บทย่อ
"เปรียวปรียา" ถูกปู่บุญธรรมส่งให้มาแต่งงานกับ "ภณ" ซึ่งเธอก็ยินยอมเพราะไม่อาจอยู่บ้านหลังนั้นได้ ถูกรังแกมาโดยตลอดจึงคิดว่าการออกมาอยู๋ข้างนอกดีที่สุด เชื่อว่าท่านจะเลือกสิ่งที่ดีให้กับตนเอง แต่เพียงแค่เจอเขาก็รับรู้ถึงความเย็นชาที่อีกฝ่ายส่งมา ทำเหมือนเธอเป็นเพียงอากาศ เจ้าสาวที่เขาจำต้องรับไว้ด้วยความไม่เต็มใจ...
บทนำ
บทนำ
คำสั่งสายตรงจากผู้มีพระคุณทำให้เขาไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ บุญคุณท่วมหัวที่บอกไว้ว่าจะตอบแทนในสักวัน บัดนี้ได้ทำตามคำขอของท่านแล้วแม้จะไม่ได้เกิดจากความเต็มใจ แต่ก็ต้องจำใจยอมรับมันเพราะเคยลั่นวาจาออกไปแล้ว อีกทั้งท่านยังช่วยฉุดรั้งเขาขึ้นมาจากนรกขุมลึกสุดอีกต่างหาก เกือบเสียผู้เสียคนยังดีได้คุณศุภัช เกษมวิกรมเป็นคนช่วยเหลือ
ภณยืนพิงรถกระบะกลางเก่ากลางใหม่ที่ใช้งานหนักมาตลอดระยะเวลาเกือบสามปีของตัวเอง จากเด็กบ้านรวยอนาคตไกลครอบครัวล้มละลาย บุพการีจากไปด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์พร้อมกัน เหลือหนี้สินก้อนโตเอาไว้ให้เขาชดใช้ แต่ตอนนั้นตนเพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัยจะเอาที่ไหนไปจ่าย ลำพังเงินเก็บก็มีเพียงสองล้านจึงต้องจ่ายเท่าที่ไหวไปก่อน หนี้ธนาควรยังพอไหวแต่หนี้นอกระบบทำเอาเขาแทบไม่ได้อยู่กับที่ ต้องคอยหลบพวกเจ้าหนี้จนรับงานที่ไม่คิดว่าชาตินี้จะเข้าไปข้องเกี่ยว
ยาเสพติด...
ทั้งขายและเสพจนเกือบเสียผู้เสียคน ยังดีเจอท่านมาช่วยเหลือ จ่ายหนี้ทั้งหมดแล้วยังพาเขาไปบำบัดจนหายดี ชายหนุ่มซาบซึ้งในบุญคุณเป็นอย่างมากจึงยอมทำทุกอย่างตามคำขอของคุณศุภัชไม่มีเกี่ยงงอนเลยสักครั้ง แต่ท่านก็ไม่ได้ร้องขออะไรจนคราวนี้ที่มีสายเรียกเข้าจากคนทางไกล
“ช่วยรับหลานสาวของฉันเป็นภรรยาหน่อยนะ แกเป็นหลานบุญธรรมที่ฉันรักมาก รักเหมือนลูกในไส้...ฝากดูน้องด้วยนะภณ” นั่นคือคำสั่งที่เขาจำได้ขึ้นใจ ครั้นจะเอ่ยปฏิเสธก็ไม่ได้เพราะเคยสัญญาไว้ว่าจะทำตามทุกอย่าง
แค่แต่งเมียคนเดียวไม่ได้ยากเลยสักนิด
เมื่อก่อนเขาก็เคยแต่งงานมาแล้ว เพียงแต่ถูกทิ้งไปไม่ไยดีเพราะหมดตัว ตอนนี้เจ้าหล่อนเสวยสุขเป็นคุณนายเศรษฐีอยู่เมืองหลวง ข่าวออกครึกโครมว่าเป็นคนสนิทของนักธุรกิจแก่คราวพ่อ เห็นแล้วก็ได้แต่ยิ้มเยาะตัวเอง
ตอนนั้นคงมีดีแค่เงินนั่นแหละ หล่อนถึงได้ยอมแต่งงานด้วยทั้งที่เราเพิ่งอายุยี่สิบปีเท่านั้น พอบ้านเขาล้มละลายก็ถูกทิ้งเหมือนหมา
ช่างน่าสังเวชเสียเหลือเกิน
“คุณ...ภณใช่ไหมคะ คุณปู่เอารูปคุณให้ฉันดูน่ะค่ะ” ยืนกอดอกพิงรถแล้วมองรถสาธารณะที่เคลื่อนเข้าสู่บริษัทขนส่งประจำจังหวัดคันแล้วคันเล่า ไม่ได้หยิบรูปของหล่อนมาดูด้วยซ้ำ คิดว่าหากมาถึงอีกฝ่ายก็คงเข้ามาทักเขาเอง จนได้เห็นว่าที่เจ้าสาวซึ่งเดินส่งยิ้มมาแต่ไกลเห็นแล้วก็นึกหงุดหงิดเผลอทำหน้ารำคาญใส่ทันที รอยยิ้มของเธอจึงค่อยเลือนหายไป
“อือ ขึ้นรถเถอะ” พูดจบก็ก็เปิดประตูรถแล้วประจำตำแหน่งคนขับทันที เขาสวยเสื้อยีนส์แขนยาวทับด้วยกางเกงยีนส์เช่นเดียวกัน ผมก็ปาดเจลพอให้เรียบร้อย ใส่แว่นสีดำปกปิดดวงตาจากแสงแดดที่จ้าซะเหลือเกิน ขณะที่คนมาใหม่ใส่เสื้อยืดเข้ารูปกับกางเกงยีนส์ขาม้าและรองเท้าผ้าใบคู่โปรด ส่วนกระเป๋าที่ถือมาก็ไม่ได้ใหญ่เทอะทะ กลับมีของเพียงแค่นิดเดียวเท่าที่จำเป็นเท่านั้น
เมื่อเจ้าของรถขึ้นประจำที่ หล่อนก็รีบเดินอ้อมไปเปิดประตูข้างคนขับเพื่อนั่งเคียงเขา วางกระเป๋าไว้บนตักแล้วผ่อนลมหายใจเสียงเบา ตลอดการเดินทางคิดมาตลอดว่าเจ้าบ่าวของตนจะหน้าตาอย่างไร พอได้พบก็แอบอมยิ้มกับความหล่อเหลาของเขา เสียแต่หน้าบึ้งไปหน่อยเท่านั้นเอง
“สวัสดีปีใหม่นะคะ ฉันเตรียมการ์ดมาให้คุณด้วยค่ะ” ไม่มีของขวัญใดจะมอบนอกจากการ์ดอวยพรวันปีใหม่ที่เธอเป็นคนทำขึ้นเอง ทั้งออกแบบและระบายสีแต่เขาก็ทำเพียงเหลือบมองก่อนหยิบมาวางไว้ตรงคอนโทรลหน้ารถอย่างไม่ค่อยใส่ใจเท่าไหร่
ไม่มีแม้แต่คำขอบคุณซึ่งหล่อนก็ไม่ได้คิดมาก เพียงแค่เขายอมมารับแล้วให้สถานะภรรยาก็ดีแค่ไหนแล้ว หลุดพ้นจากบ้านที่เป็นดั่งนรกสักที อยู่ที่นั่นไม่เคยมีความสุขเลยสักวัน กระทั่งเกิดเรื่องราวใหญ่โตไม่อาจแก้ไขได้เพราะลูกชายคนรองของคุณปู่จะเข้ามาข่มเหงเธอ
โชคดีมีคนเข้ามาช่วยได้ทัน ทุกคนในบ้านตื่นกลางดึกเพื่อมาว่าร้ายกล่าวโทษโยนความผิดให้หล่อน ทั้งที่คนเริ่มคือผู้อื่นไม่ใช่เธอด้วยซ้ำ คุณปู่เห็นว่าหล่อนอยู่ที่นี่ไม่ได้จึงส่งหญิงสาวมาแต่งงานกับชายที่กำลังก่อร้างสร้างตัวอยู่ในจังหวัดทางภาคอีสาน
เธอกลายเป็นเจ้าสาวที่เขาจำใจต้องรับ...อย่างขัดไม่ได้
“เราจะกลับบ้านเลยใช่ไหมคะ” ตื่นเต้นเมื่อจะมีบ้านเป็นของตัวเอง แม้ว่าหล่อนจะไม่ใช่เจ้าของบ้านตัวจริงก็ตาม
“อือ ไว้พรุ่งนี้ค่อยมาจดทะเบียนสมรส” พยักหน้าตามคำพูดของเขา นั่งเงียบแล้วมองทิวทัศน์ข้างทางโดยที่วิทยุยังคงเปิดเพลงต้อนรับใหม่ วันแห่งการเริ่มต้นที่เธอเองก็จะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่เช่นเดียวกัน หลังจากทนทรมานมาหลายปี
“สวัสดีวันปีใหม่พา ให้บรรดาเราท่านรื่นรมย์ ฤกษ์ยามดีเปรมปรีดิ์ชื่นชมต่างสุขสมนิยมยินดีข้าวิงวอนขอพรจากฟ้า ให้บรรดาปวงท่านสุขศรี โปรดประทานพรโดยปรานี ให้ชาวไทยล้วนมีโชคชัย” ฟังเพลงที่คลื่นวิทยุเปิดก็ร้องคลอไปด้วย ก่อนเหลือบมองเขากลัวจะถูกชายหนุ่มรำคาญ แต่ยังดีที่อีกฝ่ายไม่พูดอะไรสักคำนอกจากทำหน้าที่ขับรถของตัวเอง
“ให้บรรดาปวงท่านสุขสันต์ทุกวันทุกคืนชื่นชมให้สมฤทัย ให้รุ่งเรืองในวันปีใหม่ผองชาวไทยจงสวัสดี ตลอดปีจงมีสุขใจตลอดไปนับแต่บัดนี้ ให้สิ้นทุกข์สุขเกษมเปรมปรีดิ์สวัสดีวันปีใหม่เทอญ” เพลงในพระราชนิพนธ์ซึ่งเปิดทุกปีในยามเปลี่ยนศักราช กลายเป็นความเคยชินของเธอไปเสียแล้ว เพียงแต่ปีนี้เพราะกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
เมื่อตนได้ฟังในสถานที่แปลกใหม่ ที่กำลังจะเปลี่ยนชีวิตแสนน่าเบื่อของเธอไปตลอดกาล...
“ถึงแล้ว ลงมาสิ” ขับรถเพียงยี่สิบนาทีก็มาถึงบ้านที่เขาอาศัยเพียงลำพัง รอบข้างเป็นทุ่งนาและแปลงผักขนาดใหญ่ไกลสุดลูกหูลูกตา เธอเห็นแล้วก็อดชื่นชมไม่ได้ เจ้าตัวลงไปเปิดรั้วไม้ที่กั้นทางเอาไว้แล้วขึ้นมาขับรถก่อนจะเคลื่อนมาจอดยังข้างบ้าน ค่อยหันมาบอกหล่อนที่นั่งมองบรรยากาศภายนอกด้วยแววตาอยากรู้อยากเห็นไปเสียหมด
ตื่นเต้นกับสิ่งรอบข้างพอสมควร กอดกระเป๋าแล้วลงมาข้างล่าง พบว่าบ้านของเขาเป็นบ้านไม้สองชั้นใต้ถุนโล่ง ด้านซ้ายทำเป็นส่วนครัวที่ไม่ค่อยเป็นระเบียบเท่าไหร่ มีอุปกรณ์ในการเก็บผักวางไว้แบบระเกะระกะ เหมือนแค่ทิ้งไม่ได้สนใจจะเก็บกวาดให้สะอาด พื้นใต้ถุนถูกราดด้วยปูนซีเมนต์แต่ลมก็พัดเอาดินและเศษใบไม้ไปกองรวมกันด้านบน
พอจะทราบจากคุณปู่ว่าเขาอยู่คนเดียว ไม่มีภรรยาหรือบุพการีอยู่ด้วย จึงไม่แปลกใจกับสภาพของบ้านเท่าไหร่
“อยู่ได้ใช่ไหม” คำถามไม่ได้อยากรู้แต่เหมือนกดดันให้ตอบ
“ค่ะ ได้ค่ะ”
อย่างไรหล่อนก็ไม่มีที่ไปอยู่แล้ว ทางเลือกเดียวที่มีตอนนี้คือต้องอยู่ให้ได้ คงไม่มีที่ไหนเลวร้ายเท่าบ้านหลังนั้นอีกแล้วล่ะ
ตอนนี้เธอหลุดพ้นแล้ว...

