บทที่3 ภาระ
บทที่3 ภาระ
“ลุกขึ้น”
น้ำเสียงแข็ง ๆ ดังขึ้นพร้อมกับร่างสูงที่ขยับเข้ามายืนตรงหน้า เมื่อเริ่มสังเกตเห็นสายตาของผู้ชายหลายคนที่เดินผ่านไปมาแล้วลอบมองเด็กปากเก่งตรงหน้าไม่วางตา
ไคเลอร์ยิ่งเห็นก็ยิ่งหงุดหงิด มือหนาคว้าข้อมือเล็กแล้วดึงให้ลุกขึ้น ก่อนจะพาเดินตรงไปยังลิฟต์โดยไม่คิดถามความสมัครใจของเจ้าตัวเลยสักคำ
“พี่ไค เบา ๆ หน่อยสิคะ ควีนไม่ค่อยสบายนะ” ควีนบ่นเสียงอ่อน ใบหน้าหวานงอง้ำเมื่อคนตัวโตเอาแต่ลากเธอเดินตามโดยไม่คิดจะผ่อนแรง
“ไม่สบายแล้วถ่อสังขารมาถึงนี่ทำไม ไม่รู้จักดูสภาพตัวเองหรือไง หน้าก็ซีด ตัวก็ร้อน” ไคเลอร์หันมาบ่นอุบ สายตาคมกวาดมองคนตัวเล็กตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างไม่สบอารมณ์อีกครั้ง
“ก็ที่บ้านไม่มีใครอยู่ ควีนกลัวนี่นา” คำตอบเสียงเบาทำให้ฝีเท้าของคนตัวสูงชะงักไปนิดหนึ่ง
“แล้วลุงเพชรกับป้าปลาไปไหน ทำไมถึงปล่อยให้เธออยู่บ้านคนเดียว”
ไคเลอร์รู้เรื่องภายในบ้านของควีนดีพอสมควร ไม่ใช่เพราะเขาตั้งใจสอดรู้สอดเห็น แต่เพราะตลอดสามปีที่ผ่านมา บ้านของเคทแทบจะกลายเป็นบ้านหลังที่สองของเขาและกลุ่มเพื่อนไปแล้ว
ตั้งแต่เรียนปีหนึ่งจนถึงตอนนี้ หากมีวันหยุดเมื่อไร พวกเขามักไปรวมตัวกันที่นั่น บางครั้งก็ค้างคืนจนไคเลอร์คุ้นเคยกับบ้านหลังนั้นมากกว่าบ้านของตัวเองเสียอีก
ควีนกับเคทอาศัยอยู่ที่บ้านกันสองพี่น้องเป็นหลัก เพราะพ่อกับแม่ใช้ชีวิตและทำงานอยู่ต่างประเทศเสียส่วนใหญ่ แม่ของเธอเปิดร้านอาหารระดับพรีเมียม ส่วนพ่อเป็นประธานบริษัทตกแต่งภายในครบวงจร
แม้บ้านหลังใหญ่จะมีเพียงสองพี่น้อง แต่ก็ยังมีป้าปลากับลุงเพชร คู่สามีภรรยาที่ทำงานอยู่กับครอบครัวมานาน คอยดูแลทุกอย่างในบ้านจนแทบไม่ต่างจากคนในครอบครัว
“ลากลับต่างจังหวัดห้าวันค่ะ เห็นว่าญาติป้าปลาป่วยหนัก” ควีนตอบขณะก้าวเข้าไปในลิฟต์ แต่เพียงไม่นานอาการหน้ามืดก็จู่โจมกะทันหัน ร่างเล็กเซถลาเข้าไปหาคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ
“เฮ้ย... เป็นอะไร”
ไคเลอร์รีบคว้าร่างบางเอาไว้ แขนแกร่งโอบประคองเธอแน่นแทบจะทันที
“พี่ไค...” เสียงเรียกอ่อนแรงทำให้คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน
“อะไร” แม้น้ำเสียงจะยังฟังห้วนเหมือนเดิม แต่แววตากลับฉายความกังวลออกมาอย่างปิดไม่มิด
“หิวอะ” ควีนเงยหน้าขึ้น ดวงตากลมโตมองเขาตาแป๋ว
“...” ไคเลอร์นิ่งไปอึดใจ ก่อนมุมปากจะยกขึ้นอย่างกลั้นไม่อยู่ เขาส่ายหน้าเบา ๆ นึกว่าเป็นอะไรหนัก ที่แท้ก็เรื่องแค่นี้
“ภาระ” ถึงปากจะบ่น แต่แววตาที่มองเธอกลับเต็มไปด้วยความเอ็นดู สวนทางกับคำพูดอย่างสิ้นเชิง
“ใจร้าย ใครเขาอยากเป็นภาระกัน ก็คนมันหิวจริง ๆ นี่นา” ควีนทำหน้างอ ก่อนบ่นพึมพำกับตัวเอง
ไคเลอร์เหลือบมองเด็กขี้บ่นที่เดินตามหลังออกจากลิฟต์ ก่อนหลุดยิ้มออกมา มือหนายกขึ้นยีผมนุ่มอย่างอดไม่ได้
“ไปนั่งรอตรงโน้น”
ทันทีที่เข้ามาในห้อง นิ้วยาวก็ชี้ไปยังโซฟาตัวใหญ่กลางที่ห้องรับแขก ควีนเดินหน้ามุ่ยไปนั่งตามคำสั่งอย่างว่าง่าย ก่อนทิ้งตัวพิงพนักแล้วหลับตาลงด้วยความเหนื่อยล้า
“อยากกินอะไร เดี๋ยวสั่งให้”
ดวงตากลมโตลืมขึ้นแทบจะทันที ใบหน้าที่ดูอิดโรยเมื่อครู่พลันสดใสขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
“พิซซ่า สปาเกตตี้ แล้วก็ไก่กรอบซอสหวานค่ะ แค่นี้”
“นี่เรียกแค่นี้” ไคเลอร์เลิกคิ้ว
“ค่ะ”
“ตัวนิดเดียว สั่งอะไรเยอะแยะ จะกินหมดหรือไง”
“ก็สั่งเผื่อพี่ไคด้วยไงคะ” ควีนตอบหน้าตาใสซื่อ ก่อนชะงักเหมือนเพิ่งนึกอะไรขึ้นได้
“หรือพี่ไคกินมาแล้ว งั้นควีนเอาแค่พิซซ่าก็ได้ค่ะ”
ไคเลอร์ไม่ได้ตอบ เขาก้มหน้ากดโทรศัพท์อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นโทรศัพท์เครื่องหรูมาตรงหน้าเธอ
“เอาไป”
“ให้ควีนทำไมคะ” ควีนทำหน้างง ๆ ไม่เข้าใจ
“พี่จะไปอาบน้ำ ถ้าคนส่งอาหารโทรมาก็รับสาย แล้วลงไปรับของด้วย”
“อ๋อ...” มือเล็กรับโทรศัพท์มาวางไว้ข้างตัว
“พี่ไค ควีนเปิดทีวีดูได้ไหม”
“อยากทำอะไรก็ทำ” พูดจบ ร่างสูงก็เดินหายเข้าไปในห้องนอน
“อยากทำอะไรก็ทำ...” ควีนมองตามแผ่นหลังกว้าง ก่อนขยับริมฝีปากล้อเลียน
คนอะไรเรื่องเยอะชะมัด แล้วถ้าอยากนอน นอนได้ไหมวะ
เปลือกตาของควีนเริ่มหนักขึ้นเรื่อย ๆ จนสุดท้ายความง่วงก็ชนะทุกอย่าง ร่างเล็กค่อย ๆ เอนตัวลงบนโซฟา ตั้งใจแค่จะพักสายตาสักครู่ แต่ผ่านไปไม่กี่นาที เธอก็หลับสนิทไปแล้ว
ไคเลอร์อาบน้ำและแต่งตัวยังไม่ทันเรียบร้อยดี เสียงโทรศัพท์ก็ดังแว่วมาจากด้านนอก เขารีบสวมเสื้อผ้าแล้วเดินออกมาจากห้องนอน
ภาพตรงหน้าทำให้เขาส่ายศีรษะอย่างระอา
“หลับสินะ ยัยเด็กดื้อ”
เสียงโทรศัพท์ดังขนาดนั้น เจ้าตัวยังไม่มีทีท่าว่าจะรู้สึกตัว
ไคเลอร์เดินเข้าไปใกล้ ก่อนหยุดมองร่างเล็กที่นอนขดอยู่บนโซฟาอย่างสบายใจ ไม่คิดจะระวังตัวเลยสักนิด กล้ามาหลับสนิทอยู่ในห้องผู้ชายแบบนี้ได้ยังไงวะ คิดว่าตัวเองยังเป็นเด็กเหมือนเมื่อก่อนหรือไง ดวงตาคมเลื่อนมองใบหน้าหวานที่หลับตาพริ้มอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบเบือนสายตาหนี เมื่อความคิดบางอย่างแวบเข้ามาในหัว
ควีนไม่ใช่เด็กสาวตัวเล็ก ๆ คนเดิมอีกแล้ว เธอโตขึ้นมาก โตจนบางครั้งเขาเองก็แทบลืมไปว่าควรเว้นระยะห่างแค่ไหน
‘มึงกำลังคิดบ้าอะไรอยู่วะ ไอ้ไค’ ไคเลอร์สบถกับตัวเองเบา ๆ ก่อนยกมือขยี้เส้นผมแรง ๆ แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมารับสาย
หลังจากลงไปรับอาหารเรียบร้อย ร่างสูงก็เดินกลับเข้ามาในห้อง ก่อนวางถุงอาหารไว้บนโต๊ะแล้วตรงไปปลุกคนที่ยังหลับไม่รู้เรื่องรู้ราว
“ควีน ตื่นได้แล้ว” ไร้เสียงตอบรับ มือหนาจึงแตะลงบนหัวไหล่บางแล้วเขย่าเบา ๆ
“ควีน”
“อื้อ...” คนตัวเล็กขยับตัว ก่อนค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอย่างงัวเงีย
“พิซซ่ามาแล้วเหรอคะ” คำถามแรกหลังตื่นทำให้ไคเลอร์ถอนหายใจ
“มาแล้ว ลุกมากิน จะได้กินยาต่อ”
พอได้ยินเรื่องอาหาร ควีนก็ยอมลุกขึ้นอย่างว่าง่าย แล้วเดินตามร่างสูงไปยังโต๊ะรับประทานอาหาร เธอหิวมากจริง ๆ ตั้งแต่เลิกเรียนยังไม่มีอะไรตกถึงท้อง เพราะตั้งใจว่าจะมารอกินพร้อมพี่สาวที่นี่
“ทำไมเวลาหิวต้องสั่งพิซซ่าทุกที” ไคเลอร์ถามพลางมองคนตรงหน้าที่หยิบพิซซ่าขึ้นมากัดอย่างมีความสุข
เขาจำได้ว่าแทบทุกครั้งที่ไปบ้านของเธอ หากปล่อยให้ควีนเป็นคนเลือกเมนู สุดท้ายก็ไม่เคยพ้นพิซซ่า
“ก็อร่อยนี่คะ ควีนชอบ” เธอตอบทั้งรอยยิ้ม มีความสุขที่ได้ทานของที่ตัวเองชอบ
เพียงได้กินของโปรด คนที่ก่อนหน้านี้ยังนั่งหมดแรงก็กลับมาพูดเจื้อยแจ้วได้อีกครั้ง ไคเลอร์นั่งฟังเงียบ ๆ เป็นส่วนใหญ่ มีตอบกลับบ้างเป็นครั้งคราว ถึงทั้งคู่จะชอบต่อล้อต่อเถียงกันทุกครั้งที่เจอหน้า แต่ความจริงแล้วพวกเขาค่อนข้างสนิทกัน อาจเพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไคเลอร์เข้าออกบ้านของควีนบ่อยเสียจนกลายเป็นคนคุ้นเคย แถมเวลาที่เขาว่างมักจะไปรับเธอที่โรงเรียนแล้วพาไปทานของอร่อยอยู่เสมอ
