขณะที่นางไม่ได้สติอยู่บนเตียง นางรู้ นางเห็น นางได้ยิน และเดาว่าหากเป็นตัวนางในอดีต บ่าวไพร่เหล่านั้นหากไม่ถูกโบยจนตาย ก็คงถูกขายออกไปจากจวนอย่างที่เรียกได้ว่าอยู่มิสู้ตาย!!

ท่าทางไม่กลัวใครหน้าไหนเพราะมีฮ่องเต้หนุนหลังของฟู่โหรว อวี้กูกูฝึกนางอยู่ค่อนวัน ในที่สุดนางก็พร้อมที่จะเข้าวังหลวงแล้ว

อวี้กูกูกำชับนางตลอดเวลาที่อยู่บนรถม้า สิ่งที่นางต้องทำ ต้องระวัง รวมไปถึงขันที นางกำนัลที่นางรู้จัก สนิทสนม และคนที่นางรังเกียจไม่เคยชายตามอง ที่สำคัญยังมีบางคนที่นางถึงขั้นหาเรื่องกลั่นแกล้งแม้ว่าคนผู้นั้นจะไม่ได้ทำอะไรให้ก็ตาม
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel