บทที่ 1.1
อำเภออู้หยวน เมืองซ่างเหลา มณฑลเจียงซี
ลี่ฉิงซวงก้าวลงจากรถบัสหลังจากที่เดินทางมาถึงจุดหมายปลายทาง สถานีขนส่งอู้หยวนคึกคักกว่าที่คิด อาจเป็นเพราะช่วงเดือนตุลาคมของทุกปี เป็นฤดูแห่งการท่องเที่ยวซึ่งมีนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมากหลั่งไหลเข้ามา
ความจริงหญิงสาวอยากรวมตัวเธอเองเข้ากับกลุ่มนักท่องเที่ยว เนื่องจากได้ยินมานานแล้วว่าอู้หยวนนับเป็นเมืองชนบทที่สวยที่สุด ทั้งยังมีหมู่บ้านโบราณกว่าห้าสิบหมู่บ้านซึ่งชาวบ้านยังคงใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายสบายๆ ริมสายน้ำ ในพื้นที่สีเขียวโอบล้อมด้วยขุนเขา
ถึงอย่างนั้น...ตัวเธอในวันนี้แตกต่างจากนักท่องเที่ยวทั่วไป เพราะสาเหตุที่เธอเดินทางมามายังมณฑลเจียงซี เกิดจากการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต อุบัติเหตุพรากพี่ชายและพี่สะใภ้ รวมไปถึงหลานสาวตัวน้อยๆ ของเธอไปอย่างน่าเศร้า
หญิงสาวเดินทางมาที่มลฑลเจียงซี เพียงเพื่อจัดการสิ่งที่พี่ชายและพี่สะใภ้ทิ้งเอาไว้ให้ ทั้งยังถือเอาโอกาสนี้ปลอบประโลมหัวใจที่เหนื่อยล้าและโศกเศร้า เพราะต่อจากนี้ไปชีวิตของเธอนับว่าโดดเดี่ยวไร้ญาติขาดมิตรจริงๆ แล้ว
‘เคหาสน์เฟิงเยี่ยน’
หนึ่งในมรดกที่พี่ชายและพี่สะใภ้ทิ้งเอาไว้ให้โดยที่เธอเองก็ไม่เคยรู้มาก่อน หากไม่ใช่ทนายโจวติดต่อมาหา ลี่ฉิงซวงเองก็ไม่รู้ว่าที่นี่ถูกระบุเอาไว้ในพินัยกรรมอย่างชัดเจนว่าเธอคือผู้เป็นเจ้าของ และมันมีผลทันทีที่พี่ชายและพี่สะใภ้ของเธอเสียชีวิต
“คุณหนูลี่ใช่หรือเปล่าครับ”
ชายชราคนหนึ่งเดินเข้ามาใกล้ เขามองหญิงสาวด้วยท่าทีลังเล จากนั้นจึงเอ่ยถาม “ใช่ค่ะ คุณลุงคงจะเป็น...ลุงหวัง?”
“ใช่แล้วครับ เชิญทางนี้เลย ผมกำลังกังวลอยู่เลยว่าจะหาคุณหนูไม่พบ คนเยอะเหลือเกิน”
หญิงสาวเดินตามคุณลุงหวังไปด้วยท่าทีโล่งอก มองดูรูปถ่ายในมือของอีกฝ่าย หัวใจพลันรู้สึกเศร้าสร้อย รูปถ่ายใบนั้นเธอจำได้แม่น
...มันคือรูปถ่ายในวันแต่งงานของพี่ชาย
ลี่ฉิงซวงจดจำวันนั้นได้แม่น เพราะวันนั้นเป็นวันคล้ายวันเกิดอายุครบยี่สิบสองปี และเป็นช่วงที่เธอเองเรียนจบมหาวิทยาลัย วันนั้นเธอซึ่งยืนอยู่ข้างพี่ชายกับพี่สะใภ้มีรอยยิ้มสดใส จนพี่ชายเย้ากลั้วหัวเราะว่า...
‘มีความสุขมากเลยหรือที่พี่ชายขายออก’
ใครจะรู้ว่าเวลาผ่านไปเพียงสองปี ทุกอย่างก็สูญสลายราวกับเป็นภาพลวงตา
ดูเหมือนลุงหวังจะสังเกตเห็นว่าหญิงสาวเอาแต่จดจ้องรูปถ่ายในมือ ดังนั้นผู้อาวุโสกว่าจึงรีบส่งรูปถ่ายให้ ลี่ฉิงซวงเงยหน้าสบตากับลุงหวัง จากนั้นจึงรับมาถือไว้พร้อมกับกล่าวขอบคุณเสียงเบา
“คุณท่านทั้งสองเป็นคนดี คุณหนูเองก็กำลังน่ารัก เฮ้อ ใครจะนึกว่าจะเกิดเรื่องเศร้าแบบนี้ขึ้นได้” ลุงหวังถอนหายใจออกมา
“หนูไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าพี่ชายซื้อบ้านหลังนี้เอาไว้”
“ครับ คุณท่านเพิ่งซื้อเอาไว้เมื่อไม่กี่ปีก่อนหน้า เพิ่งตบแต่งเสร็จแล้วก็มาค้างคืนแค่ไม่กี่ครั้ง แต่คนแถวนี้รู้จักเขากันทั้งนั้นนะครับ คุณท่านเป็นคนอัธยาศัยดี” ลุงหวังกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ตอนแรกคนในหมู่บ้านเองก็ไม่เชื่อว่าเจ้าของคนเดิมจะยอมขาย แต่เห็นว่าเขาเป็นคนติดต่อไปหาคุณท่านโดยตรงเลย”
ได้ยินดังนั้นหญิงสาวก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย “พอจะทราบไหมคะว่าเพราะอะไร”
“ได้ยินมาว่าก่อนหน้านี้มีคนติดต่อขอซื้อเคหาสน์เฟิงเยี่ยนมากมายเพื่อนำไปทำเป็นรีสอร์ท แต่เจ้าของคนเดิมไม่ต้องการให้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง เขาตั้งข้อแม้เอาไว้ว่าต้องคงสภาพเดิมเอาไว้ให้มากที่สุด คุณท่านเองก็รับปากเพราะแต่แรกก็ซื้อเอาไว้เพื่อเป็นบ้านตากอากาศจึงเกิดการซื้อขายกันขึ้น หากลุงจำไม่ผิดคุณท่านซื้อมาในราคาเพียงครึ่งเดียวของราคาในท้องตลาด”
ยิ่งได้ฟังหญิงสาวก็ยิ่งประหลาดใจ แต่ลุงหวังบอกว่าเขาเองก็รู้เพียงเท่านี้ เนื่องจากว่าเพิ่งจะย้ายมาทำงานกับพี่ชายของเธอได้ไม่นาน เขารู้เรื่องนี้เข้าก็เพราะความบังเอิญ ดังนั้นข้อมูลจึงมีน้อยยิ่งกว่าน้อย
ลี่ฉิงซวงมองดูรอยยิ้มสดใสของคนในรูปถ่าย อดีตไม่อาจหวนคืนมาอีกแล้ว เช่นกันกับชีวิตของพี่ชาย พี่สะใภ้ รวมไปถึงหลานสาวตัวน้อยๆ ซึ่งกำลังอยู่ในวัยน่ารักน่าชัง
ลุงหวังชวนหญิงสาวพูดคุยถามไถ่ตลอดการเดินทาง ระหว่างนั้นเขาก็ขับรถไปตามถนนที่คดเคี้ยว ผ่านหมู่บ้านแล้วหมู่บ้านเล่าเส้นทางหรือก็เริ่มตรงขึ้นไปบนเขา ลี่ฉิงซวงได้แต่ประหลาดใจเพราะตลอดเส้นทางนั้น ไม่ได้มีป้ายบอกว่าลุงหวังกำลังจะพาไปที่ใด
“เรากำลังจะไปที่ไหนหรือคะ เคหาสน์เฟิงเยี่ยนไม่ใช่ว่าอยู่ที่หมู่บ้านเจียงเวินหรอกหรือ”
“เคหาสน์เฟิงเยี่ยนอยู่ในหมู่บ้านหวงเซวียน ไม่ใช่หมู่บ้านเจียงเวินครับ”
“หมู่บ้านหวงเซวียน?” หญิงสาวทวนด้วยความประหลาดใจ มันที่ไหนกันละนั่น เธอไม่ยักกะคุ้นหู ทั้งยังไม่รู้ว่ามันอยู่ส่วนไหนของแผนที่เมืองซ่างเหลา
“เลยเนินเขาลูกนี้ไปก็ถึงแล้วละครับ”