บทที่ 9 เห็ดหลินจือบ้าอะไรตั้งสองหมื่น!
สายตาของหรงชิงเปรียบเสมือนงูพิษที่จับจ้องและพันธนาการเธอไว้แน่น
เจียงชิงยกมือขึ้นรีบคลี่คลายบรรยากาศที่ตึงเครียด แต่ในใจกลับกำลังคิดว่าจะเนียนโกหกเรื่องนี้ไปได้อย่างไร
"ก็เพราะว่าข้างในมันมีกลิ่นเห็ดหลินจือโชยออกมาแรงมากน่ะสิคะ คุณลองคิดดูนะ เห็ดหลินจือปกติที่ไหนมันจะมีกลิ่นแรงขนาดนั้น?"
คนในห้องหันไปมองหน้ากันอย่างเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง สุดท้ายจางหยางก็วางกล่องในมือลงแล้วยื่นหน้าเข้าไปดมสองสามที
เขาไม่รู้หรอกว่ากลิ่นเห็ดหลินจือจริง ๆ เป็นยังไง แต่กลิ่นมันก็แรงเหมือนที่ผู้หญิงคนนี้พูดจริง ๆ นั่นแหละ
จางหยางยกกล่องนั้นไปวางตรงหน้าหรงชิง
"พวกคุณน่าจะซื้อมาจากบนรถไฟใช่ไหมล่ะ รีบไปเอาเงินคืนตอนนี้ยังทันนะ"
เมื่อเห็นว่าพวกเขาเชื่อแล้ว เจียงชิงจึงหยิบน่องไก่ขึ้นมาแทะต่ออย่างสบายใจ ถือว่าเธอได้ตอบแทนบุญคุณให้พวกเขาแล้วก็แล้วกัน
"คุณผู้หญิงเป็นหมอเหรอครับ?"
สวีหมิงเดินเข้ามาใกล้พลางลอบสังเกตเธอ ถ้าไม่ใช่หมอ แค่ดม ๆ ดูก็รู้แล้วเหรอว่าข้างในเป็นเห็ดหลินจือ คงจะเป็นหมอแผนจีนล่ะมั้ง
"แค่กๆๆ!"
เจียงชิงถึงกับสำลัก หมอบ้าหมอบออะไรกันล่ะ!
เธอรีบกระดกน้ำตามอึกใหญ่พลางโบกไม้โบกมือ "ไม่ใช่ๆ พวกคุณเข้าใจผิดแล้ว ฉันแค่เป็นคนจมูกไวเฉย ๆ ค่ะ"
เธอจินตนาการออกเลยว่าถ้าเธอยอมรับไป วินาทีต่อมาผู้ชายคนนี้ต้องขอให้เธอช่วยรักษาขาของชายคนนั้นแน่ ๆ
ประเด็นสำคัญที่สุดคือ...เธอไม่มีความรู้เรื่องพวกนี้เลยสักนิดเดียว!
พอพูดจบเจียงชิงก็รีบสวาปามข้าวในชามจนหมดเกลี้ยงไม่เหลือแม้แต่เมล็ดเดียว
อีกด้านหนึ่ง หรงชิงที่ตอนแรกตั้งใจจะวางตะเกียบลงแล้ว เมื่อเหลือบไปเห็นชามข้าวอันว่างเปล่าของผู้หญิงฝั่งตรงข้าม เขาก็ตักข้าวเข้าปากและกินจนหมดชามเช่นกัน
สวีหมิงเห็นแบบนั้นก็รู้สึกประหลาดใจและยินดีเป็นอย่างยิ่ง ตั้งแต่เจ้านายลาออกจากกองทัพ นับวันยิ่งกินข้าวน้อยลงเรื่อย ๆ ร่างกายก็พลอยทรุดโทรมลงไปทุกวัน
เจียงชิงกำลังตั้งท่าจะเอนตัวลงนอน ทว่าประตูห้องผู้โดยสารก็ถูกเปิดออก จากนั้นชายวัยกลางคนคนหนึ่งก็ถูกถีบกระเด็นเข้ามาข้างใน
และชายคนนั้นก็คุกเข่าลงตรงหน้าหรงชิงพอดิบพอดี
เจียงชิงยันตัวลุกขึ้นนั่งอีกครั้ง มือล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อแล้วหยิบเมล็ดแตงโมขึ้นมาแทะกำมือหนึ่ง
"นายท่าน ตอนผมไปถึง หมอนี่กำลังเก็บข้าวของเตรียมจะกระโดดหนีลงจากรถไฟแล้วครับ"
จางหยางพูดพลางกระทืบซ้ำไปอีกทีหนึ่ง
แม่งเอ๊ย! กล้าดีมาหลอกพวกเรา!
"นายท่าน ผมผิดไปแล้วครับ ผมผิดไปแล้วจริง ๆ ผมจะคืนเงินให้พวกคุณ คืนให้หมดเลย ดีไหมครับ?”
ชายคนนั้นโดนทุบตีจนหน้าตาบวมปูด รีบล้วงเอาเงินสดเป็นฟ่อน ๆ ออกมาจากห่อผ้า
"เชี่ย!"
เจียงชิงเลิกแทะเมล็ดแตงโมทันที เธอพุ่งตัวเข้าไปข้างหน้าด้วยท่าทางดุดันแล้วถีบเข้าที่อกของชายคนนั้นเต็มแรง
“แกขายเห็ดหลินจือบ้านั่นแพงขนาดนี้เลยเหรอ? แบบนี้มันต่างอะไรกับการปล้นฮะ? อ้อ ไม่สิ พวกโจรปล้นยังไม่หน้าเลือดเท่าแกเลย!"
เจียงชิงตกใจมากจริง ๆ เงินนั่นดู ๆ แล้วน่าจะประมาณสองหมื่นได้ เห็ดหลินจือดอกเดียวราคาตั้งสองหมื่นเนี่ยนะ?
เอาเงินนี้มาให้เธอหาเงินดีกว่าไหม เธอคิดว่าเธอทำได้นะ
หลังจากระบายอารมณ์เสร็จ เจียงชิงก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ เธอหันไปมองชายหนุ่มหน้าบึ้งที่อยู่ข้างหลังแล้วหัวเราะแหะ ๆ
"คุณไม่คิดว่าที่ฉันพูดมันถูกเหรอคะ? เห็ดหลินจือแบบนี้ต่อให้มีอายุมากกว่านี้อีกหน่อย อย่างมากที่สุดก็แค่หมื่นกว่าหยวน ต่อให้ในกล่องจะเป็นของจริงมันก็ไม่ถึงสองหมื่นหรอก แปดพันนี่ก็เต็มที่แล้ว"
พูดจบเจียงชิงก็บ่นพึมพำเบา ๆ "มีเงินอย่างเดียวไม่ได้นะเนี่ย ต้อง..."
ไม่ต้องถามว่าทำไมเธอถึงได้ดูเดือดเนื้อร้อนใจขนาดนั้น...ก็เธออิจฉาและหมั่นไส้คนรวยน่ะสิ!
"อ้อ งั้นคุณก็หาให้ผมสิ ถ้าหาได้ เงินสองหมื่นนี้ก็จะเป็นของคุณ"
หรงชิงปรายตามองเธอเรียบ ๆ แววตาของหญิงสาวเบิกโพลงและเป็นประกายขึ้นมาทันที เธอมองเขาด้วยความตื่นเต้น
"จริงเหรอคะ?"
หรงชิงละสายตากลับและไม่ได้สนใจเธออีก สวีหมิงที่อยู่ด้านข้างเห็นดังนั้นจึงรีบก้าวเข้ามาพูด
“สวัสดีครับ ผมชื่อสวีหมิง เป็นผู้ช่วยส่วนตัวของเจ้านาย เขาพูดคำไหนคำนั้นครับ"
เจียงชิงยกยิ้มมุมปาก "ฉันชื่อเจียงชิงค่ะ"
เห็นไหมล่ะ เงินทองกำลังกวักมือเรียกเธออยู่ชัด ๆ
หรงชิงยกมือขึ้น ชายคนนั้นก็ถูกหามออกไป ส่วนจุดจบจะเป็นอย่างไรก็ไม่มีใครสนใจ
เจียงชิงลูบคางของตัวเอง ทริปเข้าเมืองครั้งนี้จุดประสงค์หลักของเธอคือการไปตลาดมืด
สินค้าในตลาดมืดค่อนข้างหลากหลาย มีทุกสิ่งทุกอย่าง การจะหาเห็ดหลินจือสักสองสามดอกคงไม่ยากเกินไปหรอกมั้ง
ตลอดทางเจียงชิงก็ไม่ได้เข้าไปเซ้าซี้ชวนคุยกับคนฝั่งตรงข้ามให้เสียเรื่อง ถึงตอนนี้พวกเธอจะเป็นหุ้นส่วนกันแล้ว แต่เรื่องงานก็ส่วนเรื่องงาน
จนกระทั่งรถไฟใกล้จะถึงสถานีปลายทาง เธอจึงลุกขึ้นยืน
"ขอโทษนะคะ ถึงตอนนั้นฉันจะติดต่อพวกคุณได้ยังไง?” เจียงชิงเอ่ยถามสวีหมิง
"คุณเจียง ดูเหมือนคุณเองก็จะไปเมืองหรงเหมือนกัน พวกเราเองก็พักอยู่ที่นั่น ถ้าคุณหาของได้แล้ว สามารถไปพบพวกเราได้ที่โรงแรมชุนไหลครับ"
"ตกลงค่ะ"
เจียงชิงจดจำชื่อนั้นไว้ พอรถไฟจอดเทียบชานชาลา เธอก็ก้าวลงจากรถเป็นคนแรก
หรงชิงมองตามแผ่นหลังของเจียงชิงที่เดินจากไป ก่อนจะปรายตาไปทางสวีหมิง "ส่งคนตามเธอไป"
"ครับ นายท่าน"
หลังจากเจียงชิงเดินออกจากสถานีรถไฟ เธอก็มุ่งหน้าไปยังทิศทางของตลาดมืดทันที
เวลาของเธอมีจำกัดมาก เธอมีเวลาแค่สามวันเท่านั้น และต้องกลับไปก่อนที่หลิวหัวซางจะกลับมาบ้าน เพื่อไม่ให้เกิดความสงสัย
เมื่อมาถึงตลาดมืด เนื่องจากตอนนี้ยังเช้าอยู่ เจียงชิงจึงเดินสำรวจรอบ ๆ ก่อน
ตลาดมืดแห่งนี้เกิดจากการรวมตัวกันในเมืองเล็ก ๆ แถบชานเมืองหรง การควบคุมดูแลของภาครัฐที่นี่ไม่เข้มงวดเท่าในตัวเมือง ดังนั้นที่นี่จึงเต็มไปด้วยผู้คนหลากหลายประเภทและค่อนข้างวุ่นวาย
หลังจากมาถึง เจียงชิงจงใจซื้อหมวกมาใส่ใบหนึ่ง เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็หลวมโคร่ง แถมยังแต่งตัวหนา ๆ บนใบหน้าก็เปื้อนฝุ่นมอมแมม เดินไปตามท้องถนนจึงไม่มีใครสังเกตเห็น
เจียงชิงเดินดูไปเรื่อย ๆ ทันใดนั้นเธอก็เหลือบไปเห็นแผงลอยของคุณปู่คนหนึ่ง แผงนั้นเล็กมาก กว้างประมาณยี่สิบเซนติเมตรเท่านั้น
บนแผงเต็มไปด้วยสิ่งของแปลก ๆ วางอยู่เต็มไปหมด
ชายคนหนึ่งที่เดินผ่านเห็นเธอกำลังจ้องอยู่ จึงเอ่ยทัก "น้อง อย่าดูเลย ของพวกนี้จะมีของดีได้ยังไง"
เจียงชิงไม่ได้พูดอะไร เธอคุกเข่าลงตรงหน้าแผงลอย จะว่าไป...มันมีของดีอยู่จริง ๆ ด้วยแฮะ
เธอหยิบหินก้อนหนึ่งที่รูปร่างค่อนข้างสวยงามขึ้นมา "คุณปู่ หินก้อนนี้ขายยังไงเหรอ?"
"แม่หนู หินก้อนนี้เธอเห็นไหม ตรงขอบ ๆ มันมีสีเขียวโผล่ออกมาด้วยนะ เอาอย่างนี้แล้วกัน ฉันคิดราคาแบบมิตรภาพเลย ร้อยแปดสิบ!" คุณปู่พูดพลางทำมือประกอบ
เจียงชิงลูบคางพลางมองคุณปู่ คุณปู่ดูท่าทางใจดีมีเมตตา เธอจึงอดไม่ได้ที่จะเย้าแหย่ "ของจริงหรือเปล่าเนี่ย?"
"จริงสิ!"
"ฮ่าๆ โอเค งั้นฉันเอาค่ะ!"
เจียงชิงจ่ายเงินอย่างรวดเร็ว คุณปู่หลิววั่งซานคาดไม่ถึงว่าคนตรงหน้าจะตัดสินใจปุบปับขนาดนี้ จนทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ
พอได้สติกลับมา ใบหน้าชราก็ขึ้นสีแดงด้วยความเกรงใจ "แม่หนู ฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกันนะว่าข้างในมันจะเป็นของดีไหม"
เขาเองก็เพิ่งเคยมาที่นี่เป็นครั้งแรก สาเหตุหลักมาจากภรรยาที่บ้านป่วยและต้องใช้เงินด่วน เขาเห็นคนรอบ ๆ ตะโกนขายแบบนี้ แถมยังขายได้ตั้งหลายชิ้น เขาก็เลยลองเลียนแบบทำตามดูบ้าง
"วัยรุ่นเล่นพนันหินเหรอ? ใจกล้าไม่เบานี่ ระวังเถอะจะหมดตัวเอา"
โบราณว่าไว้ ผ่าทีเดียวจน ผ่าอีกทีรวย
"เปล่าค่ะ ฉันแค่เห็นว่าหินก้อนนี้มันสวยดีเฉย ๆ"
เจียงชิงยิ้มพลางโบกมือปฏิเสธ จากนั้นก็มองคุณปู่ที่มีสีหน้ากังวล "คุณปู่คะ คุณเพิ่งเคยมาที่นี่ครั้งแรกใช่ไหมเนี่ย?”
ใครเขาขายของแล้วมาบอกว่าของตัวเองไม่ดีกันล่ะ
หลิววั่งซานยกมือเหี่ยวย่นขึ้นมา "ช่วยไม่ได้จริง ๆ เมียที่บ้านป่วย ฉันก็เลยอยากลองมาที่นี่ดู เผื่อว่าจะหาเงินได้บ้าง"
เจียงชิงโยนหินในมือเล่นพลางมองคุณปู่ด้วยรอยยิ้ม "กล้าพนันไหมล่ะคะ ถ้าเกิดมันเปิดออกมาแล้วเป็นหยกเขียวขึ้นมาจริง ๆ ล่ะ?"
คนรอบ ๆ ต่างพากันคิดว่าเธอพูดจาอวดดี คนรุ่นก่อน ๆ ที่เล่นของพวกนี้มานานมองท่าทางฮึกเหิมตามประสาวัยรุ่นของเธอแล้วก็ได้แต่ส่ายหัวอย่างเอือมระอา
ยังเด็กเกินไปจริง ๆ
เมื่อก้าวเข้าสู่วงการพนันหิน ก็เหมือนตกลงไปห้วงทะเลลึก นับจากนี้เงินทองก็จะหายวับไปกับตา
ท่าทางที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจของเจียงชิง ดึงดูดความหมั่นไส้จากผู้คนรอบข้างได้อย่างรวดเร็ว