ตอนที่ 6: ชุดกี่เพ้าสีเลือดนก
ค่ำคืนของมหานครเซี่ยงไฮ้ไม่เคยหลับใหล โดยเฉพาะในคฤหาสน์ตระกูลเสิ่นคืนนี้ที่สว่างไสวราวกับตอนกลางวัน รถยนต์ฟอร์ดและโรลส์-รอยซ์รุ่นใหม่ล่าสุดแล่นเข้ามาจอดเทียบหน้ามุขอย่างไม่ขาดสาย แขกเหรื่อที่มาร่วมงานล้วนเป็นระดับหัวกะทิของเมือง ทั้งนายธนาคาร พ่อค้าชาวต่างชาติ นายทหารยศสูง ไปจนถึงหัวหน้าแก๊งพันธมิตรในโลกมืด
เสียงดนตรีแจ๊สจังหวะสวิงจากวงดนตรีฝรั่งที่ถูกจ้างมาบรรเลงคลอเคล้าไปกับเสียงแก้วแชมเปญกระทบกัน กลิ่นน้ำหอมราคาแพงลอยปะปนกับกลิ่นควันซิการ์ชั้นเลิศ บรรยากาศอบอวลไปด้วยความหรูหราฟู่ฟ่า สมฐานะงานเลี้ยงเปิดตัวทายาทของมาเฟียผู้คุมเส้นทางเศรษฐกิจฝั่งตะวันออก
ที่กลางโถงรับแขก ซ่งอวี้หลานในชุดกี่เพ้าสีน้ำเงินเข้มปักลายดิ้นเงินกำลังยืนยิ้มแย้มต้อนรับบรรดาคุณหญิงคุณนาย เธอกรีดกรายพัดในมืออย่างมีจริตจะก้าน ข้างกายคือเสิ่นรั่วซีที่วันนี้สวมชุดกระโปรงฟูฟ่องสีขาวบริสุทธิ์สั่งตัดตรงจากปารีส ประดับด้วยสร้อยไข่มุกเม็ดโตที่ขับให้เธอดูราวกับเจ้าหญิงองค์น้อยผู้อ่อนหวานและบอบบาง
“คุณนายสวี ลูกสาวของคุณช่างงดงามเหลือเกิน กิริยามารยาทก็เพียบพร้อม สมกับเป็นไข่มุกเม็ดงามของตระกูลเสิ่นจริงๆ” คุณนายเจ้าของโรงสีข้าวเอ่ยชมไม่ขาดปาก
ซ่งอวี้หลานยกพัดขึ้นป้องปากหัวเราะเบาๆ แสร้งถ่อมตัว “แหม คุณนายก็ชมเกินไป รั่วซีของฉันยังต้องเรียนรู้อีกมากค่ะ แต่น่าเสียดาย วันนี้ดาวเด่นของงานไม่ใช่ลูกสาวฉันหรอกนะคะ แต่เป็น ‘คุณหนูใหญ่’ ที่เพิ่งกลับมาจากสลัมต่างหาก”
คำว่า ‘สลัม’ ถูกจงใจเน้นเสียงให้ดังพอที่วงสนทนารอบข้างจะได้ยิน บรรดาคุณนายต่างลอบมองหน้ากันแล้วอมยิ้มเยาะเย้ย ทุกคนต่างรู้ข่าวลือที่ว่าทายาทตัวจริงของตระกูลเสิ่นเป็นเพียงเด็กบ้านนอกที่หยาบกระด้างและไร้การศึกษา พวกเขากำลังรอดูงิ้วฉากสนุกว่าเด็กนั่นจะทำตัวเด๋อด๋าให้ตระกูลเสิ่นขายหน้าได้มากแค่ไหน
“คุณป้าครับ รั่วซี”
เสียงทุ้มของชายหนุ่มเรียกให้ทุกคนหันไปมอง กู้หยุนฟาน อดีตคู่หมั้นของเสิ่นอู๋ซวง ปรากฏตัวในชุดสูททักซิโด้สีขาวสะอาดตา ใบหน้าหล่อเหลาและเรือนผมที่จัดทรงมาอย่างดีทำให้เขาดูโดดเด่นสมกับเป็นคุณชายทายาทเศรษฐีสิ่งทอ
“พี่หยุนฟาน” เสิ่นรั่วซีช้อนตามองชายหนุ่มด้วยแววตาหวานเชื่อม ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มเอียงอาย กู้หยุนฟานมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยสายตาหลงใหล เขาอดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปจับมือเล็กๆ ของเธอมาบีบเบาๆ
“วันนี้เธอสวยมาก รั่วซี สวยจนพี่ละสายตาไม่ได้เลย”
“ขอบคุณค่ะพี่หยุนฟาน” รั่วซีก้มหน้าซ่อนรอยยิ้มร้ายกาจไว้มิดชิด ก่อนจะแสร้งถอนหายใจ “แต่เดี๋ยวพอพี่สาวลงมา พี่หยุนฟานคงต้องไปดูแลพี่เขานะคะ คุณแม่เตรียมชุดกระโปรงสีชมพูประดับเลื่อมไว้ให้พี่สาว พี่เขาคงจะโดดเด่นมากทีเดียว”
กู้หยุนฟานขมวดคิ้วด้วยความรำคาญใจเมื่อนึกถึงคู่หมั้นที่เพิ่งถูกตามตัวกลับมา เขาไม่เคยเห็นหน้าเสิ่นอู๋ซวงมาก่อน แต่จากที่ได้ยินมา เธอคือตัวภาระที่น่ารังเกียจ “พี่ไม่สนใจหรอกว่าเธอจะแต่งตัวงิ้วแค่ไหน สำหรับพี่ คนที่คู่ควรจะยืนเคียงข้างพี่มีแค่เธอคนเดียวเท่านั้นรั่วซี”
“อุ๊ย พี่หยุนฟานพูดอะไรก็ไม่รู้ คนเยอะแยะ” รั่วซีทำทีเป็นเขินอาย แต่ในใจกลับร้องตะโกนด้วยความสะใจ คืนนี้แหละ นังอู๋ซวงจะต้องกลายเป็นตัวตลกที่ถูกคู่หมั้นเมินเฉยต่อหน้าคนทั้งเซี่ยงไฮ้!
เวลาล่วงเลยจนถึงทุ่มตรง เสียงดนตรีแจ๊สหยุดลงชั่วขณะ แขกเหรื่อเริ่มเงียบเสียงและหันไปมองที่บันไดเวียนหินอ่อนกลางโถง เสิ่นเจิ้นหนาน นายใหญ่ผู้เฒ่าเดินลงมาตรึงพื้นที่ตรงกลางด้วยไม้เท้าหัวหยก สวีจือหย่วนรีบเข้าไปประคองพ่อตาด้วยท่าทีประจบประแจง
“แขกผู้มีเกียรติทุกท่าน” สวีจือหย่วนประกาศเสียงกังวาน “ค่ำคืนนี้ ตระกูลเสิ่นมีความยินดีอย่างยิ่งที่จะแนะนำให้ทุกท่านได้รู้จักกับ เสิ่นอู๋ซวง สายเลือดที่แท้จริงที่หายไปถึงสิบห้าปี บัดนี้เธอได้กลับมาสู่อ้อมอกของพวกเราแล้ว!”
สิ้นเสียงประกาศ ทุกสายตาต่างจับจ้องไปที่ชั้นลอยของบันไดเวียน ซ่งอวี้หลานและเสิ่นรั่วซีลอบสบตากัน มุมปากยกขึ้นเตรียมกลั้นหัวเราะ รอคอยให้ก้อนสีชมพูสะท้อนแสงเดินสะดุดชายกระโปรงลงมา
แต่... สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาของทุกคน กลับทำให้เสียงซุบซิบในโถงกว้างเงียบกริบลงราวกับถูกแช่แข็ง
รองเท้าส้นสูงสีดำขลับก้าวเหยียบลงบนพรมแดง ตามมาด้วยชายกระโปรงผ้าไหมที่พริ้วไหวตามจังหวะการก้าวเดิน
เสิ่นอู๋ซวงปรากฏตัวในชุดกี่เพ้าสีเลือดนกที่ตัดเย็บอย่างประณีตแนบเนื้อ เผยให้เห็นส่วนเว้าส่วนโค้งที่สมบูรณ์แบบของอิสตรีวัยแรกรุ่น เนื้อผ้าไหมชั้นยอดจากซูโจวสะท้อนแสงไฟโคมระย้าเป็นประกายเงางาม ลวดลายพญาหงส์สีทองที่ปักอยู่บนคอเสื้อและชายกระโปรงราวกับจะสยายปีกโผบินออกมาได้จริง
บนศีรษะของเธอไม่มีเครื่องเพชรระยิบระยับที่ดูรกรุงรัง เรือนผมดำสนิทถูกรวบเกล้าไว้ด้านหลังอย่างเรียบง่าย ปักเพียงปิ่นหยกเนื้อดีหนึ่งอัน ริมฝีปากอวบอิ่มเคลือบด้วยชาดสีแดงสด ตัดกับผิวขาวผ่องดุจหิมะ ดวงตาดอกท้อที่ทอดมองลงมาเบื้องล่างนั้นเยือกเย็น สงบนิ่ง และทรงอำนาจจนน่าขนลุก
ไม่มีเค้าโครงของเด็กสลัมที่หยาบกระด้าง มีเพียงนางพญาที่กำลังเดินลงมาตรวจตราอาณาจักรของตนเอง
แขกในงานต่างเบิกตากว้าง ค้างเติ่งอยู่ในภวังค์ความงามที่แฝงไปด้วยความอันตรายนี้
“นั่น... นั่นมัน...” แก้วแชมเปญในมือของซ่งอวี้หลานร่วงหลุดมือแตกกระจายลงบนพื้น หญิงวัยกลางคนหน้าซีดเผือดราวกับเห็นผี
สวีจือหย่วนตัวแข็งทื่อ เส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบๆ เขาจำชุดนั้นได้แม่นยำ มันคือชุดหมั้นของเสิ่นหวั่นชิว ภรรยาเอกที่ล่วงลับไปแล้ว! เขาอุตส่าห์สั่งให้คนเอาไปทิ้งแล้วไม่ใช่หรือ ทำไมมันถึงมาอยู่บนตัวของนังเด็กนี่ได้!
เสิ่นรั่วซีกัดริมฝีปากตัวเองจนห้อเลือด มือที่จับแขนของกู้หยุนฟานสั่นระริกด้วยความริษยาที่จุกอก ความเด่นของชุดกระโปรงปารีสที่เธอภูมิใจนักหนา บัดนี้กลายเป็นเพียงผ้าขี้ริ้วจืดชืดเมื่อเทียบกับความสง่างามของกี่เพ้าสีเลือดนกตัวนั้น
แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาไม่แพ้ความงามของเสิ่นอู๋ซวง คือเงาร่างสูงใหญ่ที่เดินตามหลังเธอมาเพียงหนึ่งขั้นบันได
ฮั่วถิงเซินในชุดสูทสั่งตัดสีดำสนิท ก้าวเดินอย่างเงียบเชียบและมั่นคง แววตาของชายหนุ่มดุดันและเย็นเยียบราวกับมัจจุราชที่พร้อมจะกระชากวิญญาณใครก็ตามที่กล้าก้าวร้าวต่อนายหญิงของตน การจับคู่ระหว่างโฉมงามผู้สูงศักดิ์และผู้ติดตามที่แผ่รังสีฆ่าฟัน ช่างเป็นการผสมผสานที่ลงตัวและอันตรายจนไม่มีใครกล้าละสายตา
กู้หยุนฟานจ้องมองคู่หมั้นของตนเองตาไม่กระพริบ หัวใจของเขาเต้นแรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ผู้หญิงคนนี้น่ะหรือคือตัวภาระที่เขาอยากจะสลัดทิ้ง? นี่มันเทพธิดาจำแลงชัดๆ! แต่ทันทีที่สายตาของเขามองเลยไปปะทะกับแววตาดุร้ายของฮั่วถิงเซินที่จ้องกลับมา กู้หยุนฟานก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบราวกับถูกคมมีดจ่อคอหอย หมอนั่นเป็นใครกัน ทำไมถึงมีสายตาโอหังเช่นนี้!
เสิ่นอู๋ซวงเดินลงมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเสิ่นเจิ้นหนาน เธอประสานมือค้อมศีรษะให้คุณปู่อย่างงดงามไร้ที่ติ “ขออภัยที่หลานลงมาช้าค่ะ คุณปู่”
ตาเฒ่าเสิ่นเจิ้นหนานยืนนิ่งงัน มือที่กุมไม้เท้าสั่นสะท้านเล็กน้อย ขอบตาที่เคยมืดครึ้มบัดนี้ร้อนผ่าวและแดงก่ำ ภาพของเสิ่นหวั่นชิว ลูกสาวสุดที่รักซ้อนทับกับภาพของหลานสาวตรงหน้าจนแทบแยกไม่ออก ความทรงจำในวันวานตีตื้นขึ้นมาจุกที่ลำคอ
ชายชราโยนไม้เท้าทิ้งให้ลูกน้องรับไว้ ก่อนจะก้าวเข้าไปจับมือทั้งสองข้างของอู๋ซวงมากุมไว้แน่น
“อู๋ซวง... หลานปู่” เสียงของเสิ่นเจิ้นหนานสั่นเครือ เป็นครั้งแรกที่คนทั้งแก๊งได้เห็นความอ่อนแอของพยัคฆ์เฒ่า “ชุดนี้... แกไปหามันมาได้ยังไง”
“สมบัติของแม่ ย่อมต้องรอคอยให้ลูกสาวเป็นผู้สืบทอดค่ะ” อู๋ซวงตอบเสียงนุ่มนวล แต่จงใจปรายตามองไปทางสวีจือหย่วนและซ่งอวี้หลาน “แม่นมหวังเก็บรักษามันไว้อย่างดี เพื่อรอวันที่หลานจะได้สวมมันกลับมายืนเคียงข้างคุณปู่ ในที่ที่เป็นของหลานอย่างแท้จริง”
คำพูดนั้นราวกับฝ่ามือที่ตบฉาดลงบนหน้าของพวกครอบครัวจอมปลอม เสิ่นเจิ้นหนานไม่ได้โง่ เขาฟังความนัยออกทันทีว่ามีคนพยายามขัดขวางไม่ให้อู๋ซวงแต่งตัวดีๆ ลงมาในงาน ชายชราตวัดสายตาคมกริบไปมองลูกเขยและเมียน้อยทันที สวีจือหย่วนถึงกับสะดุ้งและรีบก้มหน้าหลบตา
เสิ่นเจิ้นหนานหันกลับมามองแขกในงาน ชายชรายืดอกขึ้น ดึงความน่าเกรงขามของผู้นำตระกูลกลับคืนมา เขายกมือของอู๋ซวงขึ้นสูง ประกาศด้วยน้ำเสียงดังกังวานที่สะท้อนไปทั่วทั้งคฤหาสน์
“ทุกท่านจงดูให้เต็มตา! นี่คือ เสิ่นอู๋ซวง เลือดเนื้อเชื้อไขเพียงหนึ่งเดียวของเสิ่นหวั่นชิว หลานสาวแท้ๆ ของฉัน นับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป ใครที่กล้าดูหมิ่นเหยียดหยามเธอ ก็เท่ากับดูหมิ่นตระกูลเสิ่น และฉัน... จะไม่เก็บหัวของมันไว้บนบ่าแน่”
คำประกาศสิทธิ์ขาดนี้เปรียบเสมือนประกาศิตที่ประทับตรารับรองสถานะทายาทอันดับหนึ่งของเสิ่นอู๋ซวงอย่างเป็นทางการ เสียงปรบมือเกรียวกราวจากแขกเหรื่อดังสนั่นหวั่นไหว พวกนายธนาคารและพ่อค้าต่างชาติรีบเดินเข้ามาแสดงความยินดีและพยายามประจบประแจงนางพญาคนใหม่ทันที
เสิ่นรั่วซีหน้ามืดทะมึน เธอกระทืบเท้าด้วยความคลุ้มคลั่งอยู่ในใจ ทุกอย่างมันผิดแผนไปหมด นังเด็กสลัมคนนี้ขโมยซีนที่ควรจะเป็นของเธอไปจนหมดสิ้น หญิงสาวทนดูภาพที่กู้หยุนฟานมองอู๋ซวงตาเยิ้มไม่ไหว เธอจึงตัดสินใจเล่นบทนางเอกผู้แสนดีอีกครั้ง
รั่วซีปั้นหน้ายิ้มหวาน กรีดกรายเดินฝ่าวงล้อมเข้าไปหาอู๋ซวงพร้อมกับแก้วแชมเปญในมือ “พี่สาวคะ พี่สวยมากเลยค่ะ รั่วซีดีใจจริงๆ ที่พี่หาชุดที่เหมาะกับตัวเองได้ ขอให้รั่วซีดื่มอวยพรต้อนรับพี่กลับบ้านนะคะ”
เธอพูดจบก็ทำทียื่นแก้วแชมเปญให้ แต่ในจังหวะที่อู๋ซวงกำลังจะเอื้อมมือไปรับ รั่วซีก็จงใจคลายกระดิ่งนิ้ว ปล่อยให้แก้วคริสตัลหลุดมือหมายจะให้ไวน์หกเลอะชุดกี่เพ้าสีเลือดนกที่น่ารังเกียจนั้นให้ด่างพร้อย
เพล้ง!
แต่ความเร็วของเสิ่นรั่วซี หรือจะสู้สัญชาตญาณของสุนัขป่าที่คอยระวังภัยอยู่ด้านหลัง
ฮั่วถิงเซินก้าวพรวดเดียวเข้ามาขวางหน้าอู๋ซวง มือหนาตวัดผ้าเช็ดหน้าสีขาวออกจากกระเป๋าเสื้อสูท ปัดแก้วแชมเปญให้กระเด็นออกห่างจากตัวเจ้านายได้อย่างแม่นยำ แก้วคริสตัลลอยไปตกแตกกระจายอยู่ที่พื้นห่างออกไป น้ำไวน์กระเซ็นไปโดนชายกระโปรงสีขาวของเสิ่นรั่วซีแทนจนเกิดรอยด่างดวงสีเหลืองน่าเกลียด
“ว๊าย!” รั่วซีหวีดร้องด้วยความตกใจและโมโห เธอถลึงตาใส่ฮั่วถิงเซิน “ไอ้ขี้ข้าชั้นต่ำ แกกล้าดียังไงมาปัดแก้วใส่ฉัน!”
ฮั่วถิงเซินจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยสายตาว่างเปล่า ไร้ซึ่งความเคารพ “หน้าที่ของผมคือปกป้องนายหญิงจากอุบัติเหตุทุกรูปแบบครับ คุณหนูรอง”
คำว่า ‘คุณหนูรอง’ ถูกเน้นย้ำเพื่อตอกย้ำสถานะลูกเมียน้อยของเธอ รั่วซีโกรธจนหน้าดำหน้าแดง เธอหันไปหากู้หยุนฟานเพื่อขอความช่วยเหลือ “พี่หยุนฟาน ดูสิคะ ขี้ข้าของพี่สาวรังแกรั่วซี!”
กู้หยุนฟานที่กำลังหลงเสน่ห์อู๋ซวงจำต้องก้าวออกมาตามหน้าที่คู่หมั้น เขาขมวดคิ้วใส่ฮั่วถิงเซิน “แกเป็นแค่ผู้ติดตาม อย่ามาทำตัวกำเริบเสิบสานแถวนี้ ขอโทษรั่วซีเดี๋ยวนี้”
“ทำไมเขาต้องขอโทษด้วยล่ะคะ คุณชายกู้”
เสิ่นอู๋ซวงก้าวออกมาจากด้านหลังของฮั่วถิงเซิน น้ำเสียงของเธอเย็นเยียบและเชือดเฉือน “ผู้ติดตามของฉันทำหน้าที่ปกป้องฉันจากคนที่ถือแก้วไวน์ไม่รอดจนเกือบจะสาดใส่เสื้อผ้าคนอื่น ถ้าจะหาคนผิด ก็ควรจะโทษคนที่ซุ่มซ่าม หรือไม่ก็ คนที่มีเจตนาร้ายซ่อนอยู่ ไม่ใช่หรือคะ”
เธอหันไปจ้องตาเสิ่นรั่วซีอย่างรู้ทัน รั่วซีสะดุ้งและรีบหลบตา บีบน้ำตาแห่งความน้อยใจออกมาทันที “รั่วซีไม่ได้ตั้งใจนะคะ พี่สาวมองรั่วซีในแง่ร้ายเกินไปแล้ว”
“พอได้แล้ว!” เสิ่นเจิ้นหนานตวาดแทรกขึ้นมา ชายชรารู้ทันมารยาของหลานสาวตัวปลอมดี “รั่วซี ทำกระโปรงเลอะเทอะขนาดนี้ยังไม่อายแขกอีกรึ รีบขึ้นไปเปลี่ยนชุดซะ อย่ามาทำตัวเกะกะตรงนี้”
“คุณปู่” รั่วซีอ้าปากค้าง ไม่คิดว่าคุณปู่จะไล่เธอต่อหน้าคนมากมายขนาดนี้ ซ่งอวี้หลานเห็นท่าไม่ดีจึงรีบเข้ามากึ่งลากกึ่งจูงลูกสาวให้ออกไปจากวงสนทนาด้วยความอับอาย
เมื่อตัวน่ารำคาญจากไป กู้หยุนฟานก็รีบปรับสีหน้าให้ดูสุภาพอ่อนโยน เขาส่งยิ้มหล่อเหลาให้เสิ่นอู๋ซวง “อู๋ซวง เราไม่ได้พบกันนานเลยนะ เธอเปลี่ยนไปมากจนพี่แทบจำไม่ได้”
อู๋ซวงปรายตามองคู่หมั้นของตนเองในอดีตชาติ ผู้ชายที่เคยร่วมมือกับเสิ่นรั่วซีเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของเธอจนจมดิน บัดนี้กลับมาทำสายตาหวานเยิ้มใส่เพียงเพราะเห็นว่าเธอแต่งตัวสวยและมีคุณปู่หนุนหลัง ช่างเป็นสวะที่น่าสะอิดสะเอียนเสียจริง
“ฉันเพิ่งกลับมาเซี่ยงไฮ้เป็นวันแรก ความจำอาจจะเลือนลางไปบ้าง” หญิงสาวยกยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้ส่งไปถึงดวงตา “ไม่ทราบว่าคุณคือ...?”
กู้หยุนฟานหน้าม้านไปเล็กน้อย ไม่คิดว่าจะถูกแกล้งลืมต่อหน้าผู้คน “พี่คือ กู้หยุนฟาน คู่หมั้นของเธอไง เราถูกผู้ใหญ่หมั้นหมายกันไว้ตั้งแต่เด็ก”
“อ้อ คู่หมั้น” อู๋ซวงลากเสียงยาว แววตาของเธอทอประกายเหยียดหยามอย่างเปิดเผย “ขออภัยที่ฉันจำไม่ได้จริงๆ ค่ะ เพราะเท่าที่ฉันเห็นเมื่อครู่ นึกว่าคุณเป็นคู่หมั้นของ ‘น้องสาว’ ฉันเสียอีก เห็นออกรับแทนกันเสียขนาดนั้น”
กู้หยุนฟานหน้าเจื่อนลงทันที แขกเหรื่อรอบข้างเริ่มหัวเราะคิกคักและซุบซิบนินทา ชายหนุ่มรู้สึกเสียหน้าอย่างรุนแรงแต่ก็ไม่กล้าโกรธเคืองนางพญาตรงหน้า เขาพยายามจะอ้าปากแก้ตัว แต่ฮั่วถิงเซินกลับขยับตัวเข้ามาแทรกกลาง บังวิสัยทัศน์ของเขาจนมิด
ชายร่างสูงใหญ่จ้องเขม็งลงมาที่กู้หยุนฟาน รังสีอำมหิตแผ่กระจายออกมาจนคุณชายตระกูลกู้ต้องเผลอก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว
“นายหญิงต้องการพักผ่อน” ฮั่วถิงเซินเอ่ยเสียงต่ำและเย็นชา “กรุณาหลีกทางด้วยครับ คุณชายกู้”
การกระทำที่จงใจหักหน้าคู่หมั้นอย่างโจ่งแจ้งของสุนัขรับใช้ตัวนี้ ทำให้อู๋ซวงพอใจเป็นอย่างมาก เธอไม่ได้พูดอะไรเพิ่มเติม เพียงแค่หมุนตัวและเดินนำฮั่วถิงเซินไปทักทายบรรดาผู้อาวุโสในแก๊ง ทิ้งให้กู้หยุนฟานยืนกำหมัดแน่นด้วยความอับอายและสับสนอยู่กลางงาน
เกมกระดานแรกในคฤหาสน์ตระกูลเสิ่น เธอเป็นฝ่ายรุกฆาตอย่างงดงาม แต่เสิ่นอู๋ซวงรู้ดีว่า คืนพรุ่งนี้ต่างหาก ที่การปะทะเลือดสาดของจริงกำลังจะเริ่มต้นขึ้น!
