ตอนที่ 7 กลับกรุงเทพฯ
จากเหตุการณ์เมื่อคืนทำให้กิ่งกานดาตั้งใจหลบหน้าเขา เธอรีบอาบน้ำแต่งตัวออกไปฟาร์มไก่ทันทีโดยไม่รอใคร นาวินบ่นพึมพำคนเดียวเมื่อไม่เข้าใจผู้เป็นพี่ว่าทำไมไม่รอออกไปพร้อมกัน จะให้ขับตามไปทำไมหลายคันให้เปลืองน้ำมัน พิพัฒน์นั่งอมยิ้มอยู่คนเดียวเมื่อรู้ทันการกระทำของเธอ และวันนี้เขาจะรออยู่ที่บ้านไม่ออกไปกวนใจให้เธอต้องกระอักกระอ่วน
เสียงฝีเท้าที่เดินลงน้ำหนักอย่างไม่สม่ำเสมอ เพราะขาที่ใช้งานได้ไม่เต็มที่กับร่างกายที่โรยราไปตามวัย แสงแดดจ้าของบ่ายแก่ ๆ กระทบร่างของลุงแจ่มจนเหงื่อชุ่ม หลังกลับจากประชุมที่ตำบล และเดินจากปากทางเข้ามาในสวนเพราะขออาศัยติดรถไปกับคนในหมู่บ้าน
ด้วยสุขภาพที่ไม่ค่อยสู้ดีนัก อีกทั้งโรคความดันก็เข้ามาแทรก กิ่งกานดาจึงไม่ให้ผู้เป็นพ่อขับรถไปไหนมาไหนไกลๆ ตามลำพัง จากที่เคยมีอาการวูบและรถชนต้นไม้ข้างทางมาแล้ว แต่ชายชราผู้ดื้อดึงก็ยังอยากใช้ชีวิตตามปกติไม่อยากเป็นภาระให้เด็ก ๆ ต้องคอยรับคอยส่ง
อาหารมื้อเย็นถูกปรุงไว้รอสมาชิกเรียบร้อยแล้ว จากฝีมือของลุงแจ่มโดยมีพิพัฒน์เป็นผู้ช่วย รอแค่กิ่งกานดากลับจากฟาร์มมาเท่านั้น ไม่นานเสียงมอเตอร์ไซค์ก็วิ่งเข้ามาจอดที่หน้าบ้าน เจ้าขนุนที่ได้กลิ่นเจ้านายก็วิ่งออกไปรับทันที พร้อมกับนาวินที่เดินออกไปเปิดประตูรั้ว
“ทำอะไรอยู่เจ๊ รอกินข้าวจนจะไส้ขาดอยู่แล้ว” ผู้เป็นน้องบ่นพึมพำ
“ดีนะไม่ตายก่อน” ผู้เป็นพี่ที่สวนกลับทันทีพร้อมคำประชด ขณะที่เดินเข้าบ้าน ปรายตามองพิพัฒน์ที่กำลังสาละวนอยู่ที่โต๊ะอาหารกับลุงแจ่ม
“ทำอะไรกินอะพ่อ...หอมจัง?” เธอปรับสีหน้าให้ชิวและถามผู้เป็นพ่อ ลุงแจ่มหันมามองขณะที่ยกจานกับข้าวเดินมาวางที่โต๊ะ กำลังจะอ้าปากตอบก็เซถลามือคว้าอากาศหาขอบโต๊ะเพื่อพยุงตัว เมื่อภาพในสมองมันตัดและความมืดเข้ามาแทนที่ จานที่ถือในมือตกลงพื้นแตกกระจายเกลื่อนกลาดพร้อมกับเศษอาหาร
“พ่อ”
“ลุงแจ่ม”
กิ่งกานดาและพิพัฒน์กรูเข้ามาพร้อมกัน นาวินที่เพิ่งเดินเข้าไปล้างมือวิ่งออกมาทันที
“ลุงแจ่ม”
หน้าชายชราซีดเผือดเหมือนคนขาดเลือด ไร้ซึ่งสติสัมปชัญญะ
“โหน่งเอารถออกเร็ว” พิพัฒน์หันไปสั่งนาวิน
หน้าห้องตรวจของโรงพยาบาล กิ่งกานดาเดินกลับไปกลับมาด้วยอาการร้อนลน ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความกังวลด้วยห่วงผู้เป็นพ่อ ลุกขึ้นยืนและนั่งสลับกันไปมา พิพัฒน์นั่งอยู่เก้าอี้ถัดไปใกล้ ๆ เธอ
“ไม่เป็นไรหรอกคุณ ถึงมือหมอแล้ว” ปลอบใจหญิงสาวให้คลายกังวล
พร้อมกับพยาบาลที่เดินออกมาจากห้องตรวจและถามหาญาติคนไข้
นายแจ่มมีอาการเส้นเลือดหัวใจตีบ บวกกับโรคเก่าคือความดันทำให้อาการกำเริบ ต้องนอนพักรักษาตัวดูอาการที่โรงพยาบาลก่อน
“แกกลับบ้านไปก่อนเลยโหน่ง ฉันจะเฝ้าพ่อเอง” และหันมามองหน้าพิพัฒน์
“คุณด้วย”
“ผมจะอยู่เป็นเพื่อนคุณ” พิพัฒน์ตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง ส่งผ่านความห่วงใยออกมาทางสายตา และหันมาทางนาวิน
“โหน่งกลับไปเถอะพี่จะอยู่เฝ้าลุงแจ่มเป็นเพื่อนพี่กิ่งเองไม่ต้องห่วงหรอก”
กิ่งกานดาตักข้าวต้มในถ้วยขึ้นมาเป่า ก่อนจะจ่อใส่ปากผู้เป็นพ่อที่อิดออดไม่อยากจะกินอ้างแค่ว่าไม่หิว
“ไม่หิวก็ต้องกินจะได้แข็งแรงและได้กลับบ้านไว ๆ” เธอคะยั้นคะยอแกมบังคับด้วยความเป็นห่วง
พิพัฒน์นั่งมองหญิงสาวที่กำลังป้อนข้าวชายชราด้วยความรู้สึกหลากหลาย พร้อมกับภาพความทรงจำในวัยเด็กของตัวเองที่ผุดขึ้นมาให้เห็น เด็กชายที่งอแงไม่อยากกินข้าวก่อนไปโรงเรียน แต่ผู้เป็นแม่ก็หาเรื่องมาปะเหลาะให้กินจนได้ พลันก็ทำให้หัวใจชายหนุ่มรู้สึกเคว้งคว้างแววตาหม่นลง หากนายแจ่มเป็นอะไรไปในตอนนี้ ความรู้สึกของเธอคงไม่ต่างจากเขาตอนนั้น
เสียงสั่นจากโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น สายเรียกเข้าคือผู้กองก้องเกียรติ
“ว่าไงไอ้ก้อง”
(“ฉันเตรียมข้อมูลเรียบร้อยแล้วแกจะลงมาเมื่อไหร่?”)
ก้องเกียรติแจ้งความคืบหน้าในการเก็บข้อมูลหลักฐาน และต้องการให้เขาลงไปตรวจสอบรายละเอียดร่วมกับทนายเกษมที่กรุงเทพ พิพัฒน์หันไปมองสองพ่อลูกก่อนจะตัดสินใจบอกตารางกับก้องเกียรติไป
หลังหมดเวลาเฝ้าไข้และเข้าเยี่ยมลุงแจ่ม พิพัฒน์พากิ่งกานดาออกมากินข้าวที่ร้านอาหารใกล้โรงพยาบาล แม้เธอจะปฏิเสธแต่ทนความรบเร้าของชายหนุ่มไม่ได้
“ผมต้องกลับกรุงเทพฯ แล้ว” เขาเอ่ยขึ้นบนโต๊ะอาหาร กิ่งกานดาเงยหน้าขึ้นมองผู้พูดทันทีที่จบประโยค ก็เขาหายดีแล้วนี่นาเขาจะอยู่ต่อทำไม ถิ่นชนบทบ้านนอกคอกนาไม่ใช่ที่ที่เหมาะสำหรับเขาอยู่แล้ว ก่อนจะรีบปรับสีหน้า
“อือ...แล้วคุณจะกลับเมื่อไหร่”
“รอลุงแจ่มหายดีและกลับบ้านก่อน”
“แล้วคุณจะกลับมาที่นี่อีกไหม?” อยากจะถามเขาออกไปแบบนี้ แต่เลือกที่จะเงียบและตักข้าวใส่ปากเคี้ยว
“ผมต้องกลับไปดูข้อมูลกับทนายให้ละเอียด มีหลายเรื่องที่ต้องรีบเคลียร์ให้จบ” หญิงสาวพยักหน้า
“เสร็จแล้วผมจะรีบกลับมา” ช้อนที่กำลังตักข้าวอยู่ชะงักไปชั่วครู่ เขาหมายความว่ายังไง...จะรีบกลับมา...แต่ก็ไม่กล้าเอ่ยถามอยู่ดี ก่อนที่ชายหนุ่มจะเล่ารายละเอียดภูมิหลังที่เกี่ยวข้องกับคดีให้เธอรับรู้
สุเทพและพ่อของพิพัฒน์ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ ได้ร่วมทุนกันสร้างบ่อกุ้งด้วยน้ำพักน้ำแรงและมันสมองซึ่งทั้งสองเป็นเพื่อนรักกัน ต่อมากำไรที่ได้จากบ่อกุ้งสุเทพเก็บสะสมและหาแหล่งเงินทุนเพิ่มเพื่อสร้าง โรงแรมทรัพย์เทวากุล ตามความฝัน ต่อมาพ่อของพิพัฒน์เสียชีวิตจากเหตุการณ์ไฟไหม้บ่อกุ้ง แผนธุรกิจที่กำลังจะสร้าง ทรัพย์เทวากุล2 ต้องพักและหยุดชะงักไป
สุเทพเสียใจมากกับการจากไปของเพื่อนรักในครั้งนั้น ตามคำบอกเล่าของทนายวินัย พ่อของทนายเกษมที่อยู่ในเหตุการณ์ครั้งนั้นในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่
ศิริวรรณ แม่หม้ายลูกติดพราวเสน่ห์ได้เข้ามาพัวพันกับคุณสุเทพครั้งนั้นจนต้องเลิกรากับหญิงสาวต่างถิ่นซึ่งเป็นญาติทางฝ่ายแม่ของพิพัฒน์
ต่อมาสุเทพได้รู้จักกับชัยวัฒน์ นักธุรกิจไฟแรง และได้ชักชวนให้มาร่วมลงทุนในกิจการ โรงแรมทรัพย์เทวากุล 2 หลังจากสุเทพอยู่กินกับศิริวรณแล้ว
ชัชชาติวางสายสนทนาจากโทรศัพท์มือถือ พร้อมกับกำปั้นที่ทุบลงที่โต๊ะอย่างเดือดดาลเพื่อระบายโทสะ
“ตายยากจังนะไอ้พัฒน์” บ่นเสียงลอดไรฟันพร้อมกับขบกรามแน่น
หลังจากมีสายแจ้งมาว่าพิพัฒน์นั้นปลอดภัยดี และตอนนี้ได้เดินทางกลับเข้ามาในกรุงเทพแล้ว แต่ไม่ยอมเข้าบริษัทโดยเรียกทีมกฎหมายเข้าพบอย่างลับ ๆ
“นี่แกกำลังคิดจะทำอะไร” เขาพึมพำพูดคนเดียวในห้องหัวคิ้วขมวดเข้าหากัน และคาดเดาสิ่งที่พิพัฒน์กำลังจะทำขึ้นมาในหัว พร้อมกับเริ่มวางแผนรับเช่นเดียวกัน
