ผู้ชายน่ากลัว
ทราวดีตื่นมาเพราะได้ยินเสียงเอ๊าะแอ๊ะของตาหนู ที่ตื่นมาเพราะหิวนมแล้วกำลังนอนมองน้าไทม์ตาแป๋ว
น้าไทม์...
ต่อไปเธอจะต้องกลายเป็นแม่ไทม์ของแกแล้วกระมัง
เธอค่อยๆ ทรงตัวลุกขึ้น ปากก็พูดเบาๆ คุยกับตาหนูไปด้วย แม้เขาจะบอกให้เธอขอความช่วยเหลือได้ แต่เธอก็ไม่อยากรบกวนเขาไปมากกว่านี้ เวลานมแรกของตาหนูคือตีห้าเกือบหกโมงเช้า แกจะกินในเวลานี้ทุกวัน เธอมองกวาดไปยังบริเวณที่เขาบอกไว้ว่าให้เป็นโต๊ะชงนมของเธอ มีเครื่องทำน้ำร้อนและมีนมผง รวมถึงขวดนมที่นึ่งทำความสะอาดแล้วเรียบร้อยวางเตรียมไว้ให้ อุปกรณ์ครบครันใหม่เอี่ยม ถึงเขาจะปากร้ายแต่เขาก็ใจดีกับตาหนูมาก
ทราวดีสูดปากเล็กน้อยเพราะความเจ็บแปลบ เธอยังลงน้ำหนักกับขาข้างที่เจ็บไม่ได้ เลยกระต่ายขาเดียวไปชงนม ทำเรียบร้อยได้อุณหภูมิพอดีเสียงเล็กๆ นั้นก็เริ่มเรียกเธอเพราะแกกำลังหิว...
“เอ้า...อร่อยไหม? ลูกชาย”
เสียงของเธอดังคุยคลอไปด้วยระหว่างป้อนนม ตาแป๋วๆ นั่นมองเธอไปพลาง ดูดนมไปพลาง เห็นสายตานั้นแล้ว ใจของทราวดีก็สะท้าน ถึงใครจะทิ้งหนูได้ แต่แม่ไม่มีวันทิ้งหนู และต่อให้คิดได้แล้วอยากมาได้คืน คอยดูนะจะไม่มีวันให้คืน หึ...
นึกไปถึงคุณแอ้มแล้วก็พานให้นึกโกรธ แต่ก็ช่างเหอะ...คุณแอ้มน่าจะไปแล้วไปลับ เรื่องน่าอายแบบนี้คงไม่อยากให้ใครรู้ คุณแอ้มคงจะคิดแบบนั้น ถึงได้ทิ้งแกไว้ให้เธอ และหนีเผ่นไป ทั้งที่พ่อของลูกอย่างปพนภพน่ากลับมาคืนดีด้วยจะตาย แต่ไม่ยักกะสนใจจะกลับมาตื๊อ...ทั้งที่มีทายาทของอีกฝ่ายอยู่เป็นข้อต่อรองแท้ๆ
แต่...
คนอย่างปพนภพก็น่ากลัวแหละ สายตาของเขาตอนมองจับจ้องเหมือนจับผิด มันทำให้ทราวดีถึงกับขาสั่น ถ้าไม่ใจแข็งยืนหยัดเรื่องตาหนู เธอไม่มีทางเข้าใกล้เขาแน่ๆ ปากก็ร้ายใจก็ร้าย
ใจร้าย?
คนใจร้ายจะพาเธอไปหาหมอเอกชน หมดค่ารักษากับเธอเป็นหมื่น แถมยังหาคนมาดูแลตาหนูที่เขาเองก็พูดว่าให้รอตรวจดีเอ็นเอก่อน ยังไม่รับหรอกนะว่าเป็นลูก?
ก็...
“ชงนมให้เด็กแล้วหรือ”
เสียงทุ้มดังขึ้นขณะที่ทราวดีกำลังคิดอะไรเพลินๆ เล่นเอาเธอสะดุ้งสุดตัว แล้วยิ่งหันไปเห็นสภาพคนถามเข้า เธอก็เบิกตากว้าง แล้วรีบหันขวับกลับมาในทันที
อีตาผีเปรต! ไม่ใส่เสื้อนอนหรือยังไงกันนั่น...
ผีเปรตที่เธอกำลังคิดก่นด่าในใจ เดินเข้ามาใกล้ตรงที่เธอกับตาหนูกำลังป้อนนมอยู่ เธอเอาแกนอนเบาะ แล้วนอนข้างๆ ป้อนนมไปคุยกับแกไป เธอทำแบบนี้ทุกเช้าทุกวันนั่นแหละ ก็ไม่ได้ประหลาดแปลกอะไร แต่พอวันนี้มีคนตัวสูง หุ่นดี แน่นมาก...โอ้...ขาวด้วย มายืนกอดอกอวดล่ำใกล้ๆ ในระยะประชิด ใจไม่สั่นก็แปลกเกินไปแล้ว
นอกจากเขาปากร้าย ใจร้าย เสน่ห์ของเขาก็ร้ายกาจพิฆาตหัวใจมากให้ตายสิ!
“ชะ ชงแล้ว”
“ลุกไปทำไหวแล้วหรือไง บอกแล้วว่าให้เรียกได้ ถ้าต้องการความช่วยเหลือ”
“แค่นี้เอง ฉันไม่ได้เจ็บขนาดลุกไม่ไหวเสียหน่อย”
เมินหน้าไปทางอื่นไม่ยอมสบตาเขา แถมแก้มแดงจัดอย่างห้ามไม่ไหว ปพนภพถอนใจแล้วเอาผ้าขนหนูซับเหงื่อ...เขาตื่นขึ้นมาแต่เช้าแล้ว มาออกกำลังเบาๆ นิดหน่อยเรียกเหงื่อ ตอนแรกมาชะโงกดูตาหนูว่าตื่นหรือยัง แต่เห็นหลับสบายทั้งเด็กทั้งแม่เด็ก...
นึกภาพเธอนอนอ้าปากน้อยๆ กรนเบาๆ น้ำลายไหลนิดหน่อยแล้วก็ต้องกลั้นยิ้มแทบแย่...เขาไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน ยัยผมฟูนี่ตลก...แล้วก็น่ารักแปลกๆ
น่ารัก?
เขาไม่ควรจะเห็นว่าหล่อนน่ารักสิ...ยิ่งถ้าตรวจดีเอ็นเอแล้ว เด็กเป็นลูกของนายไนล์จริงๆ ยัยนี่ก็เป็นแม่ของลูกน้องชายเขา เป็นเมียหมอนั่น...อา...แล้วเขาเป็นเพี้ยนอะไรไป ถึงเห็นยัยมหันตภัยน่ารักเข้าได้ สงสัยจะทำงานมากไปจนสมองเสื่อมหมดแล้ว
“ไม่ให้นมลูกเอง เธอไม่มีน้ำนมหรือไง เป็นแม่ประสาอะไรกัน”
เขาพูดเสียงเรียบ ยังคงยืนดูตาหนูกินนม อวดอกล่ำอยู่ตรงนั้น ไม่ยอมไปไหน
“นี่...ฉัน...”
ป่วยการจะอธิบายอะไรมากให้เมื่อยปาก เธอต้องการแค่ค่ารักษาตาป๊อบแล้วก็จะจากไป แค่สองเดือน...ตรวจแล้ว รับเงินเสร็จเธอก็จะจากคนพวกนี้ไปตลอดกาล หึ...
“เอ่อ ช่างเหอะ ฉันเป็นแม่ที่บกพร่องไม่มีน้ำนมให้ลูก ก็เลยต้องให้แกกินนมชง”
“เคยไปตรวจไหม? เธอไม่มีเงินนี่ เดี๋ยวพาไปตรวจร่างกายให้”
เสียงทุ้มนั่นพูด ทราวดีรีบสั่นหน้า
“มะ ไม่ต้อง ฉันอาจจะตกเลือดมากไปตอนคลอด ก็เลยเกิดความผิดปรกติ แต่แกก็ได้กินน้ำนมแม่อยู่เดือนแรก...ก็มีปัญญาเท่านั้นแหละ”
นึกถึงที่คุณแอ้มเล่าหน้าตาย ว่าไม่อยากให้ลูกกินนมแม่ กลัวเสียทรง กลัวคนรู้ว่ามีลูก ยอมให้พยาบาลปั๊มนมแม่ไปให้กินตอนอยู่โรงพยาบาลนี่ก็ดีเท่าไหร่แล้ว โอ้โห...อยากจะตบกบาลสักที จะได้มีสามัญสำนึกบ้าง
“บำรุงตัวเองดีๆ อาจจะกลับมาให้นมได้อีก” เขายังคงพูดต่อ เธอมองเขาก่อนจะขมวดคิ้ว เขามายุ่งอะไรนักกับเรื่องนมแม่นี่ ทำยังกับตัวเองมีประสบการณ์
“ยัยณดาวก็ตกเลือดมาก ตอนคลอด แรกๆ ก็ไม่มีนมเลย มาปั๊มขึ้นกันเดือนที่สาม...บำรุงดีๆ ร่างกายของคนเรามหัศจรรย์เสมอ ยิ่งร่างกายของผู้หญิงที่เป็นแม่ด้วย ถ้าเด็กกินนมแม่จะแข็งแรง หลานๆ ของฉันทุกคนกินนมแม่กว่าจะหย่านมก็สองสามขวบ แข็งแรงทุกคน”
“อยากให้ลูกคุณกินนมแม่งั้น อะ...งั้นฉันจะพยายามดู”
เธอพูดเปรยๆ สายตาสบกันกับปพนภพแวบหนึ่งเขายักไหล่ แล้วพูดขึ้นมาลอยๆ
“ตรวจดีเอ็นเอก่อน ค่อยมาอ้างสิทธิ์”
“ฉันมีสิทธิ์แน่ๆ แต่ฉันไม่ได้อยากจะแต่งงานหรือให้คุณมารับผิดชอบอะไรหรอกนะ ขอแค่ค่ารักษาตาหนู แล้วเราจะไปแล้วไปลับ”
เธอยังย้ำถึงวัตถุประสงค์ที่เข้ามาในชีวิตเขาอีกรอบ
“เด็กนัดตรวจเมื่อไหร่?”
เขากำลังคิดย้ายแกมาที่โรงพยาบาลที่ทางวัชระโชติมีหุ้นอยู่ เพราะจะได้ดูแลกันง่าย วัชระโชติเข้าเทคโอเวอร์กิจการโรงพยาบาลต่อมาจากเพื่อนของคุณย่า ตามความประสงค์ของท่านที่อยากโอบอุ้มช่วยเหลือกัน และดองกันในรุ่นของจรัสดารินทร์ วรภัทรน้องเขยของเขา ช่วยงานที่วีอาร์ กรุ๊ป ส่วนลูกสาวคนโตและลูกเขย ทำงานต่อที่โรงพยาบาล บริหารงานต่อ แบ่งปันผลกำไรมาให้กับวีอาร์ กรุ๊ป ไม่มีการก้าวก่ายกัน
“อีกสองอาทิตย์ที่โรงพยาบาล”
เธอบอกชื่อโรงพยาบาลไป เป็นโรงพยาบาลรัฐขึ้นชื่อเรื่องรักษาเด็ก เขาถามชื่อคุณหมอเจ้าของไข้จากเธอ ท่านมาทำงานที่โรงพยาบาลของวัชระโชติด้วย ไม่น่าจะยากที่จะย้ายเคสมาดูแลรักษากันที่นี่
“เดี๋ยวฉันจะย้ายเด็กมาที่โรงพยาบาลกรแพทย์ ที่นี่มีคุณหมอเจ้าของไข้เธอมาทำงาน จะได้โอนเคสแกมา แล้วทำการรักษาได้อย่างรวดเร็ว ยิ่งรักษาไวก็ยิ่งหายไว”
“โรงพยาบาลที่คุณพาฉันไปรักษาน่ะเหรอ โห...ไม่ไหวหรอก ค่ารักษาแพงมาก”
เธอโอดครวญ ขณะที่เขายักไหล่แล้วเอ่ยเสียงนิ่มนวล
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวก็จดไว้ เป็นหนี้สินระหว่างฉันกับเธอ”
“...”
