บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 1 จุดเริ่มต้น

ถนนในชนบทในเวลากลางคืน ที่ถูกล้อมรอบด้วยความมืดและเงียบสงัด แม้จะยังไม่ดึกมากนักแต่ก็ถูกปกคลุมด้วยความเปลี่ยวจนน่ากลัว มีเพียงรถเก๋งคันหรูเพียงคันเดียวที่วิ่งไปตามทางเรื่อย ๆ อาศัยแสงไฟจากหน้ารถที่สาดส่องให้ความสว่างเพียงเท่านั้น

เสียงพูดคุยไม่ขาดสายเพื่อทำลายความเงียบภายในห้องโดยสารมีอยู่เป็นระยะ ของคนขับกับเจ้านายหนุ่มที่นั่งอยู่เบาะหลัง

“ฉันว่าเราออกจากตัวเมืองมาไกลแล้วนะหาที่พักก่อนดีกว่านายเข้ม พรุ่งนี้ค่อยว่ากันอีกที” พิพัฒน์เอ่ยปากกับพลขับหนุ่ม

“ครับคุณพัฒน์”

“พิพัฒน์ ทรัพย์เทวากุล” นักธุรกิจหนุ่มทายาทโรงแรมหรูในภาคใต้และบริษัทในเครืออีกมากมายในกรุงเทพฯ กำลังออกเดินทางมุ่งสู่ขอนแก่น เพื่อตามหาญาติผู้ใหญ่ตามที่อยู่ในเอกสารประวัติพนักงาน ที่เขาเคยเจอในรูปถ่ายคู่กับมารดาของเขาในครั้งที่เธอยังมีชีวิตอยู่

รถวิ่งตามทางเปลี่ยวไปเรื่อย ๆ โทรศัพท์มือถือที่เปิดตัวนำทางก็ยังคงส่งเสียงทำงานอยู่เป็นระยะ แสงไฟจากหน้ารถคันหลังที่ขับตามมาสาดกระทบที่กระจกมองข้างเป็นครั้งคราว ยังดีที่มีเพื่อนร่วมทางในถนนมืดและเปลี่ยวแบบนี้ชายหนุ่มคิดในใจ เขาเอนหลังพิงเบาะหลับตาผ่อนคลาย หลังจากเร่งเคลียร์งานให้จบในวันนี้ก็ค่อนบ่ายทำให้ออกเดินทางช้า ยังไม่ถึงจุดหมายก็มืดเสียแล้ว

ถนนเส้นนี้ตัดผ่านภูเขาเล็กสองลูกเพื่อใช้เป็นทางลัด รถวิ่งมาถึงบริเวณเนินเขา แสงไฟจากหน้ารถสาดส่องโขดหินสองข้างทางที่ตัดเป็นถนนตรงกลาง เขาลืมตา สอดสายตาส่องผ่านกระจกมองหลังบนหน้ารถ รถคันหลังเร่งความเร็วตามมาไม่ให้เว้นห่าง เมื่อถึงทางโค้งขึ้นเนินเขากลับชะลอความเร็วลงทิ้งระยะห่างไกลออกไป

ทันทีที่รถเลี้ยวโค้งตามไหล่เขา รถกระบะคันเดิมก็ขับตามมาทัน พร้อมกับเร่งความเร็วขึ้น พุ่งเข้าชนกับรถเก๋งคันหน้าแบบไม่ให้ตั้งตัว

โครม!

เอี๊ยด...

