บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 5 ไร้เทียมทาน

ชีวิตในวังหลวงก็ดำเนินผ่านไปอย่างราบเรียบสงบสุข จนตอนนี้เหลียงอวี้อายุได้สิบห้าปีแล้ว จากเด็กน้อยร่างอ้วนกลมน่ารักน่าเอ็นดูตอนนี้ก็กลายเป็นสาวน้อยที่ทั้งสูงและผอม ทักษะวรยุทธ์ที่ฝึกฝนมาหลายปีก็คล่องแคล่วขึ้นกว่าเดิม

เสด็จแม่พึงพอใจมากกับความคืบหน้าในการฝึกวรยุทธ์ของเหลียงอวี้ “เจ้าหัวไวเช่นนี้ ช่างสมกับที่เป็นสตรีตระกูลสวีจริงๆ”

เหลียงอวี้เถียงในใจว่าแซ่ของนางคือหลี่ไม่ใช่หรือ แต่เมื่อเห็นเสด็จแม่กำลังอารมณ์ดี หญิงสาวก็ไม่กล้าพูดออกไป

หลายวันต่อมามีข่าวดีจากชายแดนส่งมาถึงก่อนวันพระราชสมภพของเสด็จพ่อ สงครามชายแดนกับแคว้นโจว ท่านตาและท่านลุงทั้งแปดสามารถรบจนได้รับชัยชนะอีกครั้ง

แคว้นโจวเมื่อเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ พวกเขาก็ยอมรับโดยดุษฎี และมีความคิดที่จะส่งพระธิดามาเป็นพระชายาเอกของฮ่องเต้แคว้นหลี่ การเชื่อมสัมพันธ์ด้วยวิธีแต่งงานจะทำให้สายเลือดของพวกเขากลายเป็นญาติสนิทที่แท้จริงและถือเป็นการควบรวมดินแดนอย่างแยบยล

เมื่อฮ่องเต้แคว้นโจวส่งองค์หญิงมาแล้ว ฮ่องเต้แคว้นหลี่จึงมีความคิดที่จะส่งองค์หญิงไปบ้าง เนื่องจากพระองค์มีพระธิดาอยู่มากมาย เลือกใครมาสักคนก็ได้แล้ว พระองค์รู้สึกภูมิใจยิ่งนักที่สามารถมีลูกสาวไว้ใช้งานได้มากเช่นนี้

บรรดาพี่สาวน้องสาวที่อายุเหมาะสมต่างก็หวาดกลัวที่จะถูกส่งไปแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ที่ชายแดน ดังนั้นมารดาของพวกนางจึงรีบจัดการหาราชบุตรเขยกันอย่างเร่งรีบ เพราะกลัวว่าโชคร้ายจะตกใส่ศีรษะลูกสาวของพวกนาง

เสด็จแม่เองก็ถามเหลียงอวี้ถึงเรื่องนี้เช่นกัน “เจ้าอยากได้ราชบุตรเขยแบบไหน”

หญิงสาวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง บุรุษในชาตินี้นอกจากเหล่าขันทีและญาติพี่น้อง นางก็ไม่เคยพบเจอบุรุษที่ไหนอีก ดังนั้นจึงไม่มีความคิดเรื่องที่จะแต่งงาน “หม่อมฉันยังไม่มีความคิดในเรื่องนี้เพคะ”

เสด็จแม่หัวเราะเบา ๆ “ตอนนี้เจ้าอายุยังน้อยไม่คิดก็ไม่เป็นไร”

พวกนางสองแม่ลูกที่คุยกันอยู่สักพักขันทีก็มาแจ้งว่าคืนนี้ฮ่องเต้จะเสด็จมาประทับที่ตำหนักของสวีเฟย

แน่นอนว่าเหลียงอวี้ถูกเชิญให้ไปอยู่ห้องปีกตำหนักที่ไกลจากห้องบรรทมของเสด็จแม่มากที่สุด

เหลียงอวี้เองก็มีความคาดหวังว่าบางทีคืนนี้นางอาจจะได้น้องชายหรือน้องสาวเพิ่มมาอีกสักคน

จะว่าไปแล้วก็แปลกยิ่งนัก เพราะหลังจากนางเกิดในวังหลวงก็ยังไม่ทารกเพิ่มขึ้นมาอีกสักคน ทำให้ฐานะของนางในตอนนี้ยังคงเป็นลูกคนเล็กของเสด็จพ่อ

หรือว่าบางทีอาจจะมีพวกไม่หวังดีแอบวางยาไม่ให้เหล่านางสนมตั้งครรภ์กันนะ?

…..

เพราะเรื่องการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ไปยังแคว้นโจว ทำให้เวลานี้ทั่วทั้งวังหลังต่างตื่นตระหนกโดยเฉพาะพวกพี่สาวที่ยังไม่ได้หมั้นหมาย

แน่นอนว่าสตรีตำหนักอื่นๆ ย่อมตื่นตระหนก ยกเว้นเพียงแค่ตำหนักของสวีเฟยเท่านั้นที่ยังคงเงียบสงบ

อันที่จริงเหลียงอวี้ก็อยากออกไปเที่ยวนอกวังหลวงดูบ้าง เพราะตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยได้ย่างเท้าออกไปจากนอกประตูวังเลย “เสด็จแม่…แคว้นโจวมีความเป็นอยู่อย่างไรหรือเพคะ”

เมื่อเห็นลูกสาวถามด้วยดวงตาเปล่งประกาย สวีเฟย ก็อธิบายให้นางฟังโดยละเอียด “แคว้นโจวใช้ชีวิตลำบากมาก เวลาอากาศร้อนก็ร้อนแทบตาย เวลาหนาวก็หนาวจนนิ้วแข็งไปหมด ส่วนใหญ่พื้นที่ก็เป็นทะเลทราย ผักผลไม้ก็ไม่มีให้กิน ชาวแคว้นโจวส่วนมากจะกินแค่เนื้อวัวกับเนื้อแกะ คนที่ท้องไส้บอบบางอย่างเจ้า ทนทานไม่ไหวหรอก แม่ให้เวลาไม่เกินห้าวัน เจ้าต้องท้องอืดจนร้องไห้ขอกลับบ้านแน่”

เหลียงอวี้ไม่เชื่อว่าร่างกายของตนเองจะบอบบางมากขนาดนั้น “เช่นนั้นเสด็จแม่ให้เวลาหม่อมฉันได้ลองกินเนื้อวัวเนื้อแกะติดต่อกันสักสามวัน หากหม่อมฉันทนได้ต้องอนุญาตให้หม่อมฉันออกไปเที่ยวนอกวังนะเพคะ”

“ได้” สวีเฟยตอบรับด้วยรอยยิ้ม

ในขณะที่สตรีนางอื่นต่างวิตกกังวลจนหน้านิ่วคิ้วขมวดเพราะกังวลว่าพวกนางจะถูกส่งไปแต่งงานที่ชายแดน แต่ว่าเหลียงอวี้และเสด็จแม่กลับพากันย่างเนื้อแกะอยู่ที่สวนด้านหลังตำหนักอย่างมีความสุข

……..

“พวกนางสองแม่ลูกช่างมีความสุขกันเหลือเกิน พี่สาวน้องสาวคนอื่นต่างทุกข์ร้อนมีแค่พวกนางเท่านั้นที่ยังนั่งย่างเนื้อแกะกินได้อย่างสบายใจ ช่างไร้จิตสำนึกเหลือเกิน!”

ฉีกุ้ยเฟยเข้าเฝ้าฮองเฮาและบ่นเรื่องนี้ให้ฟังด้วยความอิจฉา หลังจากได้ข่าวเรื่องที่ฝ่าบาทจะส่งองค์หญิงไปอภิเษกเชื่อมความสัมพันธ์กับแคว้นโจวนางก็เริ่มกระวนกระวายใจ เพราะองค์หญิงยี่สิบห้า ลูกสาวของตนเองนั้นยังไม่ได้หมั้นหมาย

แต่หลังจากคัดเลือกบุรุษชาติตระกูลดีที่ยังไม่ได้แต่งงานก็ยังไม่พบคนที่เหมาะสม หรือหากว่ามีคนที่พอจะใช้ได้แต่บุรุษพวกนั้นก็ไม่ยินยอมที่จะเป็นราชบุตรเขย เพราะหลังจากแต่งงานกับองค์หญิงพวกเขาก็ไม่สามารถที่จะรับราชการได้ ดังนั้นแม้ว่าฐานะของราชบุตรเขยจะมีเกียรติ แต่ถึงอย่างไรบุรุษที่ศึกษาเล่าเรียนมาหลายปี ก็ย่อมมีปณิธานที่จะเข้ารับราชการทำงานอยู่ในสภาขุนนาง ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ อยากที่จะหมดอนาคตเพราะต้องกลายเป็นพระสวามีขององค์หญิง

ยิ่งเวลาผ่านไปมากเท่าไหร่ ฉีกุ้ยเฟยก็ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ นางกระวนกระวายจนนอนไม่หลับมาหลายคืนแล้วและยิ่งได้ข่าวว่าพวกสวีเฟยสองแม่ลูกไม่ได้ทุกข์ร้อนอันใด อีกทั้งยังย่างเนื้อแกะกินกันอย่างสำราญใจนางก็ยิ่งโมโห

ฮองเฮาแอบด่าว่าฉีกุ้ยเฟยในใจ 'หากเจ้ามีบิดาและพี่ชายอีกแปดคนคอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง เจ้าก็คงเป็นเหมือนนางที่ไม่ต้องทุกข์ใจอะไร'

แม้ว่าฮองเฮาจะมีความคิดเช่นนี้แต่นางก็ไม่ได้พูดออกไปให้อีกฝ่ายได้ยิน ใบหน้ายังคงยิ้มแย้มแสดงท่าทีของฮองเฮาผู้มีเมตตา “เจ้าอย่าทุกข์ร้อนใจไป ลูกของนางยังไม่ถึงวัยที่จะออกเรือน ดังนั้นนางถึงไม่ได้ร้อนรน เจ้าอย่าไปสนใจนางเลย ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือหาราชบุตรเขยให้แก่ลูกของเจ้าดีกว่า”

หลังจากฮองเฮาพูดจบก็เรียกคนสนิทข้างกายหยิบภาพวาดขึ้นมามอบให้อีกฝ่าย “นี่เป็นหลานชายคนที่สามของข้า เจ้าลองพิจารณาดูว่าพอจะเข้าตาหรือไม่”

ฮองเฮาต้องการดึงฉีกุ้ยเฟยมาเป็นพวกเพื่อเสริมรากฐานอำนาจภายในวังหลัง นางจึงส่งเสริมให้อีกฝ่ายเลือกหลานชายของตนมาเป็นราชบุตรเขย

หลังจากที่ฮองเฮาส่งฉีกุ้ยเฟยกลับออกไปจากตำหนัก นางก็เรียกนางกำนัลเข้ามานวดขมับให้ อันที่จริงต้องคอยจัดการปัญหามากมายภายในตำหนักทำให้นางเหน็ดเหนื่อยเป็นอย่างมาก

ฮ่องเต้อายุเพิ่มมากขึ้นทุกวัน ลูกชายของนางทั้งสามคน ต่างก็เติบโตจนเป็นชายหนุ่มที่มีความสามารถโดดเด่นในทุกๆ อย่างไม่ว่าจะเป็นดนตรี หมากรุก คัดลายมือ วาดภาพ ขี่ม้า และยิงธนู พวกเขาเก่งกาจมากถึงเพียงนี้ ฮ่องเต้ยังไม่คิดจะเลือกสักคนเลยหรือ นางไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าเหตุใดฝ่าบาทถึงยังไม่ยอมแต่งตั้งองค์รัชทายาทเสียที

ชั่วขณะนั้นนางมีความคิดบางอย่างแวบผ่านในใจ 'หรือว่าฝ่าบาทต้องการแต่งตั้งลูกชายของนางแพศยาแซ่สวี!...ช่างน่าเสียดายหากพระองค์มีความคิดเช่นนั้นจริงๆ ก็คงหมดโอกาสแล้วล่ะ!'
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel