บทที่ 4: ถ้ามีใครทำร้ายเธอ ฉันจะไปฆ่ามันเอง (100%)
และแล้วช่วงเวลาที่น่าอึดอัดที่สุดก็มาถึง ทันทีที่วินแตะคีย์การ์ดห้องเข้าไป ฉันก็ก้าวเท้าไม่ออกเพราะไม่รู้ว่าควรทำตัวยังไงดี
ห้องสวีทกว้างขวางกว่าที่คิด มีสองห้องนอนที่แยกด้วยห้องนั่งเล่น และระเบียงที่มองเห็นวิวทะเลทอดยาวสุดลูกหูลูกตา ทั้งห้องถูกตกแต่งด้วยของหรูหราจนเหมือนว่าเรามาพักร้อนกันที่ยุโรปเสียมากกว่า
“แบ่งห้องกันยังไงดี” วินวางกระเป๋าลงพร้อมหันมาถาม
ฉันทำท่าเดินสำรวจห้องเล็กน้อย ทำเป็นมองนู่นมองนี่ แต่แท้จริงแล้วสมองประมวลผลอะไรไม่ทันทั้งนั้นเลยตอบกลับไปโดยไม่ได้คิด
“ห้องเล็กก็ได้”
“ไม่ได้หรอก เธอเอาห้องใหญ่เถอะ” เขาเดินนำไปเปิดประตูห้องนอนฝั่งขวา “มีอ่างอาบน้ำ
ด้วย เธอจะได้นอนแช่แบบสบายใจ”
ฉันวางกระเป๋าลงในห้อง มองรอบๆ อย่างประหม่า เตียงคิงไซซ์ตั้งอยู่กลางห้อง หันหน้าออกไปทางระเบียงกระจกบานใหญ่ ฉันเดินออกไปที่ระเบียง มองเห็นวิวทะเลสวยงามจนต้องหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่าย
“วิวดีเลยใช่มั้ยล่ะ”
“นี่ คิดจะเดินเข้าห้องคนอื่นตอนไหนก็ได้หรือไง”
“ถ่ายยังไงก็ไม่สวยเท่าของจริงหรอก” วินทำหูทวนลมแกล้งไม่ได้ยินสิ่งที่ฉันพูด เขาทำหน้าหยอกล้อก่อนจะยื่นมือมาคว้าโทรศัพท์จากในมือฉันไป “มานี่ ฉันถ่ายให้ดีกว่า เธอไปยืนตรงนั้น”
“...!!”
ไม่ว่าเปล่า เค้าใช้มือออกแรงดันหลังฉันให้ออกตัว แต่ฉันกลับสะดุ้งถอยหลังโดยอัตโนมัติ ร่างกายของฉันมันขยับตัวเองโดยที่ฉันไม่ทันได้คิดเลยด้วยซ้ำ
และที่แย่ไปกว่านั้น วินสังเกตเห็นมัน สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปทันที
“ขอโทษ” เขาพูดเบาๆ ถอยห่างออกไปเล็กน้อย “ฉันลืมไป…”
“ไม่เป็นไร ฉันชินแล้ว แค่บางทีมันเป็นปฏิกิริยาอัตโนมัติน่ะ”
วินมองฉันนิ่งๆ ด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก
“เธอไม่จำเป็นต้องฝืนนะ ถ้ารู้สึกไม่สบายใจ”
“ฉันไม่ได้ฝืน” ฉันยิ้มกลับไปให้เขาเพื่อเป็นการบอกว่าเขาไม่ได้ทำอะไรผิดเลย พร้อมยังยื่นมือไปสัมผัสกับมือหนาของเขาอีกครั้งเพื่อเป็นข้อพิสูจน์ว่า…ฉันไม่ได้กลัวเขาเลยแม้แต่นิดเดียว
“นี่ไงเห็นมั้ย ฉันโดนตัวแกได้ปกติเลย”
บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนไป วินมองกลับมาด้วยสายตาที่อ่อนลง เขาสบตาฉันอยู่สักพักก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
“ไปยืนตรงนั้นได้แล้ว ยิ้มด้วย รูปจะได้ออกมาสวยๆ หน่อย”
“คนมันสวยอยู่แล้วย่ะ”
สุดท้ายบทสนทนาของเราก็กลับไปเป็นตามเดิม ฉันไม่ควรต้องให้เขามาทุกข์กับอดีตอันมืดมนของฉันเลยแท้ๆ แต่เพราะเขาเอาแต่อ่อนโยนแบบนี้ไง…ฉันเลยเลิกรักเขาไม่ได้
หลังจากนั้นวินก็พาฉันมาที่ร้านอาหารริมทะเล ร้านที่ว่ากันว่าเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยที่สุดในภูเก็ต แสงสีส้มของพระอาทิตย์ที่กำลังลับขอบฟ้าทำให้ทุกอย่างดูอ่อนละมุนขึ้น สายลมทะเลพัดเอื่อยๆ พาละอองเกลือมาเจือจาง
โต๊ะมุมสุดของเรามีเทียนจุดส่องแสงอยู่ตรงกลาง ฉันมองเปลวไฟที่เต้นระริกตามแรงลม รู้สึกราวกับหลุดเข้ามาในฉากหนังโรแมนติกที่เคยดูคนเดียวยามเหงา
“สวยดีนะ” วินพูดขึ้น ฉันเงยหน้าขึ้นสบตาเขา "เห็นแบบนี้แล้วอยากถ่ายซีรีส์อีกจัง"
“แกคิดถึงฉากอะไรอยูล่ะ”
“ฉากพระเอกบอกรัก” เขาตอบ สายตายังจ้องไปที่ทะเล “คิดว่าถ้าเป็นช่วงพระอาทิตย์ตกแบบนี้ มันคงสวยดี แสงสีส้มจัดๆ เสียงคลื่น กลิ่นทะเล...บางทีความรักก็เหมือนทะเลนะ”
“อะไรของแกเนี่ย”
“ทั้งลึก ทั้งกว้าง และบางทีก็น่ากลัว” เขาหันมายิ้มให้ฉัน “แต่ก็สวยงามใช่มั้ยล่ะ”
รอยยิ้มตาหยีพร้อมลักยิ้มอันเป็นเอกลักษณ์ทำให้ฉันใจเต้นแรง ก่อนจะรีบกลบเกลื่อนด้วยการหยิบเมนูขึ้นมาดู พยายามสะกดกลั้นความรู้สึกที่กำลังจะล้นทะลักออกมา
“วันนี้เอาอะไรดี” วินถาม พร้อมเอื้อมมือมาแตะเมนูที่ฉันถืออยู่ "เดี๋ยวฉันแนะนำให้มั้ย"
พนักงานเข้ามารับออร์เดอร์ วินสั่งไวน์แดงมาหนึ่งขวดพร้อมกับของโปรดฉันมากมาย กลิ่นอายทะเลผสมกับกลิ่นอาหารทะเลย่างลอยมาเป็นระยะ ฉันได้ยินเสียงคลื่นกระทบฝั่งผสานกับเสียงดนตรีแจ๊สเบาๆ จากวงดนตรีสด วินเลือกไวน์แดงสีเข้ม กลิ่นหอมของมันผสานกับกลิ่นทะเลได้อย่างลงตัว
“จำได้ด้วยเหรอว่าฉันชอบไวน์แบบไหน”
“ก็บอกแล้วไงว่าไม่มีอะไรที่ฉันไม่รู้เกี่ยวกับเธอ” เขายิ้ม “แต่…”
“แต่อะไร”
“ยังมีบางอย่างที่ฉันไม่เข้าใจ” วินมองมาที่ฉัน สายตาของเขาทำเอาฉันหายใจติดขัด
แต่ก่อนที่เขาจะพูดต่อ พนักงานก็เข้ามาเสิร์ฟไวน์เสียก่อน เขาเดินเข้ามาใกล้ฉันมากเกินไปจนแขนของเราเกือบสัมผัสกัน และนั่นทำให้ฉันขยับถอยหลังหนีโดยอัตโนมัติ หัวใจเต้นแรง มือเย็นเฉียบ ความกลัวแล่นปราดเข้ามาในความคิด
“คุณช่วยถอยออกไปหน่อยได้มั้ยครับ” วินพูดเสียงเรียบ แต่แฝงความเด็ดขาด ฉันรู้จักน้ำเสียงนี้ดี มันเป็นน้ำเสียงที่เขาใช้เวลาโกรธจริงๆ
“ครับ?” พนักงานถามกลับอย่างใส่ซื่อ เขาคงไม่เข้าใจว่าตัวเองทำอะไรผิด
ซึ่งจริงๆ แล้วเขาไม่ผิดหรอก…คนที่ผิดปกติคือฉันเองต่างหาก
วินแก้ปัญหาด้วยการขยับแก้วไวน์ของฉันไปใกล้ตัว เพื่อที่พนักงานจะได้ออกห่างจากฉัน การแก้ปัญหาของเขาทำให้ฉันโล่งใจขึ้นเยอะ แล้วก็ยิ่งรู้สึกประทับใจที่เขาทำเพื่อฉันขนาดนี้ แต่ก็คงในสถานะของเพื่อนสนิทเท่านั้น
เมื่อเสิร์ฟไวน์เสร็จ พนักงานก็โค้งขอโทษและเดินจากไป
“ไม่เป็นไรใช่มั้ย” วินถามฉันเบาๆ มือของเขาวางอยู่บนโต๊ะ ฝ่ามือหงายขึ้นเล็กน้อย เหมือนพร้อมจะรับมือฉันได้ทุกเมื่อ “หายใจลึกๆ นะ”
ฉันพยักหน้า พยายามสงบสติอารมณ์ “ขอบคุณนะ”
“จำได้มั้ย ตอนเธอปีหนึ่ง มีรุ่นพี่คนนึงพยายามจะจับตัวเธอ ฉันยังจำหน้าตอนเธอร้องไห้ได้อยู่เลย”
“จำได้สิ แกกระทืบรุ่นพี่คนนั้นจนเค้าต้องนอนโรงพยาบาลเลยนี่นา”
ภาพวันนั้นยังชัดเจนในความทรงจำ วินในชุดนักศึกษา วิ่งฝ่าสายฝนมาหาฉันที่ม้านั่งหน้าตึกคณะ เขาไม่พูดอะไรเลย แค่ดึงฉันเข้าไปกอด ปล่อยให้ฉันร้องไห้จนเสื้อเขาเปียกชื้น ไม่ใช่แค่เพราะฝน แต่เพราะน้ำตาของฉันด้วย
‘ต่อไปนี้จะไม่มีใครทำร้ายเธอได้อีกแล้ว’ เขาพูดเบาๆ ข้างหู
วันนั้นเอง ที่ฉันรู้ว่าตัวเองตกหลุมรักเพื่อนสนิทเข้าให้แล้ว
“เพราะฉะนั้น…ถ้ามีใครทำแบบนั้นกับเธออีก เธอต้องบอกฉันนะ” แววตาและน้ำเสียงจริงจังของเขาทำให้ฉันอึ้งไปชั่วขณะ วินที่ปกติแล้วจะมีท่าทีกวนโอ๊ยกลับมองหน้าฉันอย่างไม่ลดละ นัยน์ตาสีดำสนิทประกายแสงสะท้อนจากเปลวไฟบนเชิงเทียนอย่างงดงาม
“...”
“แล้วฉันจะไปฆ่ามันเอง”
