ตอนที่ 6 เรื่องด่วนจากเจ้าเมือง
หยวนจื่อคลี่จดหมายจากเจ้าเมืองออกอ่านอย่างตั้งใจ เมื่อสายตากวาดผ่านเนื้อความทั้งหมด เขาก็ถอนหายใจยาวออกมาอย่างหนักใจ นี่มันเรื่องอะไรกันอีกหนอ… เนื้อหาภายในจดหมายทำให้หัวใจของเขาหนักอึ้งยิ่งนัก
“ท่านพี่ มีเรื่องใดหรือ” เสียงของไช่หลานดังขึ้นจากด้านหลัง นางเดินออกมาหาสามีด้วยสีหน้าเป็นกังวล เห็นเขาขมวดคิ้วแน่นจนแทบไม่เหลือรอยยิ้ม
“หมู่บ้านของเราคงลำบากแล้ว… ไม่สิ คงไม่ใช่แค่หมู่บ้านของเรา แต่ทุกหมู่บ้านคงต้องประสบเคราะห์เช่นเดียวกัน” เขาหันมาสบตาภรรยา ก่อนเล่าเนื้อความในจดหมายให้ฟัง
“ลำบากอย่างไรหรือคะ แล้วเกี่ยวข้องกับครอบครัวเราด้วยหรือไม่” ไช่หลานถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา แววตาเต็มไปด้วยความกังวล
หยวนจื่อส่ายหน้าเบา ๆ “ยังไม่เกี่ยวกับบ้านเราโดยตรง โชคดีที่ลูกชายของเรายังเล็กเกินไป แต่บ้านอื่นคงไม่รอดแน่ ทางการส่งคำสั่งให้ทุกหมู่บ้านจัดชายหนุ่มแข็งแรงไปขุดเหมืองแร่ที่เพิ่งค้นพบ ข้าไม่เข้าใจเลยจริง ๆ ทั้งที่มีทาสมากมาย เหตุใดจึงต้องการแรงงานจากชาวบ้านอย่างพวกเราด้วย” น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความไม่พอใจปนขมขื่น
การต้องเลือกส่งคนในหมู่บ้านออกไปบ้านละหนึ่งคน เป็นเรื่องที่ทำให้หัวใจเขาหนักหน่วงนัก
ไช่หลานฟังแล้วถึงแม้จะกังวล แต่ลึก ๆ ก็โล่งใจอยู่ไม่น้อยที่ครอบครัวของตนยังไม่ต้องสูญเสียใครไปทำงานเสี่ยงภัยนั้น
“ข้าคงต้องรีบแจ้งเรื่องนี้ให้ทุกคนในหมู่บ้านรับรู้” หยวนจื่อพูดจบก็ลุกขึ้นรีบออกไปยังลานกลางหมู่บ้าน มือใหญ่คว้าค้อนเคาะระฆังเสียงดังสามครั้ง
เสียงโลหะกังวานก้องสะท้อนทั่วหุบเขา บอกให้รู้ว่ามีเหตุสำคัญ ชาวบ้านที่กำลังทำงานอยู่ต่างละมือแล้วรีบมุ่งหน้าไปยังลานรวมตัว
“ทำไมอยู่ดี ๆ ผู้ใหญ่บ้านถึงเคาะระฆังล่ะ มีเรื่องด่วนอะไรหรือเปล่า ระฆังนี่ไม่เคยดังมานานหลายปีแล้วนะ” เสียงพูดคุยดังระงมไปทั่ว
หยางเล่อที่เพิ่งกลับจากภูเขาพร้อมภรรยาได้ยินเสียงระฆัง ก็ก้าวเท้าเร็วขึ้นด้วยสีหน้าขรึม “ดูท่าจะไม่ใช่เรื่องดีแน่” เขาพึมพำเบา ๆ
“ท่านพี่ ผู้ใหญ่บ้านมีเรื่องใดกันนะ” ภรรยาหันไปถามด้วยน้ำเสียงประหม่า
“ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน เดี๋ยวเข้าไปฟังดูก็รู้” เขาจูงมือนางเดินเข้าไปในกลุ่มชาวบ้านเพื่อรอฟังคำชี้แจง
เมื่อหยวนจื่อเห็นว่าทุกครอบครัวมาครบแล้ว เขาจึงขึ้นไปยืนบนแท่นไม้ที่ยกสูงกว่าเดิมเพื่อให้ทุกคนได้ยินเสียงชัดเจน
“ทุกคน โปรดเงียบก่อนเถิด ข้าเรียกประชุมในวันนี้เพราะมีเรื่องสำคัญจากท่านเจ้าเมือง” เสียงทุ้มหนักแน่นของเขาทำให้ผู้คนรอบข้างเงียบลงในทันที บรรยากาศกลายเป็นตึงเครียด
หยวนจื่อสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนกล่าวต่อ “เมืองของเราเพิ่งค้นพบเหมืองแร่ใหม่ ท่านเจ้าเมืองต้องการแรงงานจำนวนมาก เพื่อเข้าไปขุดและขนแร่พวกนั้นออกมา ทางการมีคำสั่งให้แต่ละครอบครัวส่งชายที่แข็งแรงที่สุดไปหนึ่งคน”
เสียงฮือฮาดังขึ้นทันที แต่หยวนจื่อยกมือห้ามแล้วพูดต่อ “ท่านเจ้าเมืองจะมอบเงินให้ครอบครัวที่ส่งคนไปยี่สิบตำลึง และยังมีเบี้ยรายเดือนให้อีก ถึงงานจะหนักแต่ก็มีค่าตอบแทน ข้าแจ้งเพียงเท่านี้ ใครมีข้อสงสัยก็ถามได้”
เฟยหลงที่ยืนอยู่ข้างหน้าเอ่ยถามทันที “แล้วต้องเดินทางไปเมื่อใดหรือ ผู้ใหญ่บ้าน”
“อีกเจ็ดวันข้างหน้า เจ้าเมืองจะส่งคนมารับตัว” หยวนจื่อตอบด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ทุกคนจงคิดให้ดีว่าจะส่งใครออกไปทำงานนี้”
ด้านหนึ่งของลาน ซูฟางยืนฟังอยู่ด้วยสีหน้าเฉยเมย ความกังวลไม่ปรากฏแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม ริมฝีปากของนางกลับคลี่ยิ้มบาง ได้ยี่สิบตำลึงเชียวหรือ แถมยังได้เงินเดือนอีก ช่างเป็นเรื่องดีแท้
“ท่านแม่ยิ้มอันใดอยู่หรือ” หยวนจูที่ยืนข้าง ๆ ถามขึ้นด้วยความสงสัย “ไปทำงานในเหมือง ไม่ใช่เรื่องลำบากอันตรายหรือ ใคร ๆ ก็รู้ว่าที่นั่นทำงานหนักจนแทบสิ้นแรง”
ซูฟางหัวเราะเบา ๆ พลางลูบแขนลูกสาว “อย่ากังวลไปเลย ข้าไม่ส่งเจ้าไปหรอก และพี่ชายเจ้าก็เช่นกัน”
“เช่นนั้น… ท่านแม่หมายถึงพี่ใหญ่หรือ” แววตาของหยวนจูเปล่งประกายขึ้นทันใด ริมฝีปากนางยกยิ้มอย่างยินดี ได้อีกยี่สิบตำลึง… เงินนี้คงมากพอจะเป็นสินเดิมของข้าในอนาคตแล้วสินะ
ซูฟางพยักหน้ารับเบา ๆ ดวงตาคมกวาดมองชายหญิงสองคนที่ยืนเคียงกันอยู่ไม่ห่าง แววตานั้นเต็มไปด้วยความสะใจปนเย้ยหยันที่แผ่วแล่นอยู่ในห้วงลึกของใจ
“ท่านพี่…” เฉาเยว่วางมือสั่นเทาจับแขนสามีแน่น เสียงของนางสั่นพร่าด้วยความหวาดกลัว “ข้ากลัว…” นางกลัวเหลือเกินว่าเขาจะถูกส่งตัวไป
หยวนเฉายื่นมือขึ้นลูบหลังภรรยาเบา ๆ น้ำเสียงอ่อนโยนดังขึ้นใกล้หู “เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง ข้าแข็งแรงกว่าที่เจ้าคิด”
เขาไม่ได้พูดว่าจะไม่ไป หากแต่คำพูดนั้นกลับยืนยันในใจของนางว่า เขารู้ดีอยู่แล้วว่าตนเองต้องถูกส่งตัวไปแน่นอน น้ำตาใสเอ่อคลอในดวงตา ก่อนจะไหลอาบแก้มอย่างเงียบงัน ความสุขที่เพิ่งเริ่มต้นกลับต้องจบลงอย่างรวดเร็วราวสายลมวูบหนึ่ง นางหวั่นกลัวสุดหัวใจว่าสามีจะเป็นอันตราย
“เจ้าอย่าร้องเลย เรากลับบ้านกันเถอะ” เขาเอ่ยเบา ๆ แล้วจูงมือนางเดินกลับโดยไม่พูดอะไรอีก
เมื่อทั้งคู่มาถึงบ้าน ก็พบแม่สามียืนรออยู่ก่อนแล้ว สีหน้านางเรียบเฉยแต่แววตาแฝงบางสิ่งที่อ่านไม่ออก
“กลับมากันแล้วหรือ” เสียงนั้นดังขึ้นอย่างราบเรียบ ดวงตาเหลือบมองตะกร้าในมือของทั้งคู่ เห็นเต็มไปด้วยผักป่าหลากชนิด จึงไม่ได้กล่าวตำหนิอย่างเคย
“ไปทำอาหารเสียสิ ตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว” นางพูดเพียงเท่านั้นก่อนจะหันหลังเดินเข้าบ้านไป
“เจ้าทำอาหารให้ท่านแม่เถอะ” หยวนเล่อพูดพลางวางตะกร้าลง แล้วเดินเอาของที่หามาไปเก็บอย่างเงียบ ๆ
ระหว่างที่เฉาเยว่เตรียมอาหารอยู่นั้น ใจของนางกลับไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ภาพสามีที่อาจต้องจากไปวนเวียนอยู่ในความคิดอย่างไม่หยุดหย่อน ความกังวลกัดกินจนแทบหายใจไม่ออก นางรู้ดีว่าแม้แม่สามียังไม่เอ่ยปาก แต่ก็พอเดาได้ว่า ใครจะต้องไป
“เจ้าทำอาหารเสร็จหรือยัง เหม่ออะไรอยู่ ทุกคนรอกินข้าวแล้วนะ” เสียงของซูฟางดังขึ้นพร้อมฝีเท้าที่ก้าวเข้ามาในครัว นางมองเห็นสะใภ้ใหญ่ยืนเหม่อลอยอยู่จึงขมวดคิ้ว
“ข้าจะรีบทำเจ้าค่ะ” เฉาเยว่รีบเร่งมือ นำอาหารทุกอย่างไปวางบนโต๊ะใหญ่ นางเหลือบมองน้องชายของสามีที่นั่งอยู่ตรงหัวโต๊ะด้วยความรู้สึกซับซ้อน เขาเป็นชายร่างอ้วน ผู้ไม่สนใจสิ่งใดนอกจากอาหารและความสุขส่วนตัว ตั้งแต่นางเข้ามาอยู่ในบ้านนี้กว่าหนึ่งเดือน ยังไม่เห็นว่าเขาเคยจับหนังสือสักครั้ง คืนใดที่นางเดินผ่านห้องของเขา ก็มักได้ยินเสียงเพ้อถึงชื่อใครบางคนอยู่บ่อย ๆ
“เอาล่ะ กินข้าวได้แล้ว” ซูฟางเอ่ยเสียงอ่อนลงเล็กน้อย “เจ้าก็มานั่งกินด้วยสิ แล้วไปตามสามีของเจ้ามา”
เฉาเยว่ยิ้มบาง ๆ ก่อนจะรีบวิ่งเข้าไปในเรือนเล็ก “ท่านพี่ ท่านแม่ให้ข้ามาตามท่านกินข้าว” นางเอ่ยเบา ๆ พร้อมจูงมือเขาเดินไปยังโต๊ะอาหาร
หยวนเล่อเดินตามภรรยาอย่างเงียบงัน แววตาเขาอ่อนโยนเมื่อมองแผ่นหลังบอบบางตรงหน้า หากวันหนึ่งเขาไม่อยู่ นางจะต้องเหนื่อยและลำบากเพียงใด ความกังวลก่อรอยลึกอยู่ในใจ
“ท่านแม่ ข้าพาท่านพี่มาแล้วเจ้าค่ะ” เสียงของเฉาเยว่ดังขึ้นเมื่อทั้งคู่มาถึง นางเห็นโต๊ะอาหารยังไม่มีใครแตะต้องแม้แต่จานเดียว
“เจ้าใหญ่ มานั่งกินข้าวกับแม่สิ เราไม่ได้กินพร้อมกันนานแล้วนะ” เสียงของซูฟางอ่อนโยนผิดจากทุกวัน
“ขอรับ” หยวนเล่อนั่งลงข้างภรรยา
“เจ้ากินนี่สิ อร่อยมาก” ซูฟางตักผัดผักป่าที่อยู่ตรงหน้าวางลงในจานของลูกชายด้วยรอยยิ้มที่ดูอบอุ่น
ความอ่อนโยนนั้นไม่ได้รอดพ้นสายตาของผู้ที่มองอยู่ เฉาเยว่รู้ดีว่าทำไมแม่สามีถึงแสดงท่าทีเช่นนี้ เหตุผลย่อมหนีไม่พ้นเรื่อง “เหมืองแร่” ที่กำลังจะมาถึง
หยวนเล่อเพียงยิ้มบาง เขากินอาหารที่มารดาตักให้เพียงเล็กน้อย พอท้องอิ่ม เสียงที่เขาคิดไว้ในใจก็ดังขึ้นมาจากปากของมารดา
คำพูดที่ยืนยันชัดว่า หากไม่ใช่เพราะต้องการใช้เขา ก็คงไม่มีวันเรียกให้ทั้งคู่มานั่งกินข้าวด้วยกันเช่นนี้เลย…
