บทที่1
ฮูหยินผู้เฒ่าแสร้งทำเป็นไม่ใส่ใจ ปล่อยให้นางคุกเข่าอยู่ชั่วครู่ จนกระทั่งเอ้อร์เสิ่นต้องเอื้อมมือสะกิดเบา ๆ นางจึงค่อยพยักหน้าอย่างเสียมิได้ ให้นางลุกขึ้น เสิ่นเจียวจื่อผินหนัาส่งยิ้มให้อาสะใภ้รองอย่างขอบคุณ
ไม่นานนักเสิ่นเหมยจื่อ น้องสาวต่างมารดาก็เยื้องย่างก้าวเข้ามา อาภรณ์สีชมพูอ่อนขับผิวพรรณขาวผ่องของนางให้ยิ่งดูอ่อนหวานงดงาม ใบหน้าเรียวยาวสะอาดตา นัยน์ตากลมโตดุจผลซิ่งเหอใสกระจ่าง รับกับสันจมูกที่โด่งตรงพอเหมาะ เพียงปรากฏกายก็ให้ความรู้สึกสดใสราวกับฤดูใบไม้ผลิ
ด้านหลังของเสิ่นเหมยจื่อ ยังมีพี่สาวน้องสาวจากบ้านรองและบ้านสามติดตามเข้ามาด้วย เสิ่นเถาจื่อ ซึ่งมาจากบ้านสามมีอายุน้อยกว่านางอยู่สี่เดือน ส่วนเสิ่นหมิงจื่อ บุตรีจากบ้านรองมีอายุน้อยกว่านางหกเดือน
เสิ่นเจียวจื่อพยักหน้าให้พวกนางอย่างสุภาพเป็นมิตร ทว่าผู้ที่ส่งยิ้มสดใสตอบกลับมา มีเพียงหมิงเอ๋อเพียงผู้เดียว ส่วนเหมยจื่อกับเถาจื่อกลับแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น นางเมินเฉยราวกับพี่สาวคนละมารดาไร้ตัวตน ก่อนจะเร่งฝีเท้าเข้าไปคุกเข่าคารวะท่านย่าอย่างนอบน้อม
“เหมยเอ๋อร์ หลานรักของย่า เจ้าเติบโตขึ้นมางดงามถึงเพียงนี้ เกรงว่าซื่อจื่อคงต้องรีบประกาศหมั้นในวันนี้เป็นแน่”
น้ำเสียงนั้นมิได้ดังนัก หากก็ชัดเจนพอจะทำให้ผู้ฟังได้ยินทั่วกัน
คำกล่าวนั้นพาให้ใบหน้าของเหมยจื่อร้อนผ่าว ในขณะที่เจียวจื่อได้แต่ก้มหน้ามองปลายรองเท้าปัก ความคิดในใจกลับล่องลอยไปไกล
เวิ่นเฉินอี้ซื่อจื่อตระกูลโหวแปดทิศ พี่ชายในวัยเยาว์ ผู้เคยพานางวิ่งเล่นซุกซนอยู่ด้วยกันไม่รู้กี่ครั้ง
ใบหน้าขาวสะอาด รูปงามหมดจด บุรุษผู้เพียบพร้อมทั้งบุ๋นและบู๊ เป็นที่หลงใหลของสตรีทั่วทั้งเมืองหลวงและนางเองก็เผลอเก็บซ่อนความชื่นชมที่มีต่อพี่ชายผู้นี้ไว้ในใจมาเนิ่นนานแล้ว
ทว่าทุกคนต่างรับรู้คนที่ซื่อจื่อตระกูลโหวแปดทิศชมชอบคือบุตรีคนรองตระกูลแม่ทัพเสิ่น แม้ในอดีตเจ้าตัวเคยมีฐานะเป็นเพียงลูกอนุ แต่ภูมิหลังแท้จริงนั้นไม่ธรรมดา
ด้วยตระกูลฝ่ายมารดาของเสิ่นเหมยจื่อเป็นถึงอาจารย์ของรัชทายาท หากมิใช่เพราะฟู่เหยียนเหยียนมีใจรักมั่นต่อท่านแม่ทัพ ถึงกับยอมลดศักดิ์ศรีแต่งเข้ามาเป็นอนุ ไหนเลยตระกูลเสิ่นจะได้โอกาสก้าวหน้าในหน้าที่การงานถึงเพียงนี้
ทว่าเสิ่นเจียวจื่อกลับคิดต่างออกไป ตำแหน่งท่านแม่ทัพอุดรในวันนี้ ล้วนได้มาจากหยาดเหงื่อและโลหิตของบิดา ผู้เคยนำทัพจับศึกอยู่หลายปี ส่วนจวนแม่ทัพที่เติบใหญ่มั่นคงเช่นทุกวันนี้ ก็เพราะสินเดิมของตระกูลฮั่วคอยอุดหนุนประคองอยู่เบื้องหลัง หาใช่เพราะตระกูลอนุอย่างที่คนในเมืองหลวงนินทากัน
เพียงไม่นาน ท่านพ่อก็เดินเคียงคู่มากับฮูหยินรอง นางรีบส่งยิ้มไปให้ พลางจะก้าวเท้าเข้าไปหา ทว่าเสิ่นเหมยจื่อกลับสาวเท้าแซงหน้าเข้าไปก่อนอย่างเอาใจ ท่านแม่ทัพเสิ่นยิ้มเอ็นดู ยกมือลูบศีรษะที่ได้รูปของบุตรีรอง ภาพนั้นสร้างความประหลาดใจให้แก่คนในตระกูลเสิ่นถ้วนหน้า ไม่เว้นแม้แต่เสิ่นเจียวจื่อ
ปกติแล้ว ท่าทีเอ็นดูและถ้อยคำอ่อนโยนเช่นนี้มีไว้เพื่อนางเพียงผู้เดียว
เกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่?
เสิ่นเจียวจื่อพยายามกดความไม่มั่นคงที่เอ่อล้นในใจ ก่อนจะยกยิ้มเรียบร้อยส่งไปให้ตามมารยาท และเป็นครั้งแรกที่บิดาไม่เหลือบแลมาทางนางคล้ายกับว่านางไม่มีตัวตน
พิธีปักปิ่นยังคงดำเนินไปตามธรรมเนียมอย่างเคร่งครัด หลังเสร็จสิ้นพิธีการอันเป็นทางการแล้ว จึงจะพากันย้ายไปยังงานเลี้ยงภายในจวนแม่ทัพ ซึ่งได้เชิญตระกูลใหญ่และตระกูลสนิทมาร่วมแสดงความยินดีอีกหลายตระกูล
เสิ่นเจียวจื่อพยายามเก็บงำสีหน้าให้เป็นปกติดังเดิม ก่อนจะสาวเท้าเดินตามทุกคนเข้าไป
ภายในห้องโถงหลักยามนี้แน่นขนัดไปด้วยแขกเหรื่อที่มาร่วมงาน หลายคนเป็นใบหน้าที่นางเพิ่งเคยพบเป็นครั้งแรก แต่ก็มีไม่น้อยที่เคยมีความเกี่ยวข้องทางการค้ากันมาก่อน
จะว่าไปสถานะของนางในสายตาผู้อื่นนับว่าค่อนข้างแปลกประหลาด เนื่องด้วยปกติแล้วบุตรีจากตระกูลใหญ่ย่อมไม่ควรข้องแวะกับการค้าขาย ทว่านางกลับแตกต่าง
มารดาของนางถือกำเนิดจากตระกูลพ่อค้า ท่านตาเป็นหนึ่งในผู้มีอิทธิพลแห่งแถบเจียงหนาน กิจการร้านค้าหลายแห่งล้วนเป็นสินเดิมที่มารดานำติดตัวมาด้วยเมื่อแต่งเข้าจวนสกุลเสิ่น
ดังนั้นสถานะทางสังคมของนางจึงอยู่ระหว่างตระกูลพ่อค้าที่ถูกดูถูก กับตระกูลขุนนางที่มีคนนับหน้าถือตาได้รับการเชิดชู ทว่าสถานะที่แปลกนี้เองจึงกลายเป็นเรื่องปกติที่นางได้มีโอกาสติดตามมารดาดูแลร้านค้าตั้งแต่เด็ก
จวบจนนางมีอายุได้สิบขวบ มารดาก็จากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ ทว่ายังดีสินเดิมเหล่านั้น ท่านพ่อกลับจัดการอย่างยุติธรรมมิได้เปิดช่องให้ท่านย่าเข้ามาสอดมือ อีกทั้งยังอนุญาตให้นางเป็นผู้ดูแลกิจการเหล่านั้นด้วยตนเอง
'สินเดิมของแม่เจ้าก็คือของเจ้า เจ้าเก็บรักษาไว้เองเถอะ'
อาจเพราะเสิ่นเจียวจื่อได้ซึมซับการค้าขายจากมารดาตั้งแต่เยาว์วัย ร้านค้าที่ตั้งอยู่ในเมืองหลวงจึงล้วนรุ่งเรืองเกินคาด แม้แต่ร้านค้าของจวนโหว ซึ่งฮูหยินรองช่วงชิงไปบริหารเองก็ยังมิอาจเทียบได้
ด้วยเหตุนี้ท่านย่าของนางจึงอดประชดประชันมิได้อยู่หลายครั้ง
‘เลือดชั้นต่ำ…ย่อมค้าขายเก่ง’
เสิ่นเจียวจื่อมิใช่เด็กโง่เขลาที่ฟังคำเหยียดหยามนั้นไม่ออก ทว่านางก็เพียงหัวเราะเยาะอยู่ในใจ
แล้วอย่างไรเล่า?
หรือมิใช่ ลูกหลานพ่อค้า เช่นนางนี่เองที่เป็นผู้ค้ำจุนจวนแม่ทัพให้ยังคงความสุขสบายและรักษาหน้าตาเอาไว้ได้
ท่านย่าเองย่อมรู้ดีว่าร้านค้าที่แม่รองช่วงชิงไปดูแลด้วยตนเองนั้น ทุกวันนี้มีแต่ทรุดลงวันแล้ววันเล่า ทำได้เพียงประคองให้พอเลี้ยงตัว ห่างไกลจากคำว่ารุ่งเรือง แตกต่างจากสมัยมารดานางดูแลโดยสิ้นเชิง ทว่านั่นก็ใช่จะมีแต่เรื่องดี ด้วยค่านิยมของตระกูลสูงศักดิ์ เหล่าฮูหยินในตระกูลใหญ่ยอมไม่ชมชอบลูกสะใภ้ที่ดีแต่ค้าขาย แม้จะรักเงินที่ติดตัวนางมาก็ตาม
