ตอนที่ 4 ไร้ซึ่งหนทาง
"ครับเสี่ย ผมกำลังเร่งครับ"
[ มึงพูดแบบนี้มากี่รอบแล้วไอ้นิธิ พลัดกูมาสามเดือนแล้ว ]
"โธ่เสี่ย เสี่ยก็รู้..."
[ กูไม่รู้ กูรู้แต่ว่าอีกหนึ่งอาทิตย์มึงไม่คืนทั้งต้นทั้งดอก แม้แต่บ้านมึงก็จะไม่มีที่ซุกหัวนอน ]
ปลายทางตัดสายทิ้งทันที มืดแปดด้านกับการเป็นหนี้นอกระบบรวมทั้งต้นทั้งดอกเกือบห้าแสน นิธิขอยืมเสี่ยชัชและยินดีจ่ายร้อยละยี่ หลังจากที่นำเงินก้อนนั้นมาลงทุนทำธุรกิจร้านอาหารที่มีโต๊ะเพียง 10 โต๊ะ แต่ด้วยเศรษฐกิจที่ซบเซาทำให้กิจการเจ้งไม่เป็นท่า ไหนจะบ้านที่เคยกู้ซื้อกับภรรยา จันทร์เจ้า ตอนนี้มันขาดส่งมาหลายเดือนแล้ว นิธิมีปัญหาเรื่องการเงิน ไม่ได้เกิดจากการเล่นพนันหรือใช้ในทางที่ไม่ดี ทุกอย่างเกิดจากการลงทุนทำธุรกิจบ้างหรือไม่ก็โดนนักลงทุนด้วยกันโกงบ้าง
"จันทร์ ช่วยผมหน่อยผมตันหมดแล้ว"
จุดธูปปักในกระถางคุยกับภรรยาที่เสียชีวิตไปเมื่อ 5 ปีก่อน แต่ก่อนทั้งสองเป็นคนมีฐานะแต่เหตุการณ์ต่างๆประเดประดังเข้าจนทำให้ล้มลุกคุกคลานมาหลายปี อีกทั้งในปีนี้เป็นปีที่เจ้าขา ลูกสาวคนเดียวจะเตรียมตัวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย คิดไม่ตกหาทางออกไม่เจอ ไหนจะค่าใช้จ่ายค่าชุดค่าหนังสือค่าเทอมค่าอยู่ค่ากิน ยังไม่รู้ว่าหามาจากไหน ซ้ำปัญหาหนี้สินรุงรังรัดตัวจนบางทีอยากจะตามจันทร์เจ้าไปอยู่ด้วยกันให้มันสิ้นเรื่อง แต่พอนึกถึงหน้าเจ้าขา ลูกสาวในวัยแรกแย้มวัยกำลังสดใสก็ต้องฉุกคิดการแก้ปัญหาที่เห็นแก่ตัวที่จะทิ้งลูกสาวให้เผชิญเพียงคนเดียว
นามบัตรหนุ่มใหญ่ใจดีพ่อเลี้ยงทินกรที่เคยให้ไว้เมื่อหลายปีก่อนควักออกจากกระเป๋าสตางค์ นิธิได้รู้จักกับทินกรโดยบังเอิญจากการรับวัตถุจากไร่มาใช้ประกอบอาหารในร้านในครั้งที่ยังมีธุรกิจ แต่พอทุกอย่างมันไปไม่ได้ก็ไม่ติดต่อกันอีกเลย
พ่อเลี้ยงทินกรหนุ่มใหญ่วัยไล่เรี่ยกับนิธิ เป็นพ่อหม้ายเมียตายจากอุบัติเหตุ แต่หลังจากนั้นก็ไม่มีใครเป็นตัวเป็นตน พอได้กลับมามีชีวิตโสดก็ดันชอบกลับชีวิตที่ไม่ต้องผูกพันธ์ หนุ่มโสดมีเงินมหาศาลก็เป็นธรรมดาที่จะมีสาวน้อยสาวใหญ่แวะเวียนกันมาแบบหัวกะไดไม่แห้ง ด้วยนิสัยเจ้าชู้เป็นทุนเดิมเลยไม่คิดที่จะแต่งงานใหม่อีกครั้ง แต่ทว่าก็มักจะรับเด็กๆไปดูแลหรือบางทีก็ซื้อตัวผู้หญิงไปอยู่เป็นเพื่อนคลายเหงา
ในสถานการณ์แบบนี้ หากจะยัดเหยียดลูกสาวให้พ่อเลี้ยงทินกรมันก็ไม่มีอะไรเสียหายแม้จะถูกตราหน้าเป็นพ่อที่เลว สถานการณ์มันจวนตัวให้ต้องทำ ถ้าลูกสาวทำตัวน่ารักพ่อเลี้ยงทินกรคงเอ็นดูและเลี้ยงดูปูเสื่อเป็นอย่างดี นอกจากจะได้เงินมาจัดการภาระหนี้สิน ลูกสาวจะได้เรียนต่อแม้มันต้องแลกกับความสาวความสวยของลูกก็ตาม
ดูเป็นคนเห็นแก่ตัวดีๆนี้เอง แต่หากยังอยู่แบบนี้ลูกสาวต้องลำบากไปเรื่อย หากส่งไปอยู่พ่อเลี้ยงน่าจะทำให้ลูกสบายขึ้น และเป็นความคิดของคนเป็นพ่อโดยไม่ถามความคิดของเห็นของลูกเลย
นิธิต่อสายหาเจ้าของนามบัตรทันที โชคดีที่มันโทรติดเป็นผลให้คนทั้งสองได้คุยกันอีกครั้งในรอบหลายปี
[ สวัสดีครับ ผมพ่อเลี้ยงทินกร ] ปลายสายแนะนำตัวเองทันทีเพราะเป็นคนใหญ่คนโต การเปิดประเด็นด้วยการเอ่ยชื่อเป็นนิสัยที่ทำมาเป็นเวลานาน
"พ่อเลี้ยงเหรอครับ ผมนิธิ"
[ นิธิ ] ครุ่นคิดไปสักพัก เขารู้สึกคุ้นกับชื่อนี้เหมือนได้ยินที่ไหนแต่ก็นึกไม่ออก
"นิธิ เจ้าของร้านอาหารที่เคยสั่งวัตถุจากพ่อเลี้ยงไงครับ"
[ อ่อ นิธิ ] นึกออกทันทีว่าเคยทำธุระกิจด้วยทว่าช่วงหลังก็ห่างหายโดยไม่ทราบสาเหตุ
"......."
[ เป็นยังไงบ้างกิจการคงจะขยายเติบโตไปมาก ]
"ช่างมันเถอะครับ ผมมีเรื่องอยากให้พ่อเลี้ยงช่วย" นิธิเบี่ยงที่จะคุยเรื่องอดีตที่เกือบทำกระอีกเลือดพอตัว จากนั้นนิธิก็เล่าเรื่องราวและปัญหาทั้งหมดให้พ่อเลี้ยงฟังอย่างไว้ใจ โดยไม่ระเคะระคายหรือสืบให้แน่ใจดูก่อนว่าการให้พ่อเลี้ยงช่วยในครั้งนี้จะมีผลดีแก่ลูกสาวอย่างเจ้าขาหรือไม่
[ 555 นึกว่าเรื่องอะไร ฉันเห็นเจ้าขามาตั้งแต่เด็ก สมัยนายยังซื้อขายกับฉัน อย่าพูดมาให้ฉันช่วยซื้อตัวเจ้าขา เอาเป็นว่าฉันจะรับเจ้าขามาดูแลให้เหมือนลูกคนนึง ] พ่อเลี้ยงทินกรอาสาดูแลตามที่คิดไว้จริงๆ เมื่ออีกฝ่ายรับปากว่าจะดูแลราวกับลูกคนหนึ่งโดยไม่มีอย่างอื่นมาเกี่ยวยิ่งทำให้นิธิสบายใจว่าส่งลูกสาวให้ผิดคน พ่อเลี้ยงทินการดูอบอุ่นกว่าที่คิดและเอ็นดูเจ้าขาเยี่ยงลูก
"จริงเหรอครับพ่อเลี้ยง" นึกว่าหูฝาด ในที่ตอนแรกคิดว่าพ่อเลี้ยงคงจะรับเจ้าขาไปอยู่เป็นเด็กอย่างว่าอย่างคนอื่นๆ แต่ทว่ากลับเป็นเอ็นดูราวกับลูกสาว
[ ฉันจะโกหกนายไปทำไมนิธิ เอาเป็นว่าพร้อมเมื่อไหร่ก็บอกแล้วกัน ]
พ่อเลี้ยงทินกรวางสายทันที
"คุยกับใครคะพ่อเลี้ยง" เสียงหญิงสาวคนข้างกายเจ้าประจำถามขึ้นเมื่อเห็นทินกรคุยโทรศัพท์อยู่นานสองนาน
"คนรู้จักจะขายลูกให้"
"ขาย?"
"กูไม่เอาหรอก ลูกสาวมันไม่ใช่ไทป์กู แต่เศรษฐีต่างชาติไม่แน่ หึๆ" แสยะยิ้มอย่างพอใจก่อนจะแก้วแชมเปญชนกับหญิงข้างกายในโต๊ะอาหารมื้อสุดโรแมนติก
