บท
ตั้งค่า

บทที่ 2: คนไข้กิตติมศักดิ์ (ที่ไม่ได้เชิญ)

บทที่ 2: คนไข้กิตติมศักดิ์ (ที่ไม่ได้เชิญ)

ความสงบสุขในห้องฉุกเฉินคือเรื่องโกหก... ผมรู้ซึ้งถึงสัจธรรมข้อนี้ดีหลังจากทำงานมาสามปี แต่ไม่คิดว่าความวุ่นวายระลอกใหม่จะมาในรูปแบบของ 'รถกระบะแต่งซิ่ง'

บรื๊นนน! บรื๊นนน!

เสียงท่อไอเสียดังกระหึ่มราวกับฟ้าถล่มสะเทือนเลือนลั่นไปทั่วลานจอดรถหน้าตึกฉุกเฉิน ผมที่กำลังนั่งเขียนเวชระเบียน (Opd card) เคสปวดท้องไส้ติ่งถึงกับมือกระตุก ปากกาหมึกซึมเลอะกระดาษเป็นดวง

"ใครมันมาเบิ้ลเครื่องหน้าโรงพยาบาลวะเนี่ย!" พี่จอย พยาบาลรุ่นพี่บ่นอุบพร้อมกับชะโงกหน้าออกไปดู "ตายแล้วหมอพริก... ยกโขยงกันมายังกะจะมาตีกัน หรือว่ามีเคสหมู่?"

ผมถอนหายใจยาว วางปากกาลงแล้วขยับแว่น "เดี๋ยวผมออกไปดูเองครับ ถ้าเป็นพวกวัยรุ่นตีกัน เดี๋ยวเรียก รปภ."

ผมเดินผลักประตูกระจกออกไปปะทะกับลมร้อนตอนบ่ายสอง ภาพที่เห็นทำเอาผมต้องกุมขมับ...

ไม่ใช่เคสอุบัติเหตุหมู่... และไม่ใช่คู่อริตีกัน

แต่เป็นคาราวานรถกระบะแต่งซิ่งหลากสีสันประมาณห้าคัน จอดเรียงรายเป็นระเบียบ (ในที่ห้ามจอด) พร้อมกับกลุ่มชายฉกรรจ์หน้าตาเถื่อนถ้ำกลุ่มเดิมที่ผมจำได้แม่นจากเมื่อคืน

และตรงกลางวงล้อมนั้น... ชายร่างสูงในเสื้อยืดสีดำรัดรูป (ที่โชว์มัดกล้ามและผ้ากอซปิดแผลที่แขนซ้าย) กำลังยืนพิงรถสปอร์ตคันหรู สวมแว่นกันแดดสีชา โพสท่าเหมือนถ่ายปกนิตยสารรถแต่ง

ไอ้เสือ... ไอ้คนไข้ปากดีเมื่อคืน!

"เฮ้ย! หมอพริกแกงมาแล้วเว้ย!" หนึ่งในลูกน้องตะโกนบอกเจ้านาย

พยัคฆ์ถอดแว่นกันแดดออก ส่งยิ้มกว้างที่เห็นฟันขาวครบสามสิบสองซี่มาให้ผม "ไงหมอ... ตื่นเช้ามาทำงานไหวเหรอ เมื่อคืนนอนดึกนี่หว่า"

ผมเดินตรงดิ่งเข้าไปหาเขาด้วยใบหน้าบอกบุญไม่รับ พยายามข่มอารมณ์อยากเอาแฟ้มฟาดหัวคน "คุณพยัคฆ์... นี่มันโรงพยาบาล เขตปลอดมลพิษทางเสียง กรุณาบอกลูกน้องคุณให้ดับเครื่อง แล้วย้ายรถไปจอดที่ลานจอดด้านหลังเดี๋ยวนี้ ตรงนี้สำหรับรถ Ambulance!"

"จุ๊ๆ ... ดุแต่เช้าเลยนะหมอ" เขาทำเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอ ก่อนจะดีดนิ้วดังเปาะ "พวกมึงได้ยินไหม! หมอบอกให้ดับเครื่อง แล้วเอารถไปจอดให้เรียบร้อย! ใครทำเสียงดังรบกวนคนไข้ กูจะตบกบาลแยก!"

"ครับเฮีย!!" ลูกน้องขานรับเสียงดังสนั่น (ซึ่งดังกว่าเสียงรถอีก) ก่อนจะรีบวิ่งไปย้ายรถกันจ้าละหวั่น

พยัคฆ์หันกลับมามองผม ยักคิ้วกวนประสาท "พอใจยังคุณหมอ?"

"แล้วคุณมาทำไม?" ผมถามเสียงเขียว กอดอกมองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า "แผลมีปัญหา? เลือดซึม? หรือปวดบวมแดงร้อน?"

"เปล่า แผลปกติดี" เขายกแขนโชว์ "แต่ใจมันไม่ค่อยปกติว่ะหมอ... มันเต้นแปลกๆ เหมือนจะหลุดออกมานอกอก"

ผมกลอกตามองบนรอบที่ร้อยของวัน "ถ้าใจสั่นให้ไปแผนกอายุรกรรมโรคหัวใจ ตึก 3 ชั้น 2 ติดต่อเคาน์เตอร์พยาบาลได้เลยครับ ที่นี่ห้องฉุกเฉิน รับเฉพาะเคสวิกฤต"

ผมทำท่าจะเดินหนี แต่เขาก้าวขายาวๆ มาขวางหน้าผมไว้ทันควัน ตัวสูงใหญ่ของเขาบังแดดให้ผมจนมิด

"เดี๋ยวสิหมอ... ใจร้ายจังวะ กูแค่อยากมาขอบคุณที่ช่วยเย็บแผลให้เมื่อคืน" เขาพยักพเยิดหน้าไปทางลูกน้องที่กำลังหอบหิ้วถุงพลาสติกใบใหญ่หลายใบเดินเข้ามา "กูเหมาขนมจีนน้ำยาปูเจ้าดังหน้าปากซอยมาฝาก เลี้ยงทั้งแผนกเลยนะเว้ย แบ่งกันกิน"

"ผมไม่รับสินบน"

"ไม่ใช่สินบน นี่สินน้ำใจ" เขายัดถุงขนมจีนใส่มือผมมัดมือชก "เอาไปเหอะน่า กูรู้ว่าพวกหมอพยาบาลงานยุ่ง กินข้าวไม่ตรงเวลา กินของดีๆ บ้าง จะได้มีแรงด่ากู... เอ้ย มีแรงรักษาคนไข้"

ผมก้มมองถุงขนมจีนในมือ กลิ่นน้ำยากะทิหอมฉุยเตะจมูก... ยอมรับว่าท้องเริ่มร้องเพราะยังไม่ได้กินข้าวเที่ยง แต่ศักดิ์ศรีมันค้ำคออยู่

"ขอบคุณครับ... แต่ทีหลังไม่ต้องลำบาก แล้วก็กรุณาอย่าพาลูกน้องมาเยอะขนาดนี้ คนไข้คนอื่นเขากลัว นึกว่าแก๊งทวงหนี้บุกโรงพยาบาล"

"เป็นห่วงภาพลักษณ์กูเหรอ?" เขาเลิกคิ้ว ยิ้มกรุ้มกริ่ม

"ผมเป็นห่วงความดันโลหิตของคุณป้าเตียง 4 ต่างหาก แกเห็นหน้าคุณแล้วความดันพุ่งปรี๊ด"

พยัคฆ์หัวเราะลั่น เสียงหัวเราะของเขาทุ้มลึกและดูสดใสกว่าเมื่อคืนมาก อาจจะเพราะไม่ได้เจ็บแผลแล้ว

"โอเคๆ ยอมแล้วหมอ วันหลังจะมาคนเดียว... หรือถ้าหมออยากให้มาแบบส่วนตัวกว่านี้ ก็นัดนอกเวลางานได้นะ"

ผมชะงัก หรี่ตามองเขา "คุณหมายความว่าไง?"

เขาขยับเข้ามาใกล้ผมอีกนิด โน้มหน้าลงมาจนระดับสายตาเราเสมอกัน แววตาเจ้าเล่ห์นั่นเปล่งประกายวาววับ

"ก็หมายความว่า... กูสนใจมึงไงหมอพริกแกง ตรงไปตรงมาพอไหม?"

คำพูดโต้งๆ ของเขาทำเอาผมไปไม่เป็น ใบหน้าร้อนวูบขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ ไม่ใช่เพราะเขิน... (มั้ง) แต่เพราะโมโหในความหน้าด้านของมนุษย์ผู้นี้

"คุณพยัคฆ์..." ผมกดเสียงต่ำ พยายามข่มใจ "ฟังนะครับ... หนึ่ง ผมเป็นผู้ชาย สอง ผมเป็นหมอของคุณ และสาม ผมไม่มีนโยบายญาติดีกับคนไข้ที่กวนประสาท"

"ข้อหนึ่ง กูรู้... ก็กูชอบผู้ชาย ข้อสอง เดี๋ยวแผลหายกูก็ไม่ใช่คนไข้แล้ว เป็น 'คนคุย' ได้ป่ะ? ส่วนข้อสาม... เดี๋ยวคุยกันไปเรื่อยๆ ก็หายกวนประสาทเองแหละ หรือไม่มึงก็อาจจะชอบแบบกวนๆ ก็ได้ ใครจะไปรู้"

"ไม่มีวัน!" ผมสวนทันควัน

"อย่าเพิ่งรีบปฏิเสธดิ ของแบบนี้ต้องลอง... Brachial Artery ของหมอยังเต้นแรงเลยนี่หว่า ตอนอยู่ใกล้กูเนี่ย"

เขาถือวิสาสะใช้นิ้วชี้แตะเบาๆ ที่ชีพจรตรงข้อมือผมที่เผลอยกขึ้นมากอดอก สัมผัสอุ่นๆ จากปลายนิ้วหยาบกร้านทำให้ผมสะดุ้งรีบชักมือกลับราวกับโดนของร้อน

"กลับไปได้แล้ว! ผมมีงานต้องทำ!"

ผมตัดบทดื้อๆ แล้วหันหลังเดินหนีเข้าห้องฉุกเฉินทันที หัวใจเจ้ากรรมเต้นแรงผิดจังหวะจริงๆ อย่างที่เขาว่า

เสียงตะโกนไล่หลังมาทำเอาผมแทบสะดุดขาตัวเอง

"กินให้อร่อยนะหมอ! พรุ่งนี้กูจะมาใหม่! จะมาให้หมอตรวจเช็ก... หัวใจ!"

เสียงโห่ฮาของลูกน้องเขาดังลั่นลานจอดรถ ผมกัดฟันกรอด รีบผลักประตูเข้าห้องฉุกเฉิน โดยมีสายตาล้อเลียนจากพี่จอยและทีมพยาบาลรอต้อนรับอยู่

"แหม... หมอพริกแกงคะ" พี่จอยยิ้มกว้าง รับถุงขนมจีนไปจากมือผม "คนไข้กิตติมศักดิ์คนนี้... สายเปย์ซะด้วย ท่าทางจะ 'ดุ' เอาเรื่องนะคะเนี่ย"

"ดุบ้าบออะไรพี่จอย ไร้สาระ" ผมบ่นอุบอิบ เดินไปนั่งที่โต๊ะทำงาน หยิบปากกามาหมุนเล่นแก้เก้อ

แต่ในหัวกลับมีแต่ภาพรอยยิ้มกวนๆ กับดวงตาคมกริบคู่นั้น...

ให้ตายสิ... สงสัยเชื้อบ้าจากแผลเขามันแพร่กระจายทางอากาศได้แน่ๆ

ผมหยิบเจลแอลกอฮอล์มาถูมือแรงๆ เหมือนจะล้างสัมผัสเมื่อกี้ออกไป... แต่ลึกๆ ผมรู้ดีว่า แอลกอฮอล์ 70% ฆ่าเชื้อโรคได้ แต่ฆ่าความรู้สึกปั่นป่วนในใจไม่ได้หรอก!

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel