บทที่ 9 ต่างฝ่ายต่างเครียด
รุ่งสางไม่ทันตะวันจะขึ้น คิมหันต์สะดุ้งตื่น ในขณะอ้อมแขนยังคงกอดเรรันต์อยู่ ขมวดคิ้วเข้าหากันเป็นปม ก่อนจะดันตัวเธอออกห่างเบาๆ ระวังอย่างมากที่จะไม่ให้เธอตื่น
...ไม่ใช่เขาไม่สนใจ ไม่ใช่ว่าจะหนีปัญหา...
...เขารู้ตัวดี เขาทำอะไรลงไป เพียงแต่ตอนนี้ด้วยสถานะ จึงไม่สามารถนอนกกเธอได้
เขาเลือกที่จะกลับห้องของตัวเองก่อนสว่าง นอกจากไม่อยากใหัใครมาเห็นแล้ว วันนี้เป็นวันทำงานของเขาวันแรกด้วย เนื่องจากตำแหน่งใหม่ในบริษัทตระกูลจรัญทิพย์คนถูกเลือกหนึ่งในนั้นคือคิมหันต์ ความจำเป็นมันจึงสูงลิ่ว
มองหน้าเรรันต์ที่หลับสนิทอยู่พักใหญ่ ประทับริมฝีปากบนหน้าผากมน แล้วจึงจะปลีกตัวออกมา ใช้ท่าทางไม่ต่างกันเลยกับคนแอบได้แอบเสียกันเอง
ใช่ เขาย่อง และเธอก็รู้
แอด...
ซึ่งในขณะที่คนตัวสูงกำลังเดินย่องออกไป จนกระทั่งบานประตูปิดลงแล้วนั้น หลังบานประตูเขาจะไม่เห็นเลย ว่ามีผู้หญิงคนนึงนอนกอดตัวเองร้องไห้อยู่ เธอบีบผ้านวมที่ห่มร่างเปลือยแน่น ปล่อยน้ำตาไหลเปื้อนหมอน ด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งผิดหวังตัวเอง ทั้งจุก ทั้งเสียด ไปพร้อมๆกัน
สรุปแล้วมันเป็นเพราะ ความเมาไร้สติของเธอ หรือ เธอใจง่ายไปเอง
...หากมันจะเกิดอะไรขึ้นภายภาคหน้ากับเธอเล่าก็ ถ้าเรื่องนั้นมันจะทำเธอเสียใจสุดๆ จะไม่โทษใครเลยจริงๆ นอกจากตัวเธอเอง..
คิดได้อย่างนั้น ก็เลือกที่จะลุกขึ้น เลิกผ้าปูเปื้อนเลือดออกไปซัก และเลือกที่จะทำตัวปกติเช่นเดิมที่เคยทำมา โดยไม่เรียกร้องอะไรจากเขาเลยสักคำเดียว
“ฮึ้กๆๆ โคตรบ้าเลย”
ช่วงสายเรรันต์ออกจากห้องมายังห้องนั่งเล่น ด้วยสภาพร่างและสีหน้าปกติ วันนี้เธอไม่มีเรียน เพราะติดกับวันเสาร์ เลยกะจะลงมาหาอะไรทำ เดินมาถึงไม่ทันได้หย่อนก้นนั่ง คนแรกที่เจอคือคุณนายอารีย์ ที่เพิ่งจะกลับมาจากบริษัท เรรันต์หลบตาลงทันที ไม่เหลือแล้วความมั่นใจที่จะทักทายกัน ทำท่าจะเดินหนี แต่ทว่า..
“เดี๋ยวสิรันต์ นั่นลูกจะไปไหน”
“นั่งเล่นที่สระค่ะ”
เธอแถ อันที่จริงทางที่เธอคิดจะเดินไปมันคือบันไดขึ้นห้องต่างหาก ทำเอาคุณนายหล่อนงง เหลือบตาขึ้นมองชั้นสอง ขมวดคิ้วถาม
“นี่ลูกโอเคแน่นะรันต์ ดูหน้าซีดๆ ไม่ได้เป็นไข้ใช่ไหม”
“เอ่อ..” นั่นทำให้เธอเพิ่งนึกออก ก่อนยิ้มแฉ่ง “เปล่าค่ะ ไม่ได้เป็นไร”
ในขณะ คนตรงหน้ากำลังจะเค้นให้พูดเสียจนมุม เรรันต์กลับรอดตายด้วยเสียงนี้
“แต่แม่ดูลูก...”
ติ้ด ติ้ด ติ้ด
ที่อยู่ดีๆ โทรศัพท์หล่อนเกิดร้องขึ้นมา หล่อนกดรับ เป็นโอกาสเดียวที่หญิงสาวจะได้ปลีกตัวหนี กลับต้องชะงักเท้า
“อ้อ หนูแพรวเหรอ คิมเขาออกไปแล้วนี่ แต่เช้าเลยด้วย อ้าว ไม่ได้เจอกันเหรอ”
นั่นยิ่งทำเรรันต์ถึงกับหน้าสลด หัวใจบางวูบลงตาตุ่ม ตัดสินใจเดินเร็วๆออกมา คราวนี้ปลีกตัวมาที่สระว่ายน้ำอย่างที่ว่าจริง มานั่งซึมอยู่ตรงขอบ หย่อนเท้าลงไปในน้ำ สายตาทอดมองเหม่อลอย บ่งบอกอาการของคนกำลังเครียดออกมาอย่างชัดเจน สลับกับการถอนหายใจเฮือกใหญ่
“เฮ้อ..”
นี่เธอจะทำยังไงต่อไปดี พลาดทำเรื่องเสื่อมเสียให้แก่วงศ์ตระกูลนี้จนได้ ทั้งๆที่ตัวเธอเองก็เป็นแค่เด็กที่เขาเก็บมาเลี้ยงเท่านั้น.
..รู้ถึงไหนคงอายถึงนั่น...
คนอยู่บ้านหลังเดียวกันถ้าไม่คุยกันเลยก็จะดูผิดวิสัย จะคุยเหมือนเดิมคงมองหน้ากันลำบาก ให้อยู่บ้านต่อก็คงอึดอัดน่าดู!
“โอ๊ย ฉันจะทำยังไงดีเนี่ย”
เธอพยายามคิด แต่เพราะคิดไม่ออก มันเลยทำให้เธอหงุดหงิดหนัก ถึงขั้นตะโกนออกมาดังพอควรพร้อมเท้าที่เตะน้ำจนมันกระเซ็น ก่อนจะชะงักแน่นิ่งไป เหมือนเพิ่งคิดอะไรบางอย่างได้
แล้วถ้าหากเธอขอแม่ออกไปอยู่หอล่ะ
“นั่นน่ะสิ”
เบิกตาโพลง พร้อมกับนัยตายิ้มมีเลศนัย
อีกฝั่งนึงของคิมหันต์ หนุ่มนักธุรกิจไฟแรงเพิ่งจบใหม่ ที่มีศักยภาพด้านความสามารถมากมายถึงระดับด็อกเตอร์ แต่ทว่า..ความคิดกลับระดับแค่หมา หมาแก่ดีๆนี่เอง
“เฮ้อ..”
เสียงถอนหายใจหอบใหญ่ ผสานเข้ากับความเย็นของแอร์ ไม่ได้ทำให้คิมหันต์ผ่อนคลายขึ้นมาเลย ความร้อนในใจเขาถึงขนาดต้องถอดสูทอีกตัวออก ดึงเน็คไท้หลวมๆ กันเลยทีเดียว ตอนนี้ภูมิฐานของเขาดูไม่ได้ พอๆกับสภาพจิตใจนั่นแหละ ที่ทอดสายตามองไปไกลลิบอย่างไร้จุดหมาย มือกดปากกาเล่น สมองครุ่นคิด..
...สรุปแล้วตั้งใจจะมาทำงาน หรือมานั่งเครียดเรื่องเรรันต์กันแน่ ...
“เฮ้อ”
ก่อนจะพ่นลมหายใจอีกรอบพร้อมมือกุมขมับ ข่มตาลงนิ่ง เมื่อหวนกลับไปนึกถึงเรื่องเมื่อคืน แล้วสงสารเรรันต์จับใจ เขาไม่น่าทำแบบนี้กับเธอเลย แค่คิดมันยังผิดด้วยซ้ำ ยิ่งมารู้ว่าตัวเองเป็นผู้ชายคนแรกของเธอด้วยแล้ว ยิ่งเจ็บใจตัวเองใหญ่
“บ้าชิบ”
เผลอสบถคำหยาบออกมาโดยไม่รู้ตัว ใช้นิ้วกำปากกาจนหัก หยิบโทรศัพท์จะต่อสายหาเรรันต์ ทว่า..
“แบตมาหมดอีก”
ยิ่งทวีคูณความหงุดหงิดให้กับเขา เก็บมันเข้าที่เดิม ตัดสินใจกลับไปคุยที่บ้านน่าจะเข้าท่ากว่า แต่เหมือนจะเดินไม่พ้นตัวบริษัท เมื่ออยู่ดีๆ เจ้าของเสียงนี้ทำให้เท้าเขาต้องสะดุดกึก
“คิมอยู่นี่เอง แพรวตามหาแทบแย่”
หันกลับไปเลิกคิ้วใส่ ไร้ความตื่นเต้น ตั้งแต่วินาทีแรกที่เห็น
“แพรวมาได้ยังไง” ก่อนหล่อนจะเชิ่ดคางขึ้น ยิ้มทะเล้น
“ถ้าแพรวอยากเจอคุณ เคยมีสักครั้งไหมล่ะคะ ที่แพรวจะพลาด คิกๆๆ” ยื่นมือมาคล้องแขนคนตัวสูงแล้วขำ “ไปค่ะทานข้าวกัน”
ซึ่งปกติแล้วคิมหันต์จะรับมุกตลอด ทว่า วันนี้กลับไม่ อารมณ์เขาหงุดหงิดเกินกว่าจะกู่กลับได้ ขมวดคิ้วเข้าหากันเป็นปม ถามเสียงห้วน
“ทานข้าว? ที่ไหน”
“อ้าว บ้านคุณไงคะ คุณป้ารีไม่ได้โทรบอกเหรอ”
“เปล่า โทรศัพท์ผมแบตหมด พอดีเมื่อคืนยุ่งๆน่ะ เลยไม่ได้ชาร์ต”
“ก็คุณดื่มเยอะซะขนาดนั้น บอกแล้วอย่าขับกลับ ให้ค้างกับแพรวก็ไม่เชื่อ”
หล่อนบ่นอุบ แสร้งทำหน้าน้อยใจ
“ช่างเถอะน่า” ทว่า คิมหันต์ตัดบท “แล้วทำไมต้องไปทานข้าวบ้านผม”
ชายหนุ่มเปลี่ยนเรื่องคุย แพรววาได้ยินอย่างนั้น ก็ยิ้มหวานกลับมาให้ทันที ก่อนจะแนบแก้มมาซบไหล่ ท่วงท่าดีใจซะเต็มประดา
“ฉลองตำแหน่งผู้บริหารคนใหม่ของคุณยังไงล่ะคะ”
