ตอนที่ 5
หลังจากผ่านไปสามวัน ซูจินเยว่เริ่มปรับตัวเข้ากับชีวิตใหม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ นางใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการวางแผนธุรกิจร้านหมูกระทะ โดยใช้พู่กันจีนวาดแบบแปลนเตาย่าง ซึ่งออกมาดูเหมือนจานบินเอเลี่ยนมากกว่าเตา และชิมขนมจากทั่วสารทิศเพื่อเฟ้นหาวัตถุดิบที่ดีที่สุด
ทว่า ความสงบสุขของนางก็ถูกรบกวนด้วยเทียบเชิญสีทองอร่ามที่ถูกส่งมาจากวังหลวง
"งานเลี้ยงชมบุปผาของไทเฮา" ซูจินเยว่มองเทียบเชิญในมือด้วยสายตาเบื่อหน่าย พลางเคี้ยวเม็ดบัวเชื่อมแก้มตุ่ย
"ใช่เจ้าค่ะคุณหนู" ชุนฮวา สาวใช้คนสนิทเอ่ยพร้อมรอยยิ้มตื่นเต้น "ปีนี้ไทเฮาทรงจัดงานยิ่งใหญ่กว่าทุกปี เชิญเหล่าคุณหนูจากตระกูลขุนนางและคหบดีทั่วเมืองหลวง เพื่อ... เอ่อ..."
"เพื่อหาพระชายาให้บรรดาองค์ชายและท่านอ๋องสินะ" ซูจินเยว่ต่อประโยคให้
ในนิยายงานเลี้ยงชมบุปผานี้คือฉากสำคัญที่ซูจินเยว่คนเก่า จะต้องไปสร้างเรื่องขายหน้าด้วยการพยายามเรียกร้องความสนใจจากรุ่ยอ๋อง จนถูกคนหัวเราะเยาะ และเป็นฉากที่ฉู่เหยาเหยา นางเอกของเรื่องจะได้แสดงความสามารถด้านดนตรีจนเป็นที่ถูกตาต้องใจพระเอก
"น่าเบื่อชะมัด" ซูจินเยว่บ่นพึมพำ "ข้าไม่อยากไปเลย แกล้งป่วยได้หรือไม่"
"ไม่ได้นะเจ้าคะคุณหนู!" ชิวเยว่รีบแย้ง "งานของไทเฮาหากไม่ไปจะถือว่าเป็นการดูหมิ่นเบื้องสูง อีกอย่างนายท่านได้เตรียมชุดใหม่ไว้ให้คุณหนูแล้วด้วยนะเจ้าคะ"
ซูจินเยว่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ เอาเถอะ ในเมื่อเลี่ยงไม่ได้ ก็ต้องไปให้โลกจำ
เป้าหมายในวันนี้เปลี่ยนไปจากนิยายต้นฉบับโดยสิ้นเชิง ซูจินเยว่ผู้นี้ไม่ได้จะไปเพื่อหาผัว... เอ้ย หาสามี แต่จะไปเพื่อประกาศศักดาความรวย และทำให้บุรุษทุกคนในงานคิดว่า สตรีผู้นี้เลี้ยงดูยากเกินไป อย่าไปยุ่งกับนางเลยดีกว่า เพื่อตัดปัญหาเรื่องการแต่งงานในอนาคต
ยามเช้าของวันงานเลี้ยงชมบุปผา ภายในเรือนของซูจินเยว่วุ่นวายราวกับสนามรบ สาวใช้ทั้งสี่วิ่งวุ่นหยิบชุดและเครื่องประดับออกมาเรียงรายเต็มห้อง
"คุณหนูเจ้าคะ ชุดผ้าไหมสีชมพูอ่อนปักลายดอกท้อชุดนี้ดูอ่อนหวานน่ารัก เหมาะกับงานชมดอกไม้มากเจ้าค่ะ" เซี่ยเหลียนนำเสนอ
ซูจินเยว่มองแวบเดียวแล้วส่ายหน้า "จืด! ข้าบอกแล้วไงว่า ข้าต้องการอะไรที่มันส่องแสง อะไรที่มันกระแทกตา"
นางเดินไปที่หีบผ้าไหมที่บิดาเพิ่งประมูลมาได้ แล้วดึงผ้าพับหนึ่งออกมามันคือผ้าไหมต่วนสีทองคำ... ใช่ สีทองจริง ๆ ทอด้วยเส้นไหมสีเหลืองสดสลับกับดิ้นทองแท้ ปักลายดอกโบตั๋นดอกใหญ่เท่าหน้าคนด้วยด้ายหลากสี
"เอาชุดนี้!" นางประกาศก้อง
สาวใช้ทั้งสี่อ้าปากค้าง "คะ... คุณหนูจะดีหรือเจ้าคะ สีมันออกจะ... ฉูดฉาดไปหน่อยหรือไม่"
"ไม่ฉูดฉาดก็ไม่ใช่ซูจินเยว่สิ ตัดเย็บเดี๋ยวนี้เลย แล้วเอาเครื่องประดับชุดทับทิมล้อมเพชรชุดใหญ่มาด้วย ปิ่นปักผมทองคำเก้าระย้าที่หนัก ๆ นั่นด้วย เอามาให้หมด"
ผ่านไปสองชั่วยาม
ซูจินเยว่ยืนอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ มองดูผลงานชิ้นเอกของตัวเองแล้วยิ้มมุมปาก ภาพในกระจกคือหญิงงามที่สวมชุดสีทองอร่ามแสบตา ทุกท่วงท่าที่ขยับจะมีแสงสะท้อนวูบวาบจากดิ้นทองและอัญมณีที่ประดับอยู่เต็มตัว บนศีรษะปักปิ่นทองคำอันใหญ่และเครื่องประดับผมระย้าที่ส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งตลอดเวลา ที่คอสวมสร้อยทับทิมเม็ดเท่าไข่นกกระทา ข้อมือทั้งสองข้างเต็มไปด้วยกำไลหยกและทองคำ
ยามนี้นางดูเหมือนตู้ทองเคลื่อนที่ หรือไม่ก็ศาลเจ้าที่เพิ่งปิดทองเสร็จจริง ๆ
"หนักชะมัด..." ซูจินเยว่พึมพำ คอเริ่มแข็งเกร็งเพราะน้ำหนักเครื่องหัว "แต่เพื่อความปัง ข้าต้องทน ไปกันได้แล้ว!"
ณ อุทยานหลวง
บรรยากาศในงานเลี้ยงชมบุปผาเต็มไปด้วยความงดงามที่ละมุนละไม เหล่าคุณหนูตระกูลผู้ดีต่างแต่งกายด้วยชุดสีอ่อน เช่น สีขาว สีฟ้าอ่อน หรือสีชมพูจาง ๆ เพื่อให้ดูอ่อนช้อยงดงามราวกับดอกไม้แรกแย้ม พวกนางจับกลุ่มคุยกันเสียงเบา ๆ เดินชมดอกไม้ด้วยกิริยาแช่มช้อย
ทว่า ความสงบสุขนั้นก็ต้องถูกทำลายลง เมื่อรถม้าคันใหญ่ยักษ์ของตระกูลซูแล่นเข้ามาจอดเทียบท่า
ประตูรถม้าเปิดออก ซูจินเยว่ก้าวลงมา...แสงแดดยามบ่ายส่องกระทบชุดสีทองของนาง สะท้อนแสงจ้าจนเหล่าคุณหนูและขุนนางที่อยู่บริเวณนั้นต้องยกมือขึ้นบังตา
"นั่น... นั่นแสงอะไร"
"ตาข้า! ข้าตาฝาดไปหรือเปล่า มีก้อนทองเดินได้!"
เสียงซุบซิบฮือฮาดังไปทั่วบริเวณ ซูจินเยว่เชิดหน้าขึ้น กางพัดขนนกยูงด้ามทองออกมาโบกเบา ๆ แล้วเดินเยื้องย่างเข้างาน โดยมีสาวใช้สี่คนเดินตามหลังถือร่มและคอยพัดวีให้
"ดูนั่นสิ คุณหนูซู ซูจินเยว่ นางช่าง...โดดเด่นเหลือเกิน"
"นางแต่งตัวเช่นนั้น ไม่หนักหรือไร ข้าเห็นแล้วยังรู้สึกเมื่อยแทน"
"ไร้รสนิยมสิ้นดี! มีเงินทองมากมายแต่ไร้รสนิยมก็เป็นเช่นนี้แหละ เอาของแพงมาถม ๆ ใส่ตัวไม่ต่างอันใดกับตู้ทองเคลื่อนที่"
ซูจินเยว่ได้ยินทุกคำนินทา แต่นางหาได้สนใจไม่ กลับรู้สึกภูมิใจเสียอีกที่แผนการสำเร็จ ดี! นินทากันเข้าไป ยิ่งพวกเจ้ามองข้าว่าไร้รสนิยมมากเพียงใด ข้าก็ยิ่งปลอดภัยจากการถูกจับคู่
นางเดินตรงไปที่ศาลาที่จัดไว้สำหรับนั่งพัก เลือกตำแหน่งที่ดีที่สุด แล้วสั่งให้สาวใช้จัดวางเบาะรองนั่งขนจิ้งจอกและขนมที่เตรียมมาเอง เพราะกลัวขนมในวังจะไม่อร่อย
ในขณะที่นางกำลังจะหยิบขนมโก๋ไส้ถั่วแดงเข้าปาก เสียงหวานใสแต่แฝงแววประชดประชันก็ดังขึ้น
"พี่หญิงซู วันนี้ท่านแต่งกายได้สะดุดตายิ่งนักเจ้าค่ะ"
ซูจินเยว่เงยหน้าขึ้นมอง ก็พบกับหญิงสาวผู้หนึ่งที่มีรัศมีนางเอกแผ่ออกมารอบตัว สตรีนางนี้คือ ฉู่เหยาเหยา นางสวมชุดสีขาวบริสุทธิ์ราวกับดอกบัวขาว เป็นผ้าเนื้อดีแต่ดูเรียบง่าย ไม่มีลวดลายฉูดฉาด เครื่องประดับมีเพียงปิ่นหยกสีเขียวอ่อนอันเดียว ใบหน้าแต่งแต้มเพียงบางเบา ดูน่าทะนุถนอมและบริสุทธิ์ผุดผ่อง ซึ่งตรงข้ามกับซูจินเยว่ราวกับฟ้ากับเหว
"อ้อ ข้าก็นึกว่าใครที่แท้ก็น้องหญิงฉู่นี่เอง" ซูจินเยว่ทักทายกลับพร้อมรอยยิ้มการค้า "วันนี้เจ้าก็ดู... จืด เอ้ย เรียบง่ายสมถะดีจริง ข้าเกือบมองไม่เห็นเจ้าแน่ะ นึกว่ากลีบดอกไม้ร่วง"
ฉู่เหยาเหยาหน้าตึงไปวูบหนึ่ง แต่รีบปรับสีหน้าให้ดูน่าสงสาร "ข้าเพียงคิดว่างานชมบุปผา เราควรให้ดอกไม้โดดเด่นที่สุด การแต่งกายฉูดฉาดแข่งกับดอกไม้ อาจจะเป็นการไม่เคารพธรรมชาติ... และเป็นการสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุด้วยเจ้าค่ะ เงินทองที่นำมาตัดชุดหรูหรา หากนำไปบริจาคให้ผู้ยากไร้คงได้บุญกุศลมาก"
คำพูดนี้เรียกเสียงชื่นชมจากเหล่าคุณชายและขุนนางหนุ่มที่ยืนอยู่รอบ ๆ ได้ทันที
"แม่นางฉู่ช่างมีจิตใจเมตตาประเสริฐยิ่งนัก"
"นอกจากจะงามพิสุทธิ์แล้ว ยังรู้จักพอเพียง"
ซูจินเยว่มองฉู่เหยาเหยาแล้วกลอกตาในใจ มาแล้ว... มุกนางเอกสอนใจคนรวย แต่ขอโทษที ซูจินเยว่เวอร์ชันนี้มีปริญญาด้านเศรษฐศาสตร์จากยูทูบนะจ๊ะ!
นางพับพัดเก็บเสียงดัง พรึ่บ! แล้วลุกขึ้นยืนเผชิญหน้ากับฉู่เหยาเหยา
"น้องหญิงฉู่พูดได้น่าฟังยิ่ง" ซูจินเยว่เอ่ยเสียงดังฟังชัดให้ได้ยินกันทั่ว "แต่เจ้าอาจจะเข้าใจผิดไปบ้าง การที่ข้าตัดชุดหรูหรา ซื้อเครื่องประดับราคาแพง ข้าไม่ได้ทำเพื่ออวดอ้างเพียงอย่างเดียว แต่ข้ากำลังกระจายรายได้ต่างหาก"
"กะ... กระจายรายได้" ฉู่เหยาเหยางุนงง
"ใช่! ลองคิดดูสิ ชุดนี้ของข้าใช้ผ้าไหมจากร้านตระกูลหวัง ตัดเย็บโดยช่างสกุลหลี่ ปักลายโดยกลุ่มแม่บ้านในชนบท เครื่องประดับทำโดยช่างทองฝีมือดี เงินทุกตำลึงที่ข้าจ่ายไป มันไหลไปสู่มือพ่อค้า ช่างฝีมือ คนงานทอผ้า และครอบครัวของพวกเขา ทำให้พวกเขามีเงินไปซื้อข้าวกิน มีเงินส่งบุตรเข้าสำนักศึกษา... นี่คือการหมุนเวียนเศรษฐกิจ"
ซูจินเยว่ก้าวเข้าไปใกล้อีกนิด แสงทองจากชุดส่องกระทบหน้าฉู่เหยาเหยาจนนางต้องหรี่ตา
"ส่วนการบริจาค ตระกูลซูทำโรงทานแจกข้าวต้มทุกเดือนอยู่แล้ว แต่การให้ทานอย่างเดียวไม่ยั่งยืนเท่ากับการจ้างงาน การที่ข้าใช้เงินคือการช่วยให้คนมีงานทำ แล้วเจ้าล่ะ น้องหญิงฉู่ ชุดขาวเรียบ ๆ ของเจ้า ช่วยให้ผู้ใดมีข้าวกินบ้างนอกจากคนขายผ้าดิบ"
