เกิดใหม่ในยุค80ได้สามีซื่อบื้อแต่รักข้าคนเดียว

43.0K · จบแล้ว
ปะหนัน
41
บท
449
ยอดวิว
9.0
การให้คะแนน

บทย่อ

ทะลุมิติมายุค 80 ทั้งทีนึกว่าจะได้ชีวิตสบาย แต่สิ่งที่ซูหว่านหนิงได้คือสามีชาวประมงที่จนที่สุดในหมู่บ้าน บ้านไม้เก่าที่ลมทะเลพัดจนแทบปลิว และลูกสาวทารกที่ต้องเลี้ยงดู ชาวบ้านต่างพูดกันว่าครอบครัวนี้คงไม่มีวันลืมตาอ้าปากแต่พวกเขาไม่รู้เลยว่าผู้หญิงคนนี้เคยผ่านชีวิตที่ลำบากยิ่งกว่านี้มาแล้วปลาแค่ตัวเดียวก็สามารถทำเงินได้ถ้ารู้จักเปลี่ยนมันให้มีค่าจากปลาทอดธรรมดากลายเป็นเมนูที่ทั้งตลาดต้องต่อแถวซื้อ จากบ้านชาวประมงยากจนกลายเป็นครอบครัวที่มั่นคงที่สุดในหมู่บ้าน ส่วนสามีที่ใคร ๆ บอกว่าซื่อบื้อกลับเป็นผู้ชายที่รักภรรยาเพียงคนเดียวและพร้อมยืนข้างเธอไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อทั้งสองคนจับมือกันสู้ชีวิต เสียงนินทา คำดูถูก และความอิจฉาสุดท้ายก็กลายเป็นเพียงเรื่องขำในวันหนึ่ง

นิยายจีนโบราณเกิดใหม่ในนิยายนิยายรักโรแมนติก

ตอนที่ 1 ตื่นมาในบ้านไม้เก่า

ตอนที่ 1

ตื่นมาในบ้านไม้เก่า

กลิ่นคาวปลา กลิ่นเค็มของลมทะเล และกลิ่นไม้ชื้นเก่าผสมกันจนแน่นไปทั้งจมูกซูหว่านหนิงขมวดคิ้วแน่น ความรู้สึกหนักอึ้งแล่นอยู่ทั่วร่าง คล้ายคนเพิ่งฟื้นจากไข้ใหญ่ เปลือกตาหนักจนแทบลืมไม่ขึ้น แต่เสียงร้องแผ่วเบาของเด็กทารกกลับดังลอดเข้ามาไม่หยุด รบเร้าจนเธอต้องฝืนเปิดตา

เหนือศีรษะเป็นเพดานไม้สีหม่น มีรอยน้ำซึมเป็นดวงดำอยู่หลายแห่ง มุมห้องแขวนแหจับปลาที่เย็บปะจนแทบมองไม่ออกว่าเดิมเป็นสีอะไร ผนังไม้เก่าถูกลมทะเลกัดกร่อนจนขึ้นฝ้า ข้างเตียงมีโต๊ะเตี้ยตัวหนึ่ง วางชามดินเผาบิ่นขอบกับตะเกียงน้ำมันที่ไส้ตะเกียงไหม้สั้นไปมากแล้วที่นี่ไม่ใช่ห้องของเธอ

ความคิดนั้นผุดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับแรงเย็นวาบที่ไหลจากต้นคอลงไปถึงปลายเท้า

ซูหว่านหนิงขยับตัวจะลุก ทว่าทันทีที่ยกไหล่ขึ้น ความเจ็บหน่วงที่ท้องน้อยก็ทำให้เธอหน้าซีดจนต้องล้มกลับลงไปอีกครั้ง

ม่านผ้าสีซีดตรงประตูถูกเลิกออก ชายหนุ่มร่างสูงคนหนึ่งก้าวเข้ามา เขาสวมเสื้อผ้าฝ้ายเก่าซักจนสีซีด ปลายแขนเสื้อพับถึงข้อศอก เผยให้เห็นท่อนแขนแข็งแรงสีคล้ำจากแดด มือทั้งสองหยาบกร้าน มีรอยแตกเล็ก ๆ ตามข้อนิ้วในอ้อมแขนของเขามีเด็กทารกห่อตัวด้วยผ้าฝ้ายเก่า ๆ กำลังร้องงอแง

ชายหนุ่มชะงักทันทีที่เห็นเธอลืมตาดวงตาคู่นั้นดำสนิท นิ่ง และมีแววกังวลอยู่ชัดเจน แต่ก้นบึ้งของแววตากลับคล้ายมีความระวังอยู่ด้วย ราวกับกลัวว่าเธอจะลุกขึ้นมาพูดคำร้ายอะไรอีก

“เธอฟื้นแล้วหรือ” น้ำเสียงของเขาต่ำและแหบเล็กน้อย เหมือนคนไม่ได้พักมาหลายคืน “จะกินน้ำไหม”

ซูหว่านหนิงจ้องเขาอยู่ครู่หนึ่ง สมองพร่าเลือนเหมือนมีภาพแปลกประหลาดมากมายไหลบ่าเข้ามาไม่หยุด

บ้านไม้เก่าริมทะเล หมู่บ้านชาวประมง ความยากจนหลังแต่งงาน เสียงทะเลาะ เสียงร้องไห้ของทารก ความขุ่นเคืองของหญิงสาวอีกคนหนึ่งที่ไม่ใช่เธอ แต่กลับมีใบหน้าเดียวกับเธอทุกอย่าง แล้วชื่อหนึ่งก็ผุดขึ้นมาอย่างชัดเจน

ตู้เจี้ยนกั๋ว...สามีของเจ้าของร่างนี้ ซูหว่านหนิงนิ่งค้าง ปลายนิ้วเย็นเฉียบ เธอเคยอ่านนิยายมาก็จริง แต่ไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งเรื่องเหลือเชื่อแบบนี้จะเกิดขึ้นกับตัวเอง หลังจากอุบัติเหตุครั้งนั้น เธอน่าจะตายไปแล้วแท้ ๆ แต่เมื่อลืมตาอีกครั้งกลับมาอยู่ในร่างหญิงสาวชนบทยุค 80 ที่เพิ่งคลอดลูกได้ไม่นาน แถมยังมีสามีหนึ่งคนกับลูกสาวหนึ่งคนเพิ่มเข้ามาในชีวิตอย่างไม่ทันตั้งตัว

“หว่านหนิง”เสียงเรียกอีกครั้งทำให้เธอหลุดจากภวังค์

ตู้เจี้ยนกั๋วก้าวเข้ามาใกล้กว่าเดิมเล็กน้อย เขาอุ้มเด็กไว้มือหนึ่ง อีกมือหนึ่งยื่นขันน้ำเคลือบสีขาวขุ่นที่บิ่นขอบมาให้ “ดื่มสักหน่อยก่อนเถอะ”

ซูหว่านหนิงรับขันมาอย่างช้า ๆ น้ำในขันอุ่นนิด ๆ รสชาติธรรมดา แต่เมื่อไหลผ่านลำคอแห้งผากก็ช่วยให้เธอมีแรงขึ้นมาก

ระหว่างนั้นเด็กในอ้อมแขนชายหนุ่มร้องเสียงดังขึ้นอีก

ตู้เจี้ยนกั๋วก้มมองลูกสาว สีหน้าดูเก้ ๆ กัง ๆ อย่างเห็นได้ชัด เขาโยกตัวเบา ๆ คล้ายไม่แน่ใจว่าควรปลอบอย่างไรดี ทว่าก็ยังอดทนทำซ้ำไปเรื่อย ๆ แม้แผ่นหลังจะเกร็งไปทั้งแผ่น

ซูหว่านหนิงมองภาพนั้นอย่างเงียบงันความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมหลั่งเข้ามาเป็นระลอก จนเธอเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวได้คร่าว ๆ

หญิงสาวคนนี้ก็ชื่อซูหว่านหนิงเหมือนกัน แต่งงานกับตู้เจี้ยนกั๋ว ชาวประมงหนุ่มในหมู่บ้านเหอวาน เพราะเงื่อนไขบางอย่างของครอบครัว หลังแต่งงานชีวิตไม่ได้ดีขึ้น ซ้ำยังจนหนักกว่าเดิม บ้านมีเพียงพ่อแม่สามีแก่ ๆ กับเรือลำเก่าใกล้พังหนึ่งลำ เงินทองแทบไม่มี หญิงสาวเดิมจึงยิ่งไม่พอใจสามี และมักระบายอารมณ์ด้วยการประชด ด่าทอ หรือปัดป้องไม่ยอมเข้าใกล้เขา

กระทั่งคลอดลูกสาวได้ไม่กี่วันก็ล้มป่วย จากนั้นวิญญาณของเธอจึงเข้ามาแทนที่

ซูหว่านหนิงกำขันน้ำในมือแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว

เธอไม่รู้ว่าตัวเองควรเรียกเรื่องนี้ว่าโชคร้ายหรือโชคดี แต่ในเมื่อได้มีชีวิตอีกครั้งแล้ว จะให้ใช้ชีวิตเหมือนเจ้าของร่างเดิมคงไม่ได้

เด็กทารกในอ้อมแขนชายหนุ่มเริ่มร้องแรงขึ้น หน้าแดงและดิ้นไปมาเหมือนหิว

ตู้เจี้ยนกั๋วขมวดคิ้ว ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยเสียงเบา “ลูกคงหิว”

ซูหว่านหนิงชะงักไปแม้จะรับความทรงจำมาแล้ว แต่เมื่อสถานการณ์ตรงหน้ามาถึงจริง ๆ เธอก็ยังเก้อเขินอย่างประหลาด ทว่าทันทีที่ก้มลงเห็นใบหน้าทารกน้อยที่ร้องจนจมูกแดง หัวใจเธอกลับอ่อนลงอย่างไร้เหตุผล

“เอามาเถอะ” เธอพูดเสียงแหบเล็กน้อย

ตู้เจี้ยนกั๋วดูตกใจอยู่บ้าง แต่ก็เดินเข้ามาอย่างระมัดระวัง แล้วส่งลูกให้เธอ

ทารกตัวเล็กกว่าที่คิดมาก ตัวเบาจนน่าใจหาย ใบหน้ากลมแดง ๆ ยับย่นนิดหน่อยตามวัย ดวงตาปิดแน่น ริมฝีปากเล็กขยับหงุบหงับอย่างกระวนกระวาย

เมื่อเด็กน้อยมาอยู่ในอ้อมแขน กลิ่นนมอ่อน ๆ กับไออุ่นจากร่างเล็กนั้นทำให้ซูหว่านหนิงนิ่งไปทั้งตัว

นี่คือลูกของร่างนี้และนับจากวันนี้...ก็เป็นลูกของเธอด้วย

ความรู้สึกแปลกประหลาดแล่นวาบผ่านอก ทั้งสั่นไหว ทั้งอ่อนโยน ทั้งหนักแน่นในเวลาเดียวกัน

ตู้เจี้ยนกั๋วยืนมองอยู่ข้างเตียง มือหยาบกร้านห้อยอยู่ข้างตัว ดูไม่รู้จะวางตัวอย่างไรนัก ราวกับไม่คุ้นกับการเห็นภรรยาอุ้มลูกอย่างนุ่มนวลเช่นนี้

“ชื่ออะไร” ซูหว่านหนิงถามทั้งที่ยังมองหน้าทารก

“ยังไม่ได้ตั้งชื่อจริง” เขาตอบ “ที่บ้านเรียกกันแต่หนูน้อย”

“อย่างนั้นหรือ”

เธอก้มมองเด็กอีกครั้ง ปลายนิ้วแตะแก้มกลมนิ่มเบา ๆ “เสี่ยวเยว่”

“อะไรนะ”

“เรียกว่าเสี่ยวเยว่เถอะ” เธอเงยหน้าขึ้นมองเขา “พระจันทร์ดวงน้อย ฟังแล้วอบอุ่นดี”

ตู้เจี้ยนกั๋วอึ้งไปเล็กน้อย เขามองลูกสาว แล้วมองเธอ เหมือนกำลังพยายามทำความเข้าใจว่าคนตรงหน้าคือภรรยาคนเดิมจริงหรือไม่

“ก็ดี” เขาพูดช้า ๆ “ชื่อเพราะ”

ห้องเล็ก ๆ ตกอยู่ในความเงียบชั่วครู่ มีเพียงเสียงลมทะเลพัดลอดรอยไม้กับเสียงคลื่นเบา ๆ จากไกลออกไป ไม่นานนัก ม่านผ้าตรงประตูก็ถูกเปิดออกอีกครั้ง หญิงชราร่างผอมในเสื้อผ้าฝ้ายสีเข้มเดินเข้ามา ใบหน้ามีริ้วรอยชัดเจนเพราะกรำลมแดดมาทั้งชีวิต ดวงตาคมกริบมองคนบนเตียงก่อนจะชะงักนี่คือ หลี่ซิ่วอิง แม่ของตู้เจี้ยนกั๋ว

“ฟื้นแล้วหรือ” น้ำเสียงของนางฟังดูเรียบ แต่ไม่อาจปิดความระแวงได้มิด

ซูหว่านหนิงพยักหน้าเบา ๆ “ฟื้นแล้วค่ะ”

หลี่ซิ่วอิงชะงักอีกครั้ง ราวกับไม่คิดว่าจะได้ยินลูกสะใภ้ตอบกลับด้วยน้ำเสียงสงบเช่นนี้ นางมองเด็กในอ้อมแขนเธอ แล้วมองขันน้ำในมือ ก่อนหันไปทางลูกชาย

“โจ๊กในครัวอุ่นแล้วหรือยัง”

“อุ่นแล้วแม่”

“อืม” หลี่ซิ่วอิงเดินเข้ามาใกล้อีกนิด มอง ซูหว่านหนิงตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ก่อนจะพูดตรง ๆ ตามนิสัยคนชนบท “ฟื้นแล้วก็ดี ต่อไปก็อย่าคิดมาก บ้านเราจนก็จริง แต่ไม่มีใครปล่อยให้เธอกับลูก อดตาย” คำพูดนั้นฟังแข็ง ๆ แต่กลับมีความหมายแฝงอยู่

ซูหว่านหนิงเงยหน้ามองแม่สามี แล้วตอบอย่างจริงใจ “ฉันเข้าใจค่ะ”

หลี่ซิ่วอิงนิ่งไปเล็กน้อย เห็นชัดว่าคำตอบนี้เกินจากที่คาดไว้มาก นางกระแอมเบา ๆ แล้วหันหลังเดินออกไปโดยไม่พูดอะไรต่อ

ตู้เจี้ยนกั๋วเองก็ดูเหมือนจะไม่รู้จะพูดอย่างไร เขาเพียงรับเด็กจากมือเธอไปอุ้มไว้อย่างระมัดระวัง ก่อนช่วยประคองให้เธอนั่งพิงหัวเตียงระหว่างนั้นปลายนิ้วของเขาแตะข้อมือเธอเพียงชั่วครู่ แต่กลับร้อนกว่าที่คิดมาก

ซูหว่านหนิงเม้มปาก ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะร่างนี้เพิ่งคลอดลูก หรือเพราะผู้ชายคนนี้อยู่ใกล้เกินไปกันแน่ หัวใจของเธอจึงเต้นผิดจังหวะเล็กน้อย ไม่นาน เขาก็ยกชามโจ๊กเข้ามาให้

โจ๊กมีเพียงข้าวไม่กี่เม็ดกับน้ำมากเกินครึ่ง ชัดเจนว่าเป็นอาหารแบบบ้านยากจนจริง ๆ แต่เมื่อเธอมองไปยังมือของเขา รอยแห้งแตกตามง่ามนิ้วกับคราบเกลือขาวที่ฝังอยู่ตามผิว กลับทำให้เธอรู้สึกว่าชามนี้หนักยิ่งกว่าที่ตาเห็น

“กินตอนร้อน ๆ” เขาบอก

ซูหว่านหนิงตักเข้าปากช้า ๆ รสชาติอ่อนมากจนแทบไม่มีอะไร นอกจากกลิ่นข้าวกับเกลือบาง ๆ แต่ในเวลานี้มันคือสิ่งที่ดีที่สุดที่บ้านหลังนี้มีให้เธอแล้ว

เธอกินไปได้ไม่กี่คำก็เงยหน้าถาม “วันนี้จับปลาได้ไหม”

ตู้เจี้ยนกั๋วชะงักไปเล็กน้อย อาจเพราะไม่คิดว่าภรรยาจะถามเรื่องนี้ “ได้มานิดหน่อย”

“ขายหมดหรือยัง”

“ปลาตัวใหญ่ขายไปแล้ว” เขาตอบตรง ๆ “เหลือแต่ปลาตัวเล็กกับปลาก้างเยอะ พ่อค้ากดราคา เลยยังไม่ได้ขาย”

ซูหว่านหนิงใจขยับวูบหนึ่ง ปลาตัวเล็ก ปลาก้างเยอะ สัตว์ทะเลที่ขายไม่ได้ราคา สำหรับคนในหมู่บ้านอาจเป็นของไร้ค่า แต่สำหรับเธอที่เคยอยู่ในยุคที่การแปรรูปอาหารมีสารพัดวิธี ของพวกนี้ต่างหากคือโอกาส

เธอวางช้อนลงช้า ๆ ความคิดหลายอย่างเริ่มเรียงตัวในหัวอย่างรวดเร็ว ลูกชิ้นปลา ซุปปลา เกี๊ยวปลา ปลาอบแห้ง ปลาปรุงรส... แม้ตอนนี้ยังมีข้อจำกัดมาก แต่ขอเพียงมีวัตถุดิบและเวลาสักหน่อย เธออาจเปลี่ยนบ้านที่แทบไม่มีอะไรเลยหลังนี้ให้มีชีวิตขึ้นมาได้จริง

ตู้เจี้ยนกั๋วมองเธออย่างไม่เข้าใจนัก “มีอะไรหรือ”

ซูหว่านหนิงเงยหน้าขึ้น ดวงตาที่ก่อนหน้านี้ยังหม่นมัวจากความสับสน บัดนี้กลับมีประกายชัดขึ้นทีละน้อย

“พรุ่งนี้...” เธอพูดช้า ๆ เพราะยังไม่มีแรงมากนัก “พรุ่งนี้เอาปลาพวกนั้นมาให้ฉันดูหน่อย”

เขานิ่งไป “ดูปลาเหรอ”

“ใช่” เธอพยักหน้า “ฉันอยากลองทำอะไรบางอย่าง”

ตู้เจี้ยนกั๋วขมวดคิ้วอย่างสงสัยชัดเจน คงเป็นเพราะเจ้าของร่างเดิมไม่เคยสนใจปลา ไม่เคยสนใจงานในบ้าน และยิ่งไม่เคยพูดน้ำเสียงจริงจังเช่นนี้ แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ได้ถามต่อ เพียงรับคำสั้น ๆ

“ได้”

ซูหว่านหนิงพยักหน้าเบา ๆ แล้วก้มกินโจ๊กต่อ

ด้านนอกหน้าต่าง เสียงคลื่นยังซัดฝั่งเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ลมทะเลยามเย็นพัดกลิ่นเค็มจาง ๆ เข้ามาในห้อง บ้านยังเก่า ยังจน ยังมีเพียงผนังไม้ผุพังกับข้าวของเท่าที่จำเป็นแต่แปลกเหลือเกิน ทั้งที่เพิ่งมาถึงที่นี่วันแรกแท้ ๆ เธอกลับไม่รู้สึกว่างเปล่าอย่างที่คิด

บนเตียงมีร่างกายที่ยังอ่อนล้าอยู่มาก ข้างเตียงมีชามโจ๊กจืดชืด ใกล้กันนั้นมีชายหนุ่มพูดน้อยที่ยืนอุ้มลูกอย่างเก้ ๆ กัง ๆ และแม้สีหน้าจะนิ่งขรึมเพียงใด ดวงตาของเขาก็ยังเฝ้ามองเธออยู่ตลอด ราวกับกลัวว่าเธอจะเป็นอะไรอีก

ซูหว่านหนิงทอดสายตาไปยังเด็กน้อยในอ้อมแขนเขา ก่อนมองเรือลำเก่าที่เห็นลิบ ๆ ผ่านช่องหน้าต่าง ชีวิตใหม่นี้อาจไม่ได้สวยงามแต่มันยังเริ่มต้นใหม่ได้

เธอไม่รู้ว่าฟ้าส่งเธอมาที่นี่เพราะอะไร แต่ในเมื่อได้มาแล้ว เธอจะไม่ยอมให้ตัวเองกับครอบครัวนี้จมอยู่กับความจน ความหนาวเย็น และเสียงนินทาไปตลอดชีวิตแน่

เธอจะเลี้ยงลูกให้ดี จะทำให้บ้านหลังนี้อบอุ่นขึ้นและจะลองมองผู้ชายซื่อ ๆ คนนี้ใหม่อีกครั้ง

ลมทะเลพัดม่านผ้าสีซีดไหวเบา ๆ แสงเย็นอ่อนสุดท้ายของวันส่องผ่านช่องไม้เข้ามากระทบใบหน้าของคนสามคนในห้อง ภาพนั้นเรียบง่าย เงียบสงบ และมีความหวังบางอย่างซ่อนอยู่

ซูหว่านหนิงค่อย ๆ กำช้อนในมือแน่นขึ้น ก่อนเงยหน้าขึ้นมองตู้เจี้ยนกั๋วอีกครั้ง

“พรุ่งนี้ ฉันจะลองดูว่าปลาที่คนอื่นไม่เอา จะทำให้กลายเป็นของมีค่าได้ไหม”

ชายหนุ่มมองเธออยู่ชั่วอึดใจ ก่อนพยักหน้า ช้า ๆ

“ถ้าเธออยากลอง ฉันจะหามาให้”

คำตอบสั้น ๆ นั้นทำให้มุมปากของเธอค่อย ๆ โค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มแรกในโลกใบนี้

ข้างนอก คลื่นยังซัดฝั่งไม่หยุด ข้างใน บ้านไม้เก่าหลังเล็กที่เคยเต็มไปด้วยความอึดอัด กลับเริ่มมีบางสิ่งเปลี่ยนแปลงอย่างเงียบงันและนี่เอง คือจุดเริ่มต้นของชีวิตใหม่ที่เธอจะไม่มีวันปล่อยให้พังทลายอีก