ตอนที่ 2
กล่าวถึงสามีที่นางหลงใหลนักหนาจนยอมเถือหนังพี่ชายทั้งสองคน หลิวอวี้ พ่อหม้ายลูกติดที่เป็นนายพรานท้ายหมู่บ้าน หลังสูญเสียฮูหยินทั้งยังมีลูกติดถึงสามคน เพียงเพื่อจะจัดงานศพเขาต้องยอมติดหนี้น้ำใจสามตำลึงเงินแต่งเข้าตระกูลเสิ่น ทว่าทันทีที