บทที่ 2.3
จวินเซียวเห็นถุงปักดอกอวี้หลานใต้หมอนของฉู่เฟิงเยี่ยนก็ชะงัก เขารีบเก็บสายตาและสีหน้า จากนั้นกำชับชายหนุ่มเรื่องบาดแผลอีกสองสามประโยค ทว่าตอนนั้นเองอีกฝ่ายกลับถามคำถามขึ้น
“ผู้ที่ช่วยชีวิตข้าเอาไว้เป็นเจ้าของถุงหอมใบนี้ ท่านพอจะรู้จักนางหรือไม่”
จวินเซียวแทบรักษาสีหน้าไม่อยู่ ทว่าเขาก็ตอบไปอย่างสุภาพ “จริงๆ การช่วยชีวิตคนเป็นเรื่องดี การที่นางไม่แสดงตัวก็เท่ากับนางเป็นหมอที่ช่วยคนโดยไม่หวังผลตอบแทน ท่านก็รักษาตัวให้ดีๆ วันหน้าหากพานพบและอยากตอบแทนก็ยังไม่สาย หรือไม่บางทีหากนางรู้ว่าท่านเป็นใครอาจแสดงตัวขึ้นมาโดยที่ท่านไม่ต้องตามหา”
“รบกวนท่านหมอจวินแล้ว”
“เกรงใจไปแล้ว”
ฉู่เฟิงเยี่ยนมองจวินเซียวจากไปด้วยสายตาเรียบเฉย เขาหยิบถุงปักดอกอวี้หลานขึ้นมา กลิ่นจางลงมากแต่เขามั่นใจว่าคนที่ช่วยเขาเอาไว้ก็คือเด็กรับใช้ผู้นั้น กลิ่นหอมกลิ่นเดียวกันบนตัวเด็กสาว เขาจดจำได้เพราะเขาชอบกลิ่นเช่นนี้มาก เป็นกลิ่นหอมเย็นที่ช่วยให้สงบใจ กลิ่นหอมจางๆ คล้ายกลิ่นของดอกอวี้หลานยามต้องแสงแดด
“คุณชาย” สือซานก้าวเข้ามา “วันนั้นคุณหนูจวินนั่งรถม้าไปกับสาวใช้ น่าจะเป็นนางไม่ผิดแน่ขอรับ”
“อืมข้ารู้แล้ว” เขาพยักหน้าจากนั้นสอดถุงหอมเข้าไปใต้หมอนหลับตาลง
“ทูลรัชทายาทว่าข้าจะไปเข้าเฝ้าในเร็ววัน” กรามของเขาเกร็งแน่นเมื่อนึกถึงเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นกับคนตระกูลฉู่ “ข้าจะให้พวกมันชดใช้ในการกระทำครั้งนี้อย่างสาสม!!”
จวินหรั่นหนิงรอจนผู้เป็นพี่ชายกลับมา เห็นสีหน้าของเขานางก็ตระหนักทันทีว่าเขามีเรื่องอยากสนทนากับนาง “พวกเจ้าออกไปก่อน” นางไล่สาวใช้กับบ่าวรับใช้ออกไป
“แผลบนตัวของคุณชายฉู่ เป็นเจ้าใช่หรือไม่”
นางพยักหน้า “เจ้าค่ะ”
“เรื่องเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่”
“วันที่ข้าตามท่านพ่อไปยังอารามไห่หวงเจ้าค่ะ”
“เพราะเหตุใด”
“เพราะ...” นางเว้นวรรคด้วยท่าทีครุ่นคิด “เขาก็คือบุรุษที่ผู้นั้นที่ข้ามองเห็นใบหน้าไม่ชัด”
คราวนี้จวินเซียวเลิกคิ้วมองนางด้วยท่าทีตกตะลึง “แล้วเหตุใดเจ้ายังพาตัวเองเข้าไปยุ่งกับเขา หากเขา...” อยู่ๆ ชายหนุ่มก็หยุดพูดแล้วมองนาง “แต่ว่า...เจ้าช่วยชีวิตเขาเอาไว้ บางที...” นึกถึงถุงหอมใบนั้นกับคำถามราวกับเป็นการหยั่งเชิง...
เขาเป็นคนฉลาดมองปราดเดียวก็เข้าใจ นางยิ้มให้พี่ชาย “หากข้าทิ้งเขาเอาไว้ที่นั่นย่อมมีคนอื่นช่วยชีวิตเขาเอาไว้อยู่ดี มิสู้ข้าลองเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้ให้ผลลัพธ์ออกมาแตกต่าง”
จวินเซียวพยักหน้า “เขามีถุงหอมของเจ้าด้วย เจ้าจงใจทำตกเอาไว้?”
จวินหรั่นหนิงเลิกคิ้ว “ถุงหอม? ข้าไม่ได้ทิ้งสิ่งใดไว้นี่เจ้าคะ ถุงหอมอะไรกัน??” นางงุนงงทั้งยังพยายามนึก ทว่านึกอย่างไรก็นึกไม่ออกว่าลืมถุงหอมเอาไว้
“เอาเถิดจะตั้งใจก็ดี ไม่ตั้งใจก็ดี ข้าว่าเขารู้แล้วว่าเป็นเจ้าแน่นอน” จวินเซียวถอนหายใจ “ตอนข้ากลับออกมา คนจากตระกูลเดิมของฉู่ฮูหยินมารอพบเขา เกรงว่าคงมาช่วยขอร้อง”
“ขอร้อง?” นางเลิกคิ้ว
จวินเซียวมีสีหน้ายุ่งยาก “เกรงว่าครั้งนี้คนที่เกี่ยวข้องกับการตายของนายท่านและฉู่ฮูหยินคงไม่ใช่แค่คนสองคน ทั้งที่รู้และไม่รู้รวมแล้วไม่น่าจะต่ำกว่าสี่คน หากยังปล่อยไว้ไม่ทำอะไร คิดว่าตระกูลหลันคงจบสิ้นแล้ว คดีนี้เป็นคดีอาญามีคนตายถึงสองคน เกรงว่าคนที่เกี่ยวข้องล้วนหนีไม่พ้นต้องโทษประหารแน่นอน”
“ตระกูลหลันจะมาขอร้องเขา?”
“เป็นเช่นนั้น”
“แต่นี่เป็นคดีอาญา ต่อให้ขอร้องคุณชายฉู่ก็เกรงว่าไม่อาจช่วย”
“ก็...ไม่ถึงขั้นไม่อาจช่วย คนที่ยังพอลดโทษยังมีขอเพียงคุณชายฉู่ยอมช่วย”
จวินหรั่นหนิงถอนหายใจ “ไม่มีทาง”
“ใช่ไม่มีทาง ได้ยินมาว่าตอนที่ฉู่ฮูหยินสิ้นใจนางกำลังตั้งครรภ์อ่อนๆ”