ตอนที่ 3 ค่าจ้าง
“ผมอยากได้โทรศัพท์สักเครื่อง และก็ของใช้ส่วนตัวนิดหน่อย”
พิพัฒน์เอ่ยขึ้น เมื่อขอให้สองพี่น้องพาออกมาทำธุระข้างนอก หลังจากที่ก้องเกียรติโอนเงินเข้าบัญชีให้เรียบร้อยแล้ว โดยผ่านบัญชีของนาวิน เมื่อชายหนุ่มไม่ไว้ใจคนที่อยู่ในมุมมืด และจะไม่ใช้บัตรและช่องทางการเงินของตัวเอง เขาปิดสัญญาณมือถือเครื่องเก่าที่พกติดตัวในวันเกิดเหตุไว้ จนกว่าจะหาความจริงได้
“เจ๊ พาพี่พัฒน์ไปละกันนะ ฉันแวะไปหาเพื่อนแป๊บนึง” หลังจากทำธุระเรื่องการเงินที่ธนาคารเรียบร้อยแล้วนาวินก็หาเรื่องชิ่งหนี หยิบกระเป๋าสะพายของตัวเองขึ้นมาและยื่นกุญแจรถให้ผู้เป็นพี่
“ไม่ได้” กิ่งกานดาเสียงแข็ง
“หน้าที่แกยังไม่จบจะหนีไปไหน?”
“แต่เจ๊ก็ได้ค่าจ้างเหมือนกันนี่นา” นาวินหันมาตัดพ้อพี่สาว ก่อนจะหันหลังเดินจากไปโดยไม่สนคำทัดทานของผู้เป็นพี่เลยสักนิด
“ไปนะพี่พัฒน์ ถ้าเสร็จเร็วกลับก่อนได้เลย...บาย” หันมาส่งยิ้มและยกมือขึ้นโบกลา ยักคิ้วให้พี่สาวด้วยท่าทีกวนประสาท
“ไอ้โหน่ง” กิ่งกานดาตะโกนตามหลังอย่างหัวเสีย นี่เธอต้องมารับภาระให้อยู่ดูแลชายแปลกหน้าคนนี้หรือยังไง เป็นอะไรกันหรือก็เปล่า ก่อนจะถอนหายใจอย่างจำยอม แต่อย่างน้อยก็ได้ค่าจ้างล่ะน่า ปลอบใจตัวเอง
“ผมคงไม่ได้ทำให้คุณอึดอัดใช่ไหม?” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นท่าทีของหญิงสาว
“ฉันมีทางเลือกอื่นหรือไง?” มองค้อนเขาอย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนจะเดินนำหน้าเข้าไปในร้านสะดวกซื้อ พิพัฒน์เดินสามขาตามเข้าไปอย่างทุลักทุเล
หลังจากซื้อของใช้ส่วนตัวเป็นที่เรียบร้อย ก็ต่อด้วยร้านขายโทรศัพท์มือถือ ใช้เวลาพูดคุยกับพนักงานแค่ไม่กี่นาทีทุกอย่างก็ถูกจัดแจงให้เสร็จสรรพ ก่อนสองหนุ่มสาวจะเดินกลับรถ กิ่งกานดาทำหน้าที่เป็นสุภาพสตรีที่ถือทุกอย่างในมือให้ เมื่อชายหนุ่มต้องพยุงขาที่สามและเดินกลับอย่างยากลำบาก
กิ่งกานดาวางของในมือเก็บเข้าไปไว้ในรถ เปิดประตูทางด้านคนขับกำลังจะขึ้นนั่งประจำที่
“หยุดนะโว้ย” เสียงเด็กหนุ่มที่วิ่งไล่กันมาตามทางคับแคบพร้อมกับเสียงหัวเราะ หญิงสาวหันไปมองตามเสียงนั้น พร้อมกับร่างของพิพัฒน์ที่ถูกกระแทกเต็มแรงจนเสียหลัก และเซถลา หน้าคะมำล้มลงไปกองอยู่กับพื้น ด้วยสัญชาตญาณชายหนุ่มใช้มือค้ำพยุงตัวไว้ไม่ให้ใบหน้าถูไปกับพื้นถนน เมื่อไม้ค้ำสามขากระเด็นออกห่างตัวไป
“คุณ เป็นอะไรหรือเปล่า?”
กิ่งกานดาเอ่ยถามด้วยความตกใจ เพียงแค่ไม่กี่ก้าวเธอก็ถึงตัวชายหนุ่มแล้ว หญิงสาวคุกเข่าลงกับพื้นพยุงร่างเขาให้ลุกขึ้นนั่ง
“ไม่เป็นไรครับ” หัวคิ้วขมวดเข้าหากันด้วยอาการปวดหนึบที่ขาจากการล้มอย่างไม่เป็นท่า ชายหนุ่มยกมือที่เพิ่งถูครูดไปกับพื้นถนนเมื่อครู่ขึ้นมาดู รอยถลอกจนเลือดไหลซิบ แถมระบมจนรู้สึกปวดอีกต่างหาก ดูเหมือนมันจะเคล็ดแล้วกระมังเขาคิดในใจ ที่ขายังไม่ทันหายดีก็มาซ้ำที่มืออีกเสียแล้ว
“ไอ้เด็กบ้าขอโทษสักคำก็ไม่มี” เธอบ่นพึมพำมองตามสองหนุ่มที่วิ่งไล่กันไปตามทางโดยไม่รู้สึกผิดแม้แต่น้อย
กิ่งกานดาพยุงชายหนุ่มให้ลุกขึ้นยืน เอื้อมมือไปโอบรอบเอวเขาไว้ ยกแขนชายหนุ่มมาพาดคอเธอ แต่เนื่องด้วยร่างเล็กที่พยายามจะเป็นที่ยึดให้ร่างใหญ่ จึงทำให้ดูเหมือนมันจะยากลำบากเข้าไปอีก
“ค่อย ๆ เดินนะคุณ” มือดันเอวเขาให้เดินไปข้างหน้า อีกมือประคองแขนที่คล้องคอเธออยู่ รถจอดอยู่ใกล้แค่ไม่กี่ก้าว แต่มันช่างยากเย็นเสียจริง
“เฮ้อ”
หญิงสาวถอนหายใจอย่างโล่งอก เมื่อพาเขาเข้ามานั่งในรถได้สำเร็จ และเดินกลับไปหยิบไม้ค้ำสามขาของเขาขึ้นมาเก็บในรถ
“ขอบคุณครับ” พิพัฒน์เอ่ยขอบคุณพร้อมกับตวัดสายตามองหญิงสาวข้างกาย ที่ขึ้นนั่งประจำที่คนขับเรียบร้อยแล้ว
“ไม่เป็นไร” เธอตอบห้วน ๆ แบบไม่มีหางเสียงก่อนจะติดเครื่องยนต์และขับออกไป
ก็แค่ผู้หญิงแข็ง ๆ ที่หัวใจอ่อนโยนสินะ พิพัฒน์คิดในใจ
หลังอาหารเย็นชายหนุ่มก็เข้าไปพักผ่อนในห้อง ใช้โทรศัพท์เครื่องใหม่ที่เพิ่งได้มากดโทรหาก้องเกียรติทันที
ความเป็นไปในบ้านและที่ทำงานหลังจากที่พิพัฒน์หายตัวไป ดาวิกา ผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของเขา ก็จัดการทุกอย่างแทนอย่างเสร็จสรรพ อีกทั้งยังไปมาหาสู่กับ ชัชชาติ อย่างออกหน้าออกตา โดยไม่สนคำครหาจากสังคมเลยแม้แต่น้อย
“ฉันให้คนตามเก็บหลักฐานไว้ให้แกหมดทุกชอตเรียบร้อย” คำบอกเล่าจากก้องเกียรติ
พิพัฒน์และดาวิกาที่ต้องแต่งงานกันตามข้อตกลงทางธุรกิจ ที่ผู้เป็นพ่อของทั้งสองฝ่ายได้กำหนดไว้ร่วมกัน ภาพเหตุการณ์ในอดีตก็ผุดขึ้นมาในความทรงจำของชายหนุ่ม
คืนนั้น ในขณะที่พิพัฒน์ยังอยู่ชั้นมัธยมปลาย เขาตื่นมาเข้าห้องน้ำกลางดึกและกะจะเดินเข้าครัวเพื่อหาน้ำดื่ม เสียงสนทนาในห้องโถงทำให้ขาที่กำลังก้าวชะงักค้างไว้ ศิริวรรณและสุเทพ สองสามีภรรยาที่กำลังปะทะคารมกันอยู่ สุเทพคงได้ที่แล้วจากแอลกอฮอล์ที่เติมเข้าไปตั้งแต่หัวค่ำ
“วรรณไม่เห็นด้วยนะคะ ที่คุณรับพิพัฒน์เป็นบุตรบุญธรรม คุณก็ส่งเสียทุกอย่างอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนให้มีผลทางกฎหมายเลย ยัยรินจะคิดยังไง คุณห่วงความรู้สึกลูกบ้างหรือเปล่า?”
เสียงที่ไม่ค่อยจะสบอารมณ์ของศิริวรรณ
“รินลดาไม่คิดอะไรหรอก คนที่คิดคือคุณต่างหาก” สุเทพพูดโดยไม่มองหน้าภรรยา ยกแก้วไวน์ในมือขึ้นจิบอย่างใจเย็น
“ผมอยากมีลูกชาย” เขาวางแก้วไวน์เปล่าในมือลง เอนหลังพิงพนักโซฟาอย่างผ่อนคลาย
คำพูดประโยคนี้มันช่างเหมือนมีดปลายแหลมสักพันเล่ม ที่ปักลงตรงกลางอกของศิริวรรณและกรีดลึกซ้ำลงไป ชัชชาติคือลูกติดของเธอ ที่หอบหิ้วมาอยู่กับสุเทพตั้งแต่เขายังเด็ก แต่สุเทพไม่เคยสนใจลูกชายของเธอเลย แต่กลับเอ็นดูและเมตตาพิพัฒน์อย่างออกหน้าออกตา ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ระหองระแหงมาเรื่อย ๆ พิพัฒน์รู้มาโดยตลอด รวมทั้งสุขภาพของผู้เป็นพ่อทำให้เขาห่วงและคอยดูแลอยู่ไม่ห่าง
“คุณไม่เมตตา ตาชัช วรรณก็ไม่ว่า แต่ขอให้นึกถึงความรู้สึกของยัยรินบ้าง ขอให้คุณยกเลิกความคิดนี้นะคะ ลูกเราก็มีอยู่แล้ว วรรณไม่ยอม”
“คุณแน่ใจเหรอว่าลูกเรา...ผมเป็นหมันจะมีลูกกับคุณได้ยังไง?” และแล้วคำพูดที่เก็บไว้ในใจมาตลอดหลายปีก็หลุดออกมาจนได้
ศิริวรรณเหมือนถูกช็อตด้วยกระแสไฟเมื่อได้ฟังประโยคนี้จากปากผู้เป็นสามี เธอไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าสุเทพจะรู้ความจริงเรื่องนี้ พิพัฒน์เองก็เช่นกัน
พิพัฒน์เติบโตมาด้วยความรักจากสุเทพเหมือนเป็นบุตรแท้ ๆ หลังจากเข้ามหาวิทยาลัยเขาก็ถูกให้หมั้นหมายกับดาวิกาลูกสาวของชัยวัฒน์ เพราะความหวาดระแวงเรื่องผลประโยชน์และธุรกิจของทั้งสองฝ่ายทั้งที่ร่วมกันก่อตั้งมา
สุเทพรู้ความจริงมานานแล้ว ว่าภรรยาและเพื่อนร่วมธุรกิจแอบเป็นชู้กันจนตั้งท้องรินลดาขึ้น แต่ไม่เคยปริปากพูดเนื่องจากผลประโยชน์และเงื่อนไขทางธุรกิจค้ำคออยู่ อีกทั้งเกรงจะกระทบกับหุ้นของโรงแรม เขาจึงพยายามผลักดันการเรียนรู้ธุรกิจให้กับพิพัฒน์มาโดยตลอดเพื่อสานต่อกิจการของเขา พยายามหาหลักฐานและเก็บข้อมูลการทุจริตทุกอย่างไว้เพื่อโอนถ่ายอำนาจทางธุรกิจ แต่สองต่อหนึ่งนั้นมันไม่ง่ายเลย อีกทั้งศิริวรรณกับชัยวัฒน์คอยระวังตัวอยู่เสมอ
เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นในคอนโดหรูใจกลางเมืองกรุงเทพ ชัชชาติกดรับสายจากปลายทางที่โทรเข้ามาแจ้งความคืบหน้า เรื่องที่เขามอบหมายไป
(“เรียบร้อยครับนาย ตามที่นายสั่งทำให้เหมือนเป็นอุบัติเหตุ แต่ตอนนี้ยังหาตัวไม่เจอครับ”)
“ตามให้เจอและจัดการให้เรียบร้อย ก่อนพ่อมึงจะเจอก่อน”
จากข้อมูลที่ได้มาว่าตำรวจก็กำลังเร่งสืบหาตัวพิพัฒน์อยู่เช่นกัน