ได้แต่ทำตาโตใส่เขา ตาหนูคายนมออกเมื่ออิ่มแล้ว เธอกำลังจะค่อยๆ ช้อนหลานขึ้นมาตบหลังให้เรอ แต่ก็ช้าไปกว่าคนตัวโต ที่อุ้มแกขึ้นมาอย่างอ่อนโยน แล้วลูบหลังให้ พาแกเดินไปด้วย คุยไปด้วย เสียงทุ้มนั้นอ่อนโยนมาก ยังกับคนละคนที่คุยกับเธอ
คนอะไรมีหลายหน้าจัง
ได้แต่คิดในใจ แต่ก็โล่งใจไปเปราะที่เขาดูจะเอ็นดูตาหนูมากๆ เธอเฝ้าดูเขายามเห่กล่อมคุยกับตาหนูแล้ว ก็พลันน้ำตาคลอเบ้า ขนาดแม่แท้ๆ ของแกยังไม่อาลัยลูกชายตัวจ้อยสักนิด ทิ้งขว้างทันทีเมื่อมีโอกาส แต่เขาช่างเป็นผู้ชายที่อ่อนโยนมากกับเด็กที่ตัวเองพูดเองว่าให้ตรวจดีเอ็นเอมาก่อนถึงจะรับแกเป็นลูก
เขาดูคล่องมากกับการดูแลเด็กอ่อน และน่าจะเป็นพ่อที่ดีคนหนึ่ง
แต่ไม่น่าจะเป็นสามีที่ดี
คิดแล้วก็ย่นจมูกน้อยๆ แล้วค่อยๆ เคลื่อนตัวลงจากโซฟา อาศัยตอนเขากำลังวุ่นวายกับเจ้าตัวเล็ก กระต่ายขาเดียวไปเข้าห้องน้ำ เพื่อทำธุระส่วนตัว กว่าเธอจะกลับมาตาหนูก็ส่งเสียงอ้อแอ้คุยจ้อกับพี่เลี้ยงและแม่บ้านที่มาพร้อมประจำการตั้งแต่เช้าตามประสาเด็ก ขณะที่เจ้าของห้องนั้นไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว
สักประมาณเจ็ดโมงเช้า ขณะที่พี่เลี้ยงคนใหม่อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ตาหนูเป็นชุดใหม่แล้วเรียบร้อย เจ้าของห้องก็เดินมาที่โซนพักผ่อนของห้อง ที่กลายเป็นที่เลี้ยงเด็กชั่วคราว เขาจูงเด็กหญิงวัยห้าขวบมาด้วย เมื่อแกเห็นน้องก็ร้องอุทานออกมา แล้วโผเข้าไปเล่นกับน้อง...สีหน้าของแกดูเอ็นดูตาหนูมากๆ เด็กหญิงน่ารักมากจนทราวดีนึกรักกับหน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพรานั่น
“น้อง น้อง ลุงไนท์ขา น้องน่ารักมาก”
“ครับ เล่นน้องเบาๆ นะ น้องไม่ค่อยสบาย”
เขาพูดขณะที่ดูหน้าหลานสาวจะมันเขี้ยวน้องเอามากๆ พ่อตัวเล็กก็หัวเราะเห็นแต่เหงือกส่งให้กับพี่สาวคนใหม่
“น้องไม่สบายเป็นอะไรคะ?”
แกหันมาถาม แล้วมองไปยังทราวดีที่นั่งอยู่ในสภาพที่ดูแล้วน่าตกใจพอควรในสายตาเด็ก
“อะ...คุณคนนั้นใครอะ ลุงไนท์ทำไมเหมือนมัมมี่เลย”
สภาพผ้าพันแผลที่มีทั้งบริเวณศีรษะและขาของเธอนั่นแหละ ทำให้วรดารินทร์เรียกหญิงแปลกหน้าว่ามัมมี่
“เขาเป็นแม่ของน้องค่ะ...ชื่อว่าไทม์”
“พี่ไทม์ ไปทำอะไรมาคะ ถึงได้เป็นมัมมี่แบบนั้น มาจากอียิปต์เหรอ”
คำถามแสนไร้เดียงสา เล่นเอาทราวดียิ้มกว้างและถึงกับหัวเราะออกมาเบาๆ กับจินตนาการของเด็กหญิง
“พี่ซุ่มซ่ามนิดหน่อยค่ะ เลยได้แผลมา พี่ไม่ได้มาจากอียิปต์แล้วก็ไม่ได้เป็นมัมมี่ด้วย”
“ค่ะ พี่เขาซุ่มซ่ามมากๆ เขาทำตู้ปลาของลุงเป็นรอยเลย ต้องซ่อมกันใหญ่มาก วันนี้หนูอยู่โซนนี้นะลูก อย่าไปวิ่งเล่นป้วนเปี้ยนทางโน้น พี่ๆ เขาจะดูแลหนูครึ่งวัน แล้วลุงจะมารับหนูไปส่งที่โรงเรียนสอนพิเศษ โอเคไหมคะ อยากกินอะไร บอกพี่ๆ เขาได้เลย”
“ค่ะ หนูจะเป็นเด็กดี หนูจะเล่นกับน้อง”
แกยิ้มกว้างให้กับลุงไนท์ แล้วดึงขากางเกงของชายหนุ่ม พลางทำแก้มป่องใส่ เป็นอันรู้กันว่าหลานอยากให้หอม เขาจึงก้มลงหอมหลานฟอดหนึ่ง ถูกแกหอมตอบไปสองฟอดเต็มๆ เลอะน้ำลายนิดหน่อยที่แก้มแต่เขาก็ยิ้มแย้มแจ่มใสดี
และรอยยิ้มนั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นสีหน้าตึง...ดึงหน้าสุด เมื่อหันมาหาทราวดี ที่กำลังมองพ่อหนุ่มไมโครเวฟแสนอ่อนโยนรักเด็กตรงหน้าด้วยสายตาทึ่งๆ ปนชื่นชม ถึงกับปรับโหมดไม่ทันราวกับถูกชักปลั๊ก
“เธออยากได้อะไรเพิ่มเติมให้กับตาหนูบ้าง สั่งซื้อได้เลย สั่งที่ห้างเขาจะมาส่งให้ ขอหมายเลขบัญชีหน่อย ฉันจะโอนเงินไว้ให้เธอ เป็นค่าซื้อของ ค่าข้าวให้กับหลานสาวของฉัน แล้วก็ดูแลอาหารการกินให้กับแม่บ้านแล้วก็พี่เลี้ยงด้วย”
“เลข...”
บอกเขาไป เขาก้มหน้ากับโทรศัพท์มือถือของตัวเอง สักพักก็มีเสียงเตือนดังขึ้นที่โทรศัพท์ของเธอ แต่ทราวดียังไว้มาด ไม่ได้พลิกดูว่าเขาให้เงินไว้เท่าไหร่
“ได้เงินแล้ว ใช้อะไรไปก็จดรายการไว้ล่ะ อย่าอมเงินของฉัน”
“ค่ะ”
ก็ปากเป็นเสียแบบนี้ โอ๊ย...ทราวดีเกือบเคลิ้มแล้วก็กลับมาได้ตลอดแหละ
เขาเดินด้วยมาดสง่างามออกไปจากเพนท์เฮ้าส์โดยมีหลานสาววิ่งตามไปส่ง ก่อนที่แกจะวิ่งกลับมา แล้วบอกรายงานเสียงแจ๋วกับเธอว่า
“หนูหิวแล้วค่ะ พี่ไทม์ ลุงไนท์บอกว่าหนูอยากกินอะไรก็ได้ทั้งหมดเลย เรากินพิซซาตอนเช้าได้ไหมคะ?”
นั่นแหละทราวดีถึงได้พลิกหน้าจอโทรศัพท์ออกดู แล้วก็ตกใจกับจำนวนเงินที่เขาโอนมาให้
แสนหนึ่ง!
เขาให้ค่าซื้อของตาหนู ค่าดูแลทุกคนในบ้านมาแสนหนึ่ง
อื้อหือ...
เขาก็ไม่ได้งกอะไรขนาดที่เธอจินตนาการนักหรอก
แต่รวมๆ แล้ว ปพนภพก็ไม่ใช่ผู้ชายในฝันสำหรับทราวดีอยู่ดี น่ากลัว...นั่นคือคำนิยามที่เธอมอบให้เขา
สองเดือน ตรวจ รับเงินค่าดูแล แล้วเธอกับตาหนูก็จะสลายร่างไปจากชีวิตของปพนภพ วัชระโชติ
ทราวดีคิดง่ายๆ แค่นี้
