ผู้หญิงมหันตภัยในชีวิตปพนภพ
“ขอบคุณมากครับ...”
เสียงทุ้มดังขึ้นบนศีรษะของเธอ ทราวดีนอนนิ่งเพราะยังมึนงง เธอรู้สึกเหมือนโลกดับไปชั่วคราว ในหูยังได้ยินเสียงร้องไห้ของตาหนูป๊อบ
“มีอะไรเรียกดิฉันได้นะคะคุณไนท์”
“ครับ..” เขามองก้มลงมา หญิงสาวที่อุ้มทารกมาตอนนี้กำลังนอนนิ่งอยู่บนโซฟาในห้องของเขา ส่วนทารกตัวน้อย...นอนหลับไปแล้วบนเบาะนุ่มที่ปูผ้าเรียบร้อย โดยการจัดการของคุณแม่บ้าน
ทุกอย่างช่างรวดเร็วและโกลาหนอย่างที่สุด
พอเขารองรับทั้งเธอและทารกไว้ได้ทัน ปพนภพก็ร้องตะโกนให้คนช่วย รปภ.วิ่งออกมาอุ้มร่างของหญิงสาวไว้เพราะเธอหมดสติ ส่วนเขานั้นประคองเด็กน้อยวิ่งหน้าตาตื่นตามกันไปติดๆ เสียงของเด็กทารกร้องจ้าไปตลอดทาง ยิ่งสร้างความสติแตกให้ปพนภพอีกเป็นเท่าตัว โชคยังดีอยู่บ้างว่าเขามีหลานๆ หลายคน พอเคยได้ดูแลโอบอุ้มกันบ้าง เลยเลี้ยงเด็กพอเป็น เขาให้รปภ. พาเธอขึ้นมาบนห้องของเขา วางให้นอนบนโซฟา เรียกแม่บ้านมาช่วยปฐมพยาบาลเธอ และโอ๋ปลอบจนตาหนูเบาเสียงร้องไห้ เอานมในเป้ที่อยู่ในกระบอกเก็บความเย็นให้แกได้ดื่ม แอบกังวลนิดหน่อยว่าจะต้องอุ่นก่อนไหม แต่ด้วยความรีบเร่งเฉพาะหน้า เขาเลยถือขวดนมจ่อปาก แกใช้มือน้อยๆ จับขวดนมไว้แล้วดูดดื่มน้ำนม ยิ้มให้เขาเสียด้วย...หน้าตาน่าเอ็นดูมากๆ
ส่วนทราวดีนั้นพอเขาเห็นว่าเธอลืมตาแล้ว ก็บอกให้แม่บ้านออกไปก่อน แม่บ้านเตรียมเบาะซึ่งเป็นหมอนอิงขนาดใหญ่บนโซฟาเขานั่นแหละ มาเป็นเบาะรองชั่วคราว พร้อมกับปูผ้าอ้อมรองอีกชั้น เขาวางตาหนูบนนั้นดูแลเปลี่ยนผ้าอ้อมให้เสร็จ หายตกใจและดื่มนมพออุ่นท้อง เจอแอร์เย็น เบาะนุ่ม ทารกน้อยก็พริ้มตาหลับลง มือใหญ่นั้นลูบกล่อมเบาๆ ตรงบริเวณอกของทารก
ทุกอย่างอยู่ในสายตาของทราวดี ที่แม้จะยังมึนงง แต่อาการอ่อนโยนที่เขาแสดงออกกับตาหนูป๊อบ ทำให้เธอรู้สึกมีความหวังอย่างมาก ในการแบกหน้ามาหาเขาครั้งนี้
ตาคมนั้นเหลือบมามองคนที่นอนมองเขานิ่งอยู่ เขาถอนใจเฮือก มองดูเด็กน้อยที่ตอนนี้หลับปุ๋ยไปแล้ว ก็ค่อยๆ ลุกขึ้นแล้วพลันสีหน้าอันอ่อนโยนที่เธอเห็นก็แปรเปลี่ยนไปเป็นเย็นชาและดุดัน จนทราวดีถึงกับใจสั่นแต่ก็ฝืนสู้
“อาการดีขึ้นหรือยัง”
เสียงของเขาทุ้มมีอำนาจมาก ทราวดีเม้มปากก่อนจะพยักหน้ารับ แต่ก่อนที่เธอจะได้พูดอะไร เขาก็บุ้ยใบ้ไปทางทารกน้อยที่หลับปุ๋ย
