2. จะหนีอย่างไรให้พ้น (1)
“หยู่เยียน แข็งใจเอาไว้ ข้าให้คนตามหมอมาแล้ว” เพียงเห็นใบหน้าคมเดินเข้ามาด้วยท่าทางกึ่งวิ่งกึ่งเดินของเว่ยเฉิงหยวน ทำเอาคนท้องนิ่งค้าง ภาพความฝันเมื่อคืนหวนกลับมาอย่างห้ามไม่อยู่
เขาเป็นคนวางยานางกับลูก ชายตรงหน้าอยากให้นางกับลูกตาย
ความเจ็บปวดที่ยังคงค้างอยู่ ทำให้ร่างอวบถอยร่นด้วยความหวาดกลัวจนหลังชนฝา คนงามหอบหายใจถี่อยู่บนเตียง ตากลมเบิกกว้างจ้องหน้าผู้เป็นสามีด้วยความตื่นตระหนก
“ถะ ถอยออกไปนะ ถอยออกไป ลี่จู! ไล่เขาออกไป” น้ำสีใสไหลอาบแก้มเนียนไม่ต่างอันใดกับคนเสียสติ
“หยู่เยียน...” เสียงทุ้มแผ่วเบาแทบไม่ได้ยิน คิ้วหนาขมวดเข้าหากัน นัยน์ตาแดงก่ำ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะโกรธหรืออะไรกันแน่ แต่สุดท้ายเว่ยเฉิงหยวนก็ยอมถอยห่างจากร่างสั่นเทา
“ฮูหยินเจ้าขา ตั้งสติก่อนเถิดเจ้าค่ะ นั่นนายท่านเจ้าค่ะ”
“...อึก” จางหยู่เยียนสะอึกเบาๆ หายใจเข้าออกช้าๆ กระนั้นสายตาก็คอยระแวดระวังชายหนุ่มที่ยืนห่างออกไป
มือสั่นลูบท้องปลอบลูกน้อยในครรภ์เบาๆ เป็นการย้ำเตือนว่าเรื่องทั้งหมดเป็นเพียงความฝัน ตอนนี้นางพึ่งจะตั้งท้องกับอีกฝ่ายได้เพียงห้าเดือนเท่านั้น มิใช่ท้องโตใกล้คลอดเหมือนในฝัน
“ขะ ขออภัยเจ้าค่ะนายท่าน” คำเรียกขานเปลี่ยนแปลงไปทันทีเมื่อคนพูดมิสนิทใจที่จะกล่าวเรียกท่านพี่เช่นเคย นางยอมรับว่ามิอาจแยกแยะได้ เรื่องจริงเรื่องฝันผสมปนเปกันไปหมด เท่านี้จางหยู่เยียนก็พยายามบังคับตนเองถึงที่สุดแล้ว
“...มิเป็นไร เจ้า มิได้เจ็บที่ใดใช่หรือไม่”
“จะ เจ้าค่ะ”
“ดีแล้ว ข้าให้คนตามหมอมาดูอาการ อย่างไรก็ตรวจเสียหน่อย” น้ำเสียงที่เคยเย็นชา บัดนี้อ่อนลงหลายส่วน ทว่าสตรีที่ยังสับสนไหนเลยจะทันได้เอะใจ
บรรยากาศในห้องเต็มไปด้วยความเงียบงัน สองสามีภรรยานั่งคนละทิศละทาง สาวงามนั่งเอนกายอยู่บนเตียง ส่วนองครักษ์หนุ่มนั่งอยู่ตรงมุมห้อง ไร้ซึ่งเสียงพูดคุย แต่นั่นถือเป็นเรื่องดี
“ท่านหมอมาแล้วเจ้าค่ะ”
“ให้เข้ามา” เสียงทุ้มเอ่ยอนุญาต หมอหญิงก็เข้ามาตรวจดูอาการของฮูหยินสกุลเว่ย ชีพจรถูกจับเพื่อวิเคราะห์จนท่านหมอแน่ใจจึงได้เอ่ยออกมา
“มิมีสิ่งใดต้องเป็นห่วงเจ้าค่ะ เพียงแต่ฮูหยินต้องพักผ่อนให้มาก อย่าได้คิดฟุ้งซ่าน อย่าได้เครียดจนเกินไป ข้าจะให้ยาบำรุงไว้นะเจ้าคะ อันเก่าเหลืออยู่มากหรือไม่”
“ท่านจัดให้ข้าใหม่เถิด พอดีช่วงนี้ข้าเบื่อๆ เลยอยากจะลองเคี่ยวยาดื่มเองดู” ข้ออ้างทั้งนั้น นางเพียงป้องกันเอาไว้ ไม่อยากให้ตนเองและบุตรต้องพบจุดจบเช่นในความฝัน
“ท้องไส้อยู่ จะทำเองได้อย่างไร”
“นายท่านอย่าห่วง มีลี่จูคอยช่วยอยู่”
“แต่- เช่นนั้นก็ตามใจ” เสียงค้านหยุดลงเพียงเท่านั้น
“อ่า ข้าให้ไว้เจ็ดห่อ อีกหนึ่งสัปดาห์ข้าจะแวะมาตรวจครรภ์ซ้ำอีกหนึ่งรอบนะเจ้าคะ หากไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง คงทิ้งช่วงมาตรวจเดือนละครั้งได้”
“ขอบใจท่านหมอ ข้าจะดูแลเขาให้ดี” หยู่เยียนพยักหน้าอย่างยิ้มๆ หันไปมองลี่จูให้นำเงินให้ท่านหมอไป
“ใช้เงินของข้า”
“มิเป็นไรเจ้าค่ะ ลูกข้า ข้าอยากใช้เงินตัวเอง” จางหยู่เยียนมิยอมเงยหน้ามองผู้เป็นสามีพลิกตัวนอนหันหลังให้ บอกเป็นนัยว่านางอยากพัก เห็นเช่นนั้นทุกคนจึงออกจากห้องไปเว้นก็แต่ลี่จูที่นั่งข้างเตียงคอยดูแลนายเหนือหัว
“ฮูหยินเจ้าขา เหตุใดพูดเช่นนั้นเล่าเจ้าคะ นายท่านวางสีหน้าไม่ถูกเลยนะเจ้าคะ”
“ข้าพูดเรื่องจริง จากนี้ข้าไม่อยากยุ่งเกี่ยวอะไรกับเขาอีกแล้ว”
“เพียงเพราะฝันร้ายเมื่อคืนหรือเจ้าคะ”
“เจ้าไม่เข้าใจ มันเหมือนจริงมาก” จางหยู่เยียนพลิกตัวกลับมาเล่าเรื่องราวในฝันให้สาวใช้คนสนิทฟังอย่างละเอียด เล่าทุกฉากทุกตอนที่นางเจ็บปวด
“แต่มันเป็นเพียงฝันนะเจ้าคะ”
“แต่เขาก็มีโอกาสทำได้มิใช่หรือ เขายอมแต่งกับข้าเพราะพระราชทานสมรส ลูกคนนี้เขาเองก็มิได้อยากมี เป็นข้าที่ใช้ยาปลุกกำหนัดกับเขา หากว่า อึก หากว่าต่อไปเขาอยากให้คนรักของเขาแทนที่ข้า ข้ากับลูกจะไม่ตายหรือ”
“...”
“ระหว่างคนรักของเขากับพวกเราแม่ลูก เขาย่อมเลือกคนของเขา” ตากลมคลอไปด้วยน้ำ หยู่เยียนพยายามอย่างหนักจะไม่ให้มันร่วงลงมา แต่ก็มิอาจทำได้ ใบหน้าสวยเปื้อนไปด้วยน้ำตา เสียงสะอื้นเบาๆ ทำให้ลี่จูต้องรีบมากอดปลอบ
“บ่าวเข้าใจแล้วๆ ฮูหยินจะทำอย่างไรต่อจากนี้ บ่าวจะไม่ขัดแล้วเจ้าค่ะ อย่าร้องไห้เลยนะเจ้าคะ จะไม่ดีต่อคุณหนูในท้องเอานะเจ้าคะ”
“ฮึก เข้าใจแล้ว แต่ข้าอยากให้เจ้าช่วย”
“เจ้าค่ะๆ บ่าวย่อมช่วยฮูหยินทุกอย่าง” ลี่จูบีบนวดขาของผู้เป็นนาย แม้ในใจนางจะค้านหัวชนฝา ไม่เห็นด้วยที่ฮูหยินหนีห่างนายท่านเพียงเพราะความฝัน แต่นางก็มิอยากขัดใจนาย อย่างไรเสียไม่ว่าฮูหยินต้องการสิ่งใด นางก็จะทำให้ทั้งนั้น
“อยู่ที่นี่คงจะไม่ปลอดภัยนัก แม้ท่านย่าจะเอ็นดูข้ามากแต่ท่านก็มักจะไปปฏิบัติธรรมบ่อยครั้ง” ไปทีก็กินเวลาเป็นเดือนๆ คงอยู่ช่วยนางไม่ได้ทุกครั้ง
“หากไม่ปลอดภัย เราจะไปอยู่ที่ใดเจ้าคะ”
“อันที่จริงข้าอยากหย่าขาดจากเขาเสีย แล้วกลับไปอยู่กับท่านแม่ สกุลจางแม้ข้าจะเป็นเพียงบุตรอนุ แต่ก็ไม่มีผู้ใดคิดฆ่าแกงกัน”
“หย่าหรือเจ้าคะ”