ตอนที่ 7
พออยู่ได้... คำนี้ช่างบาดลึกทำให้ชาวบ้านถอนหายใจออกมา ที่ดินทำกินไม่มีมีเพียงบ้านที่ผุพัง แม้สงสารเห็นใจทว่าก็เข้าอกเข้าใจ ชื่อเสียงความร้ายกาจของเสิ่นจือจะอย่างไรก็เอาชนะความลำบาก ในสายตาชาวบ้านเหล่านี้จึงคิดว่าหลุดพ้นจากนางได้ย่อมเป็นเรื่องดี เด็กสามคนอยู่กับบิดาที่แท้จริงจึงจะดีที่สุด
สงสารก็อีกเรื่องหนึ่ง เห็นใจก็อีกเรื่องหนึ่ง ทว่าการจะหยิบยื่นในช่วงที่ตัวเองก็ลำบากเช่นกันจึงนับว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ชาวบ้านเริ่มทยอยเดินจากไปเพราะกลัวว่าตัวเองจะใจอ่อน หากย่อมแบ่งสิ่งของหรือของกิน เช่นนั้นก็เท่ากับยอมเฉือนเนื้อตัวเองแบ่งผู้อื่น มีใครเล่าจะยอมทำเช่นนั้น
“ช้าก่อน” เสิ่นจือรั้งหลิวอวี้เอาไว้ “นี่เงินห้าตำลึงห้าร้อยอิแปะของท่าน ข้าไม่อยากติดค้างผู้ใด ส่วนนี้ข้าวสาลีกับแป้งข้าว อย่างไรเสียก็ต้องมีของกินสำหรับวันนี้ ผ้านวมนั่นก็ขนไปด้วย” นางชี้กลับเข้าไปในห้องของเสี่ยวจู”
หัวหน้าหมู่บ้านที่ยังไม่จากไปพยักหน้าให้นางด้วยสายตาชื่นชม “จะอย่างไรจือจือก็ยังรู้ความที่สุดในเวลานี้” กล่าวจบก็มองไปยังหลิวอวี้แล้วถอนหายใจเสียงเบาก่อนเดินจากไป
เสี่ยวไป๋เบิกตารีบวิ่งกลับเข้าไปม้วนผ้านวมหนานุ่มของน้องสาว เขากลับออกมาสองแขนที่หอบผ้านวมหนานุ่มเกือบรัดไม่มิด สายตาดีใจทำให้บิดารู้สึกผิดยิ่งขึ้นไปอีก “ขอบใจเจ้ามากและขอโทษเจ้าอีกครั้ง”
“จากนี้แยกย้ายไม่ติดค้าง” นางกล่าวจากนั้นมองส่งหนึ่งบิดากับบุตรสามชีวิตเดินออกไปจากลานบ้าน ข้างหลังมีเสียงฝีเท้า หวังต้า หวังเอ้อร์ พี่ชายของนางยังคงอยู่ทั้งคู่ “พวกท่านยังไม่กลับ?”
ทั้งสองมีท่าทีเลิ่กลั่ก “จือจือเจ้าคิดดีแล้วหรือ”
นางขมวดคิ้ว “หรือว่าท่านกลัวว่าข้าจะไม่มีบุตรชาย จากนั้นที่ดินที่นาพวกท่านจะไม่ได้รับส่วนแบ่ง?”
“มะ...ไม่ใช่! ข้ากับเจ้ารองไม่ได้คิดเช่นนั้น!”
นางพยักหน้าเพราะรู้อยู่แล้ว พี่ชายสองคนของเจ้าของร่างจะว่าซื่อก็ซื่อ จะว่าโง่ก็โง่ ไม่มีทางคิดเอาเปรียบหรือคิดเรื่องร้ายๆ กับเสิ่นจือเป็นแน่ พวกเขาทั้งสองรวมไปถึงมารดาที่ล่วงลับเคยลำบากมามาก เคยอดมื้อกินมื้อกว่าจะมาถึงหมู่บ้านตระกูลเสิ่นแห่งนี้ บิดาของนางเห็นว่าทั้งสามคนน่าสงสารจึงรับเอาไว้ ตอนแต่งงานเสิ่นจืออาละวาดบ้านแทบพังทว่าต่อมาก็ยังขัดขวางไม่สำเร็จ ดังนั้นในบ้านเสิ่นจือจึงเป็นเหมือนเจ้าชีวิตของมารดาเลี้ยงและพี่ชายทั้งสอง
“พวกท่านกลับไปได้แล้วข้าอยากพัก”
“แต่...เจ้ายังไม่ได้กินอะไรเลย”
“นั่นสิยังมียาที่ต้องต้ม ร่างกายของเจ้า...”
“ไสหัวกลับไปเสีย ที่บ้านของพวกท่านมิใช่มีพี่สะใภ้กับลูกๆ รออยู่หรือ ข้าเหนื่อยอย่าให้ข้าต้องออกแรงด่าคน” นางเคยเป็นคนปากจัดด่ากราดดังนั้นจะเปลี่ยนไปในวันเดียวไม่ได้ ตอนนี้ยังอ้างได้ว่าเหนื่อยจึงไม่อยากด่าใคร
พี่ชายทั้งสองลนลานเดินไปที่ประตู “ดะ...ได้ พวกข้าไปก่อน แต่หากเจ้ารู้สึกไม่สบายต้องตะโกนเสียงดังๆ”
นางถอนหายใจมองกำแพงสูงสองฟาก ด้านหนึ่งเป็นบ้านของหวังต้า อีกด้านเป็นบ้านของหวังเอ้อร์ บ้านชนบทที่มีกำแพงสูงขวางกั้นและบ้านของนางอยู่ตรงกลาง มองไปรอบๆ ตัวบ้านที่มีสามด้านหันเข้าหาลาน คล้ายซานเหอย่วนแต่ก็ไม่ใช่เพราะตัวเรือนแยกจากกำแพงสูง เรือนตรงกลางคือโถงและห้องนอนของนางอยู่ติดกัน ปีกซ้ายเป็นห้องนอนสองห้องที่ตอนนี้ว่างแล้ว ปีกขวาคือห้องครัว ห้องกินข้าว และห้องเสบียง ลานบ้านมีโม่หินและโต๊ะเก้าอี้ มุมกำแพงด้านในมีต้นกุ้ยฮวาต้นหนึ่ง จะว่าไปบ้านของนางนับว่าทั้งปลอดภัย มั่นคง แข็งแรง ไม่มีอะไรต้องซ่อมแซมปรับปรุง รั้วสูงยากแก่การปีน ประตูไม้บานใหญ่ลงกลอนก็แทบไม่มีที่ติ
“ก็ไม่ได้ดูแย่” นางถอนหายใจจากนั้นค่อยๆ นั่งลงเพื่อตั้งสติ ในมือยังถือหนังสือหย่าที่มีการประทับลายนิ้วมือซึ่งเพิ่งได้มาจากหัวหน้าหมู่บ้าน
เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่กำลังจะสิ้นแสงสุดท้ายของวัน นางรู้สึกเหนื่อยขึ้นมาจริงๆ แล้ว ไม่ได้เหนื่อยใจแต่เป็นร่างกายนี้ที่กำลังประท้วงต่างหาก “ช่างเถิด ในเมื่อมาแล้วก็ต้องมีชีวิตอยู่ให้ดี ก่อนหน้านี้จะใจร้ายก็ดี จะปากร้ายก็ช่าง ข้าไม่จำเป็นต้องพยายามเอาใจผู้ใด ไม่จำเป็นต้องทำให้ผู้ใดชอบข้า ข้าจะอยู่ที่นี่ในแบบของข้า เป็นตัวข้าเสิ่นจือคนใหม่ที่มีชีวิตอยู่เพื่อตัวเอง”