“ไปคุยกันข้างนอก จะได้ไม่กวนแก”
เป็นคนดุกับสตรี แต่ดันอ่อนโยนกับทารก อย่างน้อยเขาก็อ่อนโยนแหละ...เธอมีหวัง
ทราวดีค่อยๆ ทรงตัวลุกขึ้นนั่ง ปพนภพเดินนำออกไปด้านนอก เขาพาเธอและเด็กทารกมาพักในโซนที่จัดไว้เป็นห้องนั่งพักผ่อน คอนโดของเขาเป็นแบบเพนท์เฮ้าส์ มีสองห้องนอน ห้องโถงอเนกประสงค์ ห้องครัว โซนพักผ่อน และมีระเบียงด้านนอก...มองเห็นวิวกรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา
เธอเดินตามเขาไป เขาพาเธอไปตรงห้องโถงอเนกประสงค์ของบ้าน ที่มีตู้ไม้น้ำและเลี้ยงปลาขนาดใหญ่สวยงามตั้งโชว์ งานอดิเรกของปพนภพที่เริ่มทำมาได้พักหนึ่งแล้ว นี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่เขาชอบมานอนที่นี่ไม่ได้กลับบ้านใหญ่
เขายังคงยืนไม่นั่ง ฉะนั้นทราวดีเลยยืนตามเขาไม่ยอมนั่ง เขากอดอกแล้วหันหน้ามามองเธอ พลางเลิกคิ้ว
“เธอเป็นใคร? แล้วเด็กนั่นลูกของเธอหรือ”
“แกเป็นลูกคุณ”
ทราวดีรวบรวมความกล้าเปิดปาก ตามองจ้องเขาแบบไม่ยอมหลบ ทั้งที่เริ่มหวาดเกรงกับสายตาคมกริบเหมือนใบมีดโกนนั่น
“หืม?”
“แกเป็นลูกคุณจริงๆ”
เธอย้ำ ปพนภพมองเธอแบบหัวจรดเท้าอีกรอบ ก่อนจะถอนใจออกมาเฮือกใหญ่
“เท่าที่จำได้ ฉันไม่เคยมีคู่นอนสภาพแบบเธอ แล้วทุกครั้งฉันก็ป้องกัน ฉะนั้น...ไม่...”
“คุณจำคุณแอ้มไม่ได้เหรอ”
ทราวดีเอ่ยสวนขึ้นมา เริ่มโมโหกับสายตาของเขาที่มองมาแบบนั้น โหย...มองกันขนาดนี้ ด่ากันเลยดีกว่าเหอะ
“แอ้มไหน?”
พอเขาถามแบบนั้น เธอก็ยิ่งหัวร้อน คนอะไรมั่วจนจำไม่ได้ว่าตัวเองมีคู่นอนกี่คน มีแฟนกี่คน เขานี่มันช่างสำส่อนจริงๆ
“อัมราภัทร จิตราพลชัย”
ประกาศชื่อนามสกุลไปแบบนี้ เขาต้องสะดุดบ้าง นามสกุลคุณแอ้มดังมาก มีบริษัทใหญ่โตระดับประเทศ เขาอยู่ในวงการกันคงเคยได้ยินบ้าง เธอก็หวังอันนี้แหละที่จะทำให้เขายอมรับหลาน
“อัมราภัทร”
เขาทวนคำเบาๆ ทราวดีควานมือไปในกระเป๋ากางเกง หยิบโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมาแล้วเปิดภาพของอัมราภัทรให้เขาดูชัดๆ ปพนภพดูจะตกใจเล็กน้อยที่เห็นภาพของคุณแอ้มเข้า
“จำได้แล้วละสิ ฉันเป็นน้องคุณแอ้ม”
ปพนภพเม้มริมฝีปาก แน่นอนเขาจำหล่อนได้ เพราะน้องชายตัวแสบเคยเอาหล่อนมาอวดว่า...ตอนนี้มีสาวไฮโซมาจีบ
หรือว่า...
“แกเป็นลูกคุณ”
ทราวดียังคงย้ำชัดเจน ยืนยันมั่นเหมาะแบบนั้น
“ไม่น่าจะใช่”
ปพนภพก็ยืนยันเช่นกัน เพราะไม่มีแววที่เขาจะเป็นพ่อของเด็กนี่แน่ๆ แต่คงจะเป็นคนอื่นชัวร์เป็นแน่แท้
นายไนล์...อาจจะก่อเหตุขึ้นแล้วไหม? สังหรณ์ของเขาน่าจะเป็นจริง ไอ้น้องบ้า...เอาชื่อเขาไปอ้างหรือเปล่า แม่นี่ถึงได้ดิ่งมาหาเขาถึงนี่ ปพนภัทรเคยบอกว่าตอนแนะนำตัวกับหล่อนขอยืมชื่อเขา เพราะจะได้ดูใจ...ว่ามาเพราะชอบไม่ได้มาเพราะอยากเข้าถึงผู้กำกับคนดัง เขาเคยปรามน้องแล้วว่าอย่ามาทำตลกเล่นอะไรแบบนั้น แต่ปพนภัทรบอกว่ายืมแป๊บเดียวไม่นาน เขาก็ไม่ได้ติดตามอะไรเรื่องของน้องกับแม่สาวไฮโซคนสวยนี่ เพราะปพนภัทรไม่ได้เล่าอะไรให้ฟังมาก ควงกันโฉบไปมาไม่กี่ครั้ง น้องชายก็บอกว่าเลิกกันไปแล้ว แล้วเรื่องมันก็นานเป็นปีแล้ว ที่เขาจำได้เพราะไอ้น้องชายตัวดีบอกว่ายืมชื่อเขาไปลองใจสาวนี่แหละ แต่...ทำไมนายไนล์ถึงไปรู้จักยัยเด็กนี่ ไปได้กันอย่างนั้นหรือ...สเปกไปไกลจากปรกติของปพนภัทรมากโข
มันจะเป็นการเลิกกันที่ได้ของแถมมาหรือเปล่าหว่า?
“นี่! คุณจะไม่ยอมรับใช่ไหมหะ คุณเป็นผู้ชายประเภทไหนกัน ไอ้พวก...สารเลวไม่รับผิดชอบ”
“ของแบบนี้มันก็วินๆ ทั้งคู่ไม่ใช่หรือไง เวลาได้กันก็สนุกกันทั้งคู่ แล้วจะแน่ใจได้ไงว่าลูกฉันจริงๆ”
เขาเลิกคิ้วใส่เธอ จะยังไง...ดูจากสภาพหล่อนก็ยังไว้ใจไม่ได้ พวกแอบอ้างหรือเปล่า
“วินๆ โอ๊ย...ปาก...พูดออกมาได้”
ทราวดีลืมตัวกรีดเสียงใส่เขา ปพนภพจุ๊ปาก แล้วเอ่ยเสียงดุ
“เบาๆ เสียงดังเดี๋ยวเด็กก็ตื่นหรอก”
“นี่...ถ้าเกิดว่าคุณไม่รับผิดชอบตาหนูละก็ ฉันมีคลิป ฉันจะประจานคุณ คุณก็รู้สื่อมันแรง แน่นอนว่าฉันจะทำให้คุณดัง คุณพังไปเลย ถ้าไม่รับผิดชอบ”
“เธอคิดว่าเธอจะรอด...ออกไปทำสิ่งที่พูดเหรอ?”
ตาคมวับมองจ้องเธอแบบนั้น ทราวดีก็ขาสั่น คนอะไรน่ากลัวเหลือเกิน เลวร้ายกว่าที่คิดด้วย
“คุณมันชั่ว”
“เธอต้องการความรับผิดชอบ เธอก็ต้องพาลูกเธอตรวจดีเอ็นเอ กล้าไหม?”
“กล้าสิ ตรวจวันนี้เลยก็ได้”
ทราวดีแน่ใจเหลือล้น ว่าเขาคือพ่อของตาหนูป๊อบเลยประกาศออกไปอย่างนั้น
ปพนภพหรี่ตาลง เขาเม้มปากแน่น
“ตรวจวันนี้ยังไม่ได้หรอก ระหว่างนี้เธอจะต้องอยู่ที่นี่ แล้วคลิปอะไรนั่นเธอจะต้องส่งมาให้ฉันดู”
“เรื่องอะไรฉันจะส่ง ถ้าเกิดว่าคุณเบี้ยวล่ะ ฉันไม่ไว้ใจคุณหรอก”
ทราวดีจ้องเขาตาเขม็ง กลัวก็กลัว แต่ก็กลัวเขาจนบ้าแล้วตอนนี้ เพื่อตาหนูป๊อบ เด็กน้อยที่น่าสงสาร เธอจะต้องสู้ เธอไม่อยากได้อะไรจากเขาเลยนอกจากเงินรักษาแก ขอเท่านั้นแหละ ถึงได้แบกหน้ามาที่นี่
“รอตรวจอีกสองเดือน”
นั่นคือระยะเวลาที่น้องชายตัวดีของเขาจะกลับมา ก่อนอื่นเขาจะต้องถามไถ่ก่อนว่า รู้จักยัยเด็กหัวฟูนี่ไหม? ไปได้กันยังไง อีท่าไหนฝ่ายนั้นถึงที่คลิป ที่บอกว่าถ้าปล่อยแล้ว วัชระโชติเสียหายใหญ่โตแน่นอน
“ได้...แต่...ระหว่างนี้ฉันจะต้องให้คุณรับผิดชอบค่ารักษาตาหนู แกต้องไปหาหมอทุกเดือนเพราะอยู่ในระยะระวังอาการของโรค ในฐานะพ่อ”
“หืม? เด็กเป็นอะไร”
คิ้วเข้มขมวดมุ่น เขานึกถึงเด็กตัวน้อยที่นอนในห้อง...ใจหวิวขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินแบบนั้น
“แก...แกเป็นเนื้องอกในสมอง ฉันต้องการค่ารักษาแก ไม่อย่างนั้นฉันคงไม่ถ่อมาถึงนี่หรอก”
ทราวดีน้ำตาคลอ เมื่อนึกถึงอาการที่ตาหนูเป็น คนฟังถึงกับน้ำลายฝืดคอ สายตาของเขาอ่อนโยนลงมีความเห็นอกเห็นใจแทรกอยู่ในนั้น
“ถ้าอย่างนั้นเธอกับเด็กก็ต้องอยู่ที่นี่ในสายตาฉัน สองเดือน...แล้วไปตรวจดีเอ็นเอกัน ถ้าเกิดว่าเด็กไม่ใช่วัชระโชติ เธอจะรับผิดชอบให้ฉันยังไง? ถ้าฉันจ่ายค่ารักษาให้เด็ก”
คำถามเปรยนั่น ทำให้ทราวดีหน้าตึงมากขึ้นไปอีก อีตาคนนี้...สุดๆ จริงๆ แหะ งกมากไม่มีมนุษยธรรมเลยสักนิด
“ฉันจะรับผิดชอบชำระหนี้ให้คุณทุกบาท ด้วยชีวิตของฉันนี่แหละ”
คำประกาศจากเธอทำให้ปพนภพหรี่ตาลงก่อนจะยักไหล่ แล้วเดินกลับไปทางที่ตาหนูนอนอยู่ ทำให้เธอวิ่งตามเขาไปติดๆ
อารามรีบร้อนทำให้เกิดเหตุขึ้นกับทราวดีเมื่อเธอดันวิ่งแล้วสะดุดขาตัวเอง ชนโครมเข้ากับตู้ไม้น้ำของปพนภพ
โครม!
ตู้อะคลิลิกอย่างหนาไม่แตกแต่สั่นอย่างรุนแรง และถึงกับมีรอยร้าว
สิ่งที่แตกคือศีรษะของทราวดี แถมด้วยล้มแรงจนกระดูกขาร้าว
ก่อนที่จะให้เขาจ่ายค่ารักษาให้ตาหนูป๊อบ สิ่งที่ปพนภพได้จ่ายคือค่ารักษาทราวดี...
การพบปะกับผู้หญิงคนนี้
มันคือมหันตภัยชัดๆ ให้ตายเหอะ!