“เฮ้ย” เข้มเปล่งเสียงออกมาทันทีด้วยความตกใจ มือจับพวงมาลัยแน่นบังคับรถไว้ให้ทรงตัว พิพัฒน์หันกลับไปมองรถเจ้าปัญหาที่ก่อเหตุด้านหลังด้วยความตกใจเช่นกัน

เมื่อด้านหน้าเป็นทางโค้งอันตราย เข้มเรียกสติตัวเองให้กลับมา มือยังกำพวงมาลัยไว้แน่นเพื่อไม่ให้รถเสียหลัก ยังไม่ทันได้พูดอะไรต่อ รถก็โดนกระแทกชนซ้ำอีกครั้ง และชนกระแทกซ้ำอีกเป็นครั้งที่สาม คราวนี้รถหมุนเคว้งและไถลพลิกตลบคว่ำลง ตะแคงถูครูดไปกับถนนบวกกับเสียงเบรกดังสนั่นในความเงียบ พร้อมกับเสียงนกบนต้นไม้ที่กระพือปีกบินหนีด้วยความตกใจ

จากแรงกระแทกทำให้รถชนเข้ากับโขดหินที่กองรวมจากการสร้างถนน ต้นไม้ใหญ่ด้านหน้าเป็นตัวรับแรงกระแทกและชะลอรถไว้ไม่ให้ตกเขา แสงไฟจากหน้ารถที่กำลังทิ่มหัวลงด้านล่างส่องลงไปในความมืด และอีกไม่นานรถคงล่วงไปอยู่ด้านล่างเป็นแน่ พิพัฒน์ไม่มีเวลาคิดอะไรมาก เขาปลดสายเข็มขัดนิรภัยออกจากตัวอย่างรีบเร่ง

“เข้ม...เข้ม” ตะโกนเรียกคนขับแต่ไม่มีเสียงตอบรับใด ๆ

นายเข้มที่นิ่งไม่ขยับเขยื้อนสายเข็มขัดนิรภัยยังคาดอยู่ที่หน้าอก พิพัฒน์หันกลับไปมองด้านหลัง แสงไฟจ้าจากหน้ารถคู่กรณีสาดกระทบมาจนแสบตามองไม่เห็นภาพใด ๆ รถกระบะคันนั้นจอดนิ่งอยู่สักพัก

อุบัติเหตุ หรือการปล้นชิงทรัพย์? คือคำถามที่ผุดขึ้นมาในหัวตอนนี้

หากออกจากตัวรถไปตอนนี้คงไม่ปลอดภัยเป็นแน่ แล้วเข้มอีกล่ะ

ในระหว่างที่กำลังครุ่นคิดและตัดสินใจอยู่นั้น รถกระบะคันเดิมก็พุ่งเข้ากระแทกกับรถเก๋งอีกครั้ง หน้ารถทิ่มลงหน้าผา ครูดกับโขดหินและกิ่งไม้ใหญ่ถลาตกลงไปด้านล่าง

บรรยากาศตอนเช้าตรู่ในชนบทที่สดใส ฝูงนกที่ออกหากินบินถลาอยู่บนท้องฟ้าส่งเสียงกังวานเซ็งแซ่สลับกันไปมาในยามเช้า แสงแดดยังไม่มีให้เห็น มีเพียงกลุ่มหมอกบาง ๆ ปกคลุมทั่วบริเวณไกลสุดลูกหูลูกตา ด้านหน้ามองเห็นสันเขาและทิวทัศน์สลัว ๆ

กิ่งกานดา ขับรถกระบะเก่า ๆ คู่ใจวิ่งไปตามถนนลูกรัง ด้านข้างคือชายชราผู้เป็นพ่อนั่งคู่มาด้วย ด้านหลังรถเป็นอุปกรณ์สำหรับตัดหญ้า และชายหนุ่มวัยเลยเบญจเพสนอนเอกเขนกร้องเพลงแข่งกับนกอย่างอารมณ์ดี เธอขับไปเรื่อย ๆ บนทางลูกรังขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อ ทำให้รถโยกโครงเครงอยู่เป็นระยะ แต่คนขับและผู้โดยสารกลับพูดคุยหัวเราะกันอย่างอารมณ์ดี เส้นทางนี้เป็นทางลัดสามารถตัดผ่านถนนใหญ่ทะลุออกสวนสัตว์ที่ภูเขาลูกใหญ่ด้านหน้า

เสียงนกน้อยใหญ่ที่เกาะตามกิ่งไม้ร้องเจื้อยแจ้วก้องกังวานสลับกันไปมา ปลุกชายหนุ่มให้ลืมตาขึ้น แสงแดดอ่อน ๆ ยามเช้าส่องลอดตามช่องของกิ่งไม้ลงมากระทบใบหน้า เขาลืมตาขึ้นมองกวาดสายตาไปรอบบริเวณ อาการปวดตุบ ๆ ตรงขมับทั้งสองข้างจนต้องขมวดคิ้ว ระบมไปทั้งตัว พิพัฒน์ใช้ข้อศอกดันพื้นเพื่อพยุงตัวลุกขึ้นนั่ง แต่ต้องชะงักเมื่ออาการปวดที่ขาร้าวมาถึงสะโพก

ชายหนุ่มใช้กำลังแขนยันพื้นยกสะโพกขึ้นนั่งมองดูขาข้างซ้ายที่ตอนนี้ขยับไม่ได้ และรอยขีดข่วนฟกช้ำตามแขน พิพัฒน์ยกมือขึ้นกุมขมับและนวดคลึงเบา ๆ เสยผมซึ่งแข็งและเหนียวเกรอะกรังจากคราบเลือดที่แห้งแล้ว

ภาพจากเหตุการณ์เมื่อคืนวิ่งเข้ามาในหัว เขาลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพลางหาคำตอบให้กับตัวเอง ไม่ใช่อุบัติเหตุแน่นอนและไม่ใช่การปล้นชิงทรัพย์ หากเป็นโจรก็ต้องเข้ามารื้อค้นหาของมีค่า หรือถ้าเป็นอุบัติเหตุจะต้องรีบขับรถหลบหนีทันที พวกมันเป็นใคร ? คือคำถามที่ค้างอยู่ในหัวของเขา

พิพัฒน์ ทรัพย์เทวากุล หรือชื่อนี้ของเขาที่เป็นจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์เมื่อคืน หากเขาโดนลอบทำร้ายจริงพวกมันคงทำให้คล้ายว่าเป็นอุบัติเหตุ ชายหนุ่มคิดในใจ และนึกห่วงความปลอดภัยของนายเข้ม ไม่รู้จะเป็นตายร้ายดีอย่างไร

เสียงรถเครื่องเกษตรและมอเตอร์ไซค์ วิ่งผ่านเป็นระยะให้ได้ยินเสียงเพียงแว่วๆ แสดงว่าถนนคงอยู่ไม่ห่างจากจุดนี้มากนัก เขามองหาไม้มาผูกดามท่อนขาที่หักและฉีกแขนเสื้อแจ็กเกตออกและมัดไว้

ชายหนุ่มเดินกะโผลกกะเผลกออกมาแบบไม่รู้จุดหมาย แต่ไปตามเสียงรถที่คิดว่าน่าจะเป็นถนน แต่เดินไปได้เพียงไม่นานก็ต้องหยุดเพราะแรงปวดจากขา เขานั่งพิงต้นไม้ใหญ่เป่าปากผ่อนลมหายใจทิ้ง เนื่องจากไม่ได้พักติดต่อกันมาหลายคืนยังต้องมานอนตากน้ำค้างยันสว่าง ด้วยความอ่อนล้าทำให้เขาผล็อยหลับไป

กิ่งกานดาจอดรถที่ตีนเขา ด้านหน้าเป็นลานหญ้าคาบริเวณกว้างจุดมุ่งหมายของวันนี้ คือการเกี่ยวหญ้าคาเพื่อใช้มุงหลังคากระท่อมท้ายสวน

“สังกะสีมีเยอะแยะ จะเกี่ยวหญ้าให้มันเหนื่อยยุ่งยากทำไมก็ไม่รู้” โหน่ง หรือ นาวิน หลานชายตัวแสบของบ้านบ่นพึมพำ

“สังกะสีมันร้อน ไม่ได้ฟิวเข้าใจไหม?” พี่สาวตอบยิ้ม ๆ

แดดเริ่มแรงขึ้นในตอนสายก็ได้จำนวนหญ้าตามที่ต้องการ

“ไอ้โหน่งไปไหนแล้วพ่อ?” เอ่ยถามนายแจ่มขณะนั่งพักอยู่ใต้ต้นไม้

“เดี๋ยวก็คงมาไปฉี่ละมั้ง”

กิ่งกานดา บุตรสาวเพียงคนเดียวของ ตาแจ่ม อดีตผู้ใหญ่บ้านเขาหญ้าคา ที่รับเลี้ยงนาวินลูกของน้องชายมาตั้งแต่เด็ก หลังจากพ่อของเขาตรอมใจและดื่มหนักจนป่วย แม่ของเขาทิ้งไปตั้งแต่คลอดเขาได้เพียงเดือนกว่าเท่านั้น และหลังจากนั้นไม่นานพ่อของเขาก็เสียชีวิตลง

ไม่นานผู้ที่ถูกถามหาก็วิ่งออกมาจากป่าหน้าตาตื่น

“พี่กิ่ง…ลุงแจ่ม...ช่วยหน่อย”

“อะไรของเอ็งวะไอ้โหน่ง?”

ทั้งสามหยุดยืนมองชายหนุ่มแปลกหน้า ที่นั่งพิงต้นไม้อยู่ด้วยสภาพที่ไม่ค่อยจะสู้ดีนัก เขาพยายามเปิดเปลือกตาขึ้นมองอย่างยากลำบาก แต่มันหนักอึ้งเหมือนถูกดึงไว้จนต้องหลับลงอีกครั้ง ได้ยินเพียงเสียงคุยกันสะท้อนเข้ามาในหัว

“ขาหักด้วยนี่ อุบัติเหตุหรือเปล่า”

“ไข้ขึ้นสูงด้วย”

“ท่าทางไม่ใช่คนแถวนี้”

“พาไปโรงพยาบาลก่อน”

กิ่งกานดานั่งรอด้านหน้าห้องฉุกเฉิน มองดูผู้เป็นพ่อที่เดินกลับจากให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่พยาบาล นายแจ่มนึกถึงคำพูดของชายหนุ่มที่ขอร้องหลังจากได้สติระหว่างทาง เขากลัวคนร้ายกลับมาหาข้อมูลของเขาที่โรงพยาบาล อดีตผู้นำหมู่บ้านอย่างลุงแจ่มจะทิ้งคนที่ตกอยู่ในอันตรายได้อย่างไร และได้ให้ใช้ชื่อของ นาวิน แทน

“เขาเป็นยังไงบ้างพ่อ?”

“ขาหักต้องเข้าเฝือก ไข้ขึ้นสูงต้องนอนโรงพยาบาล เดี๋ยววันนี้พ่อจะอยู่เฝ้าเขา แกกับไอ้โหน่งกลับกันไปก่อนเลย”

“เขาไม่มีญาติเหรอ เราติดต่อญาติเขาสิพ่อ” ชายชรามองหน้าบุตรสาวก่อนเล่าเรื่องราวให้เธอฟัง ด้วยความเป็นห่วงความปลอดภัยของชายแปลกหน้า นายแจ่มจึงอยู่เป็นเพื่อนเฝ้าเขาอยู่ที่โรงพยาบาลในระหว่างรักษาตัว

หลังจากฟื้นจากพิษไข้พิพัฒน์ได้ทบทวนอยู่หลายรอบ และกังวลในความปลอดภัยของตัวเอง เพราะยังไม่มีคำตอบให้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หรืออาจจะเป็นศัตรูที่อยู่ในมุมมืด และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพวกมันเป็นใคร จึงขอออกมาพักรักษาตัวข้างนอกให้หายดีเสียก่อน เพราะสิ่งที่ผู้เป็นพ่อฝากฝังไว้ให้เขาทำยังไม่บรรลุเป้าหมาย

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel