3. จะหนีอย่างไรให้พ้น (2)
“หย่าหรือเจ้าคะ” ลี่จูทำตาโต ไม่คิดว่าเพียงความฝันคืนเดียวจะทำให้ฮูหยินคิดตัดขาดนายท่านได้ ทั้งที่ก่อนหน้ารักจนหมดใจ
แต่พอตรึกตรองจากนิสัยของนายหญิง ลี่จูก็ถอนหายใจหนัก คุณหนูจางหยู่เยียนเป็นเช่นนี้มาตั้งแต่เด็ก รักก็รักปักใจ หลงงมงายจนคนอื่นมองว่าโง่เง่า เชื่อจนหมดใจ ผู้ใดเตือนก็ไม่ฟัง
“อืม ข้าไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับเขาแล้ว ตอนนี้ชีวิตของลูกข้าสำคัญที่สุด”
แต่หากได้หมดใจ ก็พร้อมจะตัดขาดทุกเมื่อเช่นกัน
“แต่สมรสพระราชทาน-”
“ใช่ ข้ารู้ดี สมรสพระราชทานจากฝ่าบาท มิอาจหย่าขาดจากกันได้ มิเช่นนั้นจะถือว่าลบหลู่เบื้องสูง มิใช่แค่ข้าและเขาที่จะเดือดร้อน แต่สกุลเว่ยและสกุลจางก็จะเดือดร้อนไปด้วย” หยู่เยียนรู้ดีทีเดียว จึงได้นั่งวิตกอยู่ตรงนี้
“...”
“ข้าพอจะมีวิธีแล้ว เรื่องนี้คงต้องให้ท่านย่าช่วย” มือเล็กลูบหน้าท้องเบาๆ วิธีที่นางคิดได้ย่อมส่งผลต่อบุตรในครรภ์ ฐานะของเด็กน้อยที่กำลังจะเกิดมาคงยากลำบาก ทว่าอย่างไรก็ดีกว่าต้องตายตกเพราะฝีมือของผู้เป็นบิดา
“อย่าพึ่งเคร่งเครียดไปเลยเจ้าค่ะ คนจากโรงครัวคงเอาขนมของว่างมาให้แล้ว เราพักทานก่อนดีหรือไม่เจ้าคะ” ลี่จูกึ่งวิ่งกึ่งเดินออกไปเอาขนมด้านนอกเข้ามาให้นาย ทว่าทันทีที่หยู่เยียนเห็นของที่มาจากโรงครัว มือก็ปัดถาดอาหารจนคว่ำหก
เพล้ง!
“ต่อไปอย่ารับของจากโรงครัวเด็ดขาด อึก” ก้อนเนื้อในอกเต้นรัว เนื้อตัวอวบสั่นเพราะภาพในหัวมันชัดเจน
“ฮูหยิน เพราะเหตุใดเจ้าคะ”
“ข้าไม่ไว้ใจผู้ใดทั้งนั้น ต่อจากนี้เราควรทำอาหารทานเอง หลีกเลี่ยงให้ได้มากที่สุดเข้าใจหรือไม่”
“ขะ เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”
“อืม ส่งคนไปแจ้งท่านย่าว่าข้าจะไปร่วมสำรับเย็นด้วย” นางคงต้องเริ่มแผนการได้แล้ว ยิ่งเร็วเท่าใดก็ยิ่งดีเท่านั้น
“ค่อยๆ เดิน พึ่งเรียกหมอมาตรวจเมื่อช่วงบ่ายมิใช่หรือ เดินเหินให้ระวังมากๆ”
“เยียนเอ๋อร์ขออภัยท่านย่าเจ้าค่ะ ทำให้ท่านต้องเป็นห่วงแล้ว” จางหยู่เยียนเดินตามแรงประคองของหญิงชรา
ไป๋เหลียนอัน ฮูหยินเฒ่าสกุลเว่ย ถือเป็นเครือญาติเพียงหนึ่งเดียวของเว่ยเฉิงหยวน เนื่องจากผู้เฒ่าเว่ยแต่งภรรยาเพียงคนเดียวซ้ำยังมีบุตรชายเพียงหนึ่ง นั่นก็คือบิดาของเฉิงหยวน แต่โชคร้ายที่หลังจากผู้เฒ่าเว่ยจากไปไม่นาน บิดามารดาของเฉิงหยวนก็ล้มป่วยเพราะโรคร้ายที่ติดมาตอนที่ไปค้าขายต่างเมือง
สกุลเว่ยจึงเหลือเพียงสองย่าหลาน ดีที่หลานชายใฝ่ดี ได้เป็นถึงหัวหน้าองครักษ์ เป็นถึงสหายร่วมรบกับฝ่าบาท สกุลเว่ยจึงมีหน้ามีตาในเมืองหลวงทั้งที่ก่อนหน้าเป็นเพียงสกุลพ่อค้าธรรมดาเท่านั้น
“ย่าย่อมเป็นห่วง มาๆ นั่งก่อน วันนี้ย่าเตรียมของโปรดเจ้าไว้หลายอย่าง เจ้าตัวน้อยในท้องต้องชอบแน่ๆ”
“ขอบพระคุณเจ้าค่ะ เช่นนั้นเราทานกันเลยหรือไม่เจ้าคะ”
“ประเดี๋ยว รอคนก่อน”
“รอผู้ใดหรือเจ้าคะ” จางหยู่เยียนขมวดคิ้วเข้าหากันเมื่อเห็นแววตายิ้มล้อของท่านย่าที่ส่งมาให้นาง ไม่ปล่อยให้หยู่เยียนสงสัยนาน คนก็เดินเข้ามา
“ข้ามาแล้วขอรับ”
“อาหยวนมาแล้ว นั่งเร็วเข้า เยียนเอ๋อร์กับลูกของเจ้าหิวแล้ว”
“...” จางหยู่เยียนยกยิ้มจาง เมื่อรู้ว่าอาหารมื้อนี้จะต้องร่วมโต๊ะกับสามี ซ้ำยังนั่งห่างกันเพียงเอื้อมแขน
“ขออภัยขอรับท่านย่า ข้าพึ่งกลับจากเข้าเฝ้าฝ่าบาท...ขอโทษด้วย” เว่ยเฉิงหยวนว่าเสียงเบา พลางคีบเนื้อตุ๋นไปวางบนชามข้าวของฮูหยิน การกระทำประกอบกับสีหน้าและน้ำเสียงช่างอ่อนโยนต่างกับเว่ยเฉิงหยวนก่อนหน้านี้ลิบลับ
“ขะ ขอบพระคุณเจ้าค่ะ” หยู่เยียนพยายามอย่างหนักที่จะต่อสู้กับความกลัวในใจ เฝ้าบอกตัวเองว่านั่นเป็นเพียงฝัน ทานอาหารร่วมกับท่านย่า อย่างไรเสียเขาก็ไม่มีทางทำร้ายนางในตอนนี้แน่ๆ กระนั้นจะให้คีบเนื้อที่เขาให้เข้าปาก นางก็ไม่วางใจ จึงเลือกจะเขี่ยมันไว้ขอบชาม แล้วคีบอาหารด้วยตนเอง
การกระทำนั้นตกอยู่ในสายตาของเว่ยเฉิงหยวนทั้งหมด สีหน้าชายหนุ่มนิ่งเรียบเช่นเคย แต่แววตากลับหม่นลงอย่างเห็นได้ชัด จนคนกลางอย่างฮูหยินเฒ่าเอ่ยเล่าเรื่องที่ไปปฏิบัติธรรมให้หลานชายและหลานสะใภ้ฟัง จึงจะพอผ่อนคลายความตึงเครียดลงได้บ้าง
“ขนมหวานอย่าทานเยอะ”
“เจ้าค่ะท่านย่า” หลังจากมื้อเย็น คนท้องก็ชะเง้อหาขนมหวานทันที หยิบกินอย่างเอร็ดอร่อย พลางพูดคุยกับท่านย่าไปด้วย ตอนนี้เลยกลายเป็นว่าหลานชายแท้ๆ เป็นส่วนเกินไปเสียแล้ว
“หากเจ้าชอบ ข้าจะให้คนนำไปให้ทุกวัน”
“น้ำใจท่านพี่ ข้ามิขอรับไว้ดีกว่า เพียงเท่านี้ข้าก็ทำให้ท่านพี่ลำบากมากพอแล้ว ข้ารู้สึกผิดจนมิรู้จะทำอย่างไร” มือเรียวลูบหน้าท้องเบาๆ เมื่อมีช่องว่างให้นางได้พูดเรื่องที่เตรียมมาเสียที
“...”
“ท่านย่าเจ้าคะ เยียนเอ๋อร์อยากรับอนุให้ท่านพี่เจ้าค่ะ”