ตอนที่4.สถานการณ์ที่เปลี่ยนไป
“คุณใหญ่...” ภาสันต์ก้มลงมาปิดปากที่เรียกชื่อเขาไม่หยุด เขารู้ว่าเธอเจ็บมาก แต่จะให้หยุดตอนนี้ก็ไม่ได้เช่นกัน หัวใจเขาโหยหาเพียงแค่เธอ ยิ่งมาอยู่ใกล้แต่ไม่มีสิทธิ์ก็ยิ่งทำให้เขาทรมาน
ปากร้อนบดขยี้ลงบนปากบางหนัก ๆ เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ มือหนาลูบไล้ไปตามเนื้อตัวเพื่อให้เธอผ่อนคลายจากอาการเกร็ง ก่อนจะไปหยุดที่หน้าอกอวบใหญ่ที่ซุกซ่อนอยู่ภายใต้ชุดนอนเนื้อผ้าบางเบา ยอดดอกบัวงามชูช่อหดเกร็ง เมื่อปลายนิ้วร้อนสัมผัสลงมา ร่างบางบิดหนี อยากพาตัวเองออกไปให้พ้นจากตรงนี้ ก่อนที่จะต้านทานคนมากประสบการณ์ไม่ไหว พยายามฝืนเอาไว้ แต่ร่างกายกลับตอบสนองไปกับสัมผัสของเขา ภาสันต์ถอนปากออกเมื่อจูบจนพอใจ ริมฝีปากหนาไล้เรื่อยไปตามลำคอและบ่าไหล่ ขยับสะโพกกดส่วนที่สอดประสานให้แนบชิดอีกนิด ก่อนจะเกร็งค้าง เมื่อร่างกายของคนใต้ร่างยังรับตัวตนของเขาไม่ไหว ลิ้นร้อนลากไล้ไปตามเนินอก แล้วครอบปากลงบนดอกบัวคู่งาม สลับดูดวนทั้งสองข้างอย่างเท่าเทียม ชุดนอนที่เธอใส่ไม่ใช่ปัญหา เพราะมันแนบชิดไปกับกายสาว เมื่อสัมผัสกับความเปียกชื้นจากน้ำลายของเขา ยอดอกสีชมพูตั้งชูชันตอบสนองกับปลายลิ้น ยิ่งทำให้ภาสันต์คุมตัวเองไม่อยู่
“คุณใหญ่...” ปนันชิตาครางชื่อของเขาอีกครั้ง เมื่อถูกปลุกเร้าจนเตลิดไปไกล ถึงแม้จะไม่เต็มใจ แต่ร่างกายกับยินยอมพร้อมใจไปกับเขา
“อดทน!” ไม่ใช่คำปลอบโยนแต่มันคือคำสั่ง ทันทีที่พูดจบ ภาสันต์ก็กดสะโพกลงมาจนส่วนที่สอดประสานแนบชิด ร่างบางเกร็งค้างเจ็บเหมือนถูกฉีกออกเป็นชิ้น ๆ เธอรู้ว่าครั้งแรกต้องเจ็บมาก แต่ไม่คิดว่าจะเจ็บขนาดนี้
“คุณใหญ่ ฉันเจ็บ!” คำร้องขอของเธอไม่เป็นผล เมื่อภาสันต์ยังคงเอาแต่ใจ จากที่ตั้งใจว่าจะถนอมจนสุดกำลัง แต่เมื่อถูกภายในอ่อนนุ่มตอดรัด ก็ลืมไปจนหมดสิ้น ปนันชิตาเป็นของเขาแล้ว ใครหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์แตะต้องเธอ
บทรักเร่าร้อนดำเนินไปตามครรลอง ที่ธรรมชาติสร้างขึ้น ภาสันต์กอบโกยความหอมหวานจากคนใต้ร่าง ปนันชิตาเองก็ไม่ขัดขืน เข้ามาเป็นสะใภ้บ้านนี้เพราะอะไรเธอรู้ดีที่สุด ถึงแม้จะรักภัทรดนัย แต่เมื่อเสียสิ่งที่มีค่าให้ภาสันต์ไปแล้ว ก็ต้องหาวิธีกอบโกยจากเขาให้ได้มากที่สุด ครอบครัวเธอเป็นหนี้จำนวนไม่น้อย มาถึงจุดนี้ความรักคงไม่จำเป็น
ภาสันต์มองคนในอ้อมแขนด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย เขาคิดว่าเธอจะโวยวายกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ปนันชิตากับนิ่งเฉยจนเขาเดาทางไม่ถูก แขนเรียวที่พาดอยู่บนอกเขานี่อีก ไม่อยากเชื่อเลยว่าเธอจะกอดเขา
“คุณต้องรับผิดชอบฉัน” คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน เมื่อได้ยินคำพูดนี้ของเธอ
“ยังไง” ถามพร้อมกับนอนตะแคงข้างเพื่อมองคนในอ้อมแขนได้ถนัดขึ้น
“จดทะเบียนสมรสกับฉัน” ทะเบียนสมรสเป็นสิ่งเดียวที่จะทำให้อนาคตของเธอมั่นคง
“แล้ว...นายเล็ก”
“คุณเล็กทำไมคะ อย่าบอกนะว่าคุณจะให้ฉันกลับไปหาเขาอีก ฉันไม่ถนัดเรื่องเทครัวเท่าไร แต่ถ้าคุณต้องการแบบนั้น ฉันก็ยินดี”
“ปั้น!”
“ทำไมคะ”
“ผมไม่ชอบ” ไม่ชอบและไม่อยากได้ยินคำพูดแบบนี้ ถึงแม้จะรู้ว่าภัทรดนัยไม่ทำอย่างที่เธอพูดก็ตาม
“แล้วจะเอายังไงคะ”
“เอาไงเรื่องอะไร” ตาคมเข้มมองหน้าหญิงสาว เขาตั้งใจกวนให้เธอโมโห เพราะอยากดูว่าปนันชิตาจะทำยังไงกับเรื่องที่เกิดขึ้น
“ทะเบียนสมรส”
“ผมไม่มีปัญหาอยู่แล้ว”
“ไม่ใช่แค่นั้นค่ะ”
“อะไรอีก”
“คุณรู้ใช่ไหมว่าครอบครัวฉันเป็นหนี้” คราวนี้ปนันชิตาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง จนคนฟังปรับเปลี่ยนอารมณ์ไม่ทัน ร่างบางขยับลุกขึ้น กอดผ้าห่มผืนหนาเอาไว้ ภาสันต์มองคนตรงหน้า อดคิดไม่ได้ว่าเธอกำลังยั่วยวนเขา
“ก็พอรู้มาบ้าง” ร่างสูงขยับลุกขึ้นนั่งในท่าเดียวกับเธอ แต่ไม่ได้ใช้ผ้าห่มพันตัวแบบเธอ ปนันชิตากลืนน้ำลายลงคอ เมื่อเห็นรอยข่วนเป็นทางยาวที่แผงอกของเขา เธอก็ทำเขาเจ็บไม่น้อยเช่นกัน
“นั่นแหละค่ะ คุณต้องใช้หนี้ให้ครอบครัวฉัน”
“มากไป”
“ไม่มากค่ะถ้าเทียบกับข้อเสนอที่คุณย่าให้ฉัน”
"แล้วถ้าผมไม่ตกลง" พูดจบภาสันต์ก็ยักไหล่ ทำทีเป็นไม่สนใจข้อเสนอของเธอ ปนันชิตาจ้องหน้าเขาหน้าเขม็ง เธอกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบ เขาได้เธอแล้ว ตอนนี้เธอไม่มีอะไรมาต่อรอง แต่ก็ยังทำใจดีสู้เสือ
“ฉันก็คงต้องทำตามข้อเสนอของคุณย่า ต้องการแบบนั้นใช่ไหมคะ” พูดจบก็ขยับลงจากเตียง แค่ครั้งเดียวไม่ได้เสียหายอะไร
“จะไปไหน!”
“อาบน้ำค่ะ” ตอบคำถามโดยไม่หันมามองคนบนเตียงเลยสักนิด เมื่อเขาไม่สนใจ ไม่รับข้อเสนอ ก็ไม่มีอะไรต้องคุยกันอีก เธอก็แค่จับตัวเองไปใส่ตะกร้าล้างน้ำ สิ่งที่เสียไปมีค่ามากก็จริง เมื่อเรียกร้องกลับมาไม่ได้ ก็ไม่ควรเสียเวลาคิดถึงมัน
ร่างสูงขยับลงจากเตียง เดินตามคนตัวเล็กเข้าไปในห้องน้ำ ปนันชิตายกยิ้มมุมปาก เมื่อเห็นเงาสะท้อนของเขาในกระจกบานสูง ภาสันต์ติดกับของเธอแล้ว มาถึงจุดนี้เงินต่างหากคือสิ่งที่เธอต้องการ
“จะเอาทะเบียนสมรส แถมเงินอีกหลายสิบล้าน ดูสิว่าจะคุ้มกันไหม” มือหนาเอื้อมมาเคล้นหน้าอกอวบ ภาพสะท้อนของหญิงสาวในกระจก ปลุกความเป็นชายของเขาให้ลุกชัน เขามีเวลาเล่นสนุกกับเธอทั้งคืน จะได้ดูด้วยว่าสิ่งที่ได้มาคุ้มกับที่ต้องเสียหรือเปล่า
