สองคนแม่ลูก ตอนที่ 2
เมื่อเช้าพิญญายังมีแรงอุ้มเจ้าตัวเล็กขึ้นรถเมล์ต่อรถไฟฟ้าเพื่อมาหาหมอด้วยกัน แต่พอหมอแจ้งให้ทราบว่าก้อนเนื้อในหน้าอกของเธอนั้นคือมะเร็ง ก็เหมือนว่ามีใครสักคนมาดับไฟไปวูบหนึ่ง ภาพที่หญิงสาวเห็นมืดดับเหมือนอนาคตที่ไม่รู้ว่าจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร แสงสว่างที่พิญญาเคยคิดว่ามันมีอยู่เสมอ ณ เบื้องหน้าหายวับไปกับตาเมื่อรู้ว่ามะเร็งได้ลุกลามจนถึงขั้นที่สองเสียแล้ว
“แล้ว...แล้วดิฉันต้องทำยังไงต่อคะ” หญิงสาวกล้ำกลืนความตระหนกไว้แล้วถามหมอถึงกระบวนการรักษา
แม้หมอจะอธิบายทางเลือกและกระบวนการรักษาในแต่ละทางมาให้โดยละเอียดแต่ดูเหมือนว่าพิญญาจะไม่เข้าใจนัก ปกติเธอเป็นคนเข้าใจอะไรง่ายๆ และเธอก็คิดว่าสิ่งที่หมออธิบายนั้นไม่ได้ยากอะไร แต่นี่ทำไมวันนี้สิ่งที่หมอพูดเหมือนเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา เป็นเพียงลมพัดผ่านทุกอย่างอื้ออึงไปหมด ไม่รับรู้ว่าแนวทางการรักษามีอะไรบ้าง จำได้เพียงว่าได้ถามหมอกลับไปซ้ำๆ ว่ามีโอกาสที่เธอจะหายขาดจากโรคนี้หรือเปล่า
“หมอบอกไม่ได้หรอกค่ะว่าจะหายขาดไหม เราต้องลองรักษาดูก่อนค่ะ แต่ตอนนี้มะเร็งลุกลามถึงขั้นสอง หมอจึงอยากแนะนำว่าควรรีบรับการรักษาให้เร็วที่สุดนะคะ ยิ่งรักษาเร็วมากเท่าไหร่โอกาสจะหายก็มีมากขึ้นเท่านั้นค่ะ” หมอตอบอย่างใจเย็นเมื่อรู้สึกได้ว่าคนไข้กำลังสับสนและเสียกำลังใจ ความหวังที่ได้ทั้งหมดมีอยู่เท่าที่หมอบอกแค่นี้เอง
พิญญาถอนหายใจเบาๆ แล้วมองไปที่กระจกบานใหญ่ของรถไฟฟ้าฝั่งตรงข้าม ท้องฟ้ายามนี้เป็นสีม่วงคล้ำอมแดงเหมือนดวงตาของคนที่กำลังร้องไห้อย่างหนัก ต้องผ่านเรื่องหนักหนาขนาดไหนกันคนเราถึงร้องไห้จนตาแดงก่ำได้เหมือนสีของท้องฟ้ายามนี้
‘...เป็นมะเร็งแล้วต้องตาย...’
คำพูดนี้ฝังหัวของพิญญามาตั้งแต่เด็กๆ และใครต่อใครที่เธอรู้จักก็ตายด้วยมะเร็งกันทั้งนั้น ไม่รู้ว่ามันเป็นมัจจุราชหรืออย่างไร โรคมะเร็งถึงได้คร่าชีวิตคนได้เป็นผักปลา ก่อนหน้านี้ถ้าใครมาคุยกับพิญญาเรื่องมะเร็งนั้น เธอคงหัวเราะขบขันและบอกว่ามันเป็นเรื่องไกลตัว มันไม่ใช่อยู่ๆ จะเป็นกันได้เสียที่ไหน มันต้องเป็นคนอ่อนแอขี้โรคต่างหากถึงจะเป็นมะเร็งได้ พิญญาเชื่อแบบนี้มาตลอดจนวันนี้ได้มาเจอกับตัวเอง แม้ว่าหมอจะอธิบายซ้ำๆ ว่าสมัยนี้มีวิทยาการก้าวหน้าในเรื่องการรักษาโรคร้ายนี้มากแต่ไหนแล้ว แต่คำว่าเป็นแล้วตายก็ยังวนเวียนอยู่ในความคิดของพิญญาอยู่ดี
‘...งั้นเราคงต้องตาย...’
เสียงหนึ่งดังขึ้นมาในความคิดของหญิงสาว ทำให้อยู่ๆ น้ำตาก็ล้นเอ่อขึ้นมาจนต้องยกมือขึ้นปาดเช็ดให้เหือดแห้ง เธอรู้ว่าคนเราทุกคนเกิดมาก็ต้องตายด้วยกันทั้งนั้น ไม่มีใครหรอกที่จะอยู่ค้ำฟ้าไปได้ แต่ถ้าเธอตายแล้วชีวิตน้อยๆ ที่นอนหนุนตักของเธออยู่นี่จะทำอย่างไร พิญญาใช้มือข้างหนึ่งลูบหัวของสาวน้อยเบาๆ ด้วยความรักและหวงแหนอย่างสุดซึ้ง
“...สถานีถัดไปสถานีเกษตรศาสตร์...” เสียงประกาศในรถไฟฟ้าบอกให้ผู้โดยสารรู้ตัวว่าใกล้ถึงสถานีถัดไปแล้วและเป็นปลายทางของสองแม่ลูก
“อลิน ลูก...ตื่นได้แล้วค่ะ เราต้องลงรถกันแล้วนะ”
“อื้ม... นี่เราถึงบ้านกันแล้วเหรอคะแม่” เด็กน้อยลุกขึ้นนั่งด้วยท่าทางงัวเงียและถามทั้งที่ตายังปิดสนิท
“ยังหรอกค่ะ เดี๋ยวเราต้องลงไปขึ้นรถเมล์อีกนะ มาค่ะ เดี๋ยวแม่เอากระเป๋าเป้ใส่หลังให้นะคะ” หญิงสาวจัดแจงเอากระเป๋าเป้ใบเล็กของลูกสาวใส่หลังให้ ในนั้นก็ไม่มีอะไรมากนอกจากขนมกรุบกรอบหนึ่งถุงและตุ๊กตาเจ้าหญิงตัวโปรดที่ไปไหนมาไหนเด็กน้อยจะต้องเอาติดตัวไปด้วยทุกครั้ง
สองแม่ลูกลงจากรถไฟฟ้าแล้ว บนชานชาลามีคนไม่มากนักเนื่องจากเลยช่วงเวลาเร่งด่วน แต่อย่างไรเสียคนก็ยังหนาตาและนั่นก็หมายความว่าพิญญาจะต้องพาลูกน้อยฝ่าผู้คนเพื่อขึ้นรถเมล์อีกตามเคย
“แม่ขา...” เสียงเล็กๆ เรียกพิญญาดังอยู่ข้างตัวทำให้เธอต้องก้มลงมามอง
“มีอะไรหรือคะ”
“อลินกินเค้กได้ไหม”
“แต่เราเพิ่งกินข้าวกันมานี่คะ” พิญญาตอบลูกสาวที่มองเธอสลับกับเค้กในตู้ตาละห้อย ก่อนขึ้นรถไฟฟ้ากลับมาหญิงสาวก็พาลูกน้อยกินข้าวจนอิ่มแปล้เพราะคะเนแล้วว่าต้องใช้เวลาเดินทางนานพอสมควร แต่อย่างไรเสียเด็กกับขนมหวานก็มักจะเป็นของคู่กัน
“แต่ว่า...เรายังไม่ได้กินขนมนี่คะ เรากินแต่ข้าว” เด็กหญิงต่อรองเผื่อแม่จะใจอ่อน
“แต่ในร้าน อลินบอกแม่ว่ากินข้าวอิ่มแล้วไงคะ”
“อลินบอกว่าอิ่มข้าว ไม่ได้อิ่มขนมนี่นา แม่ขา...เค้กชิ้นเล็กๆ นะคะ” เจ้าตัวเล็กพูดจบก็ทำนิ้วมือจีบให้เล็กที่สุดเพื่อจะบอกว่า เธอต้องการเพียงเค้กชิ้นเล็กนิดเดียวเพื่อปลอบประโลมพุงน้อยๆ หลังจากที่มันย่อยอาหารมื้อเย็นเสร็จแล้ว
หญิงสาวอดขำไม่ได้ที่เธอต้องมาต่อรองกับเด็กห้าขวบที่พยายามจะหาเหตุผลเพื่อจะกินขนม แต่ก็เอาเถอะเค้กชิ้นเล็กๆ แบ่งกันสองคนแม่ลูกมันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร เธอมีเงินทองพอควรที่จะซื้อขนมหรือของกินตามใจได้บ้าง แต่ที่พิญญาไม่อยากตามใจอลินมากนักเพราะกลัวว่าน้ำหนักจะเกินกว่าเกณฑ์ในอายุเท่านี้
เมื่อเลือกซื้อเค้กได้ตามที่ต้องการแล้วเด็กหญิงก็ดูอารมณ์ดีขึ้นแล้วเดินฮัมเพลงอย่างมีความสุข ทันทีที่เข้าไปในร้านขนมแม่ก็ใจอ่อนซื้อเค้กขนาดครึ่งปอนด์ที่หน้าของมันแต่งเป็นรูปตัวการ์ตูนใส่ชุดกระโปรงบานสีชมพูให้ เนื่องจากถ้าไม่ซื้อหนูน้อยคงเกาะคงติดอยู่ที่กระจกตู้โชว์เค้กไม่ไปไหนสักที
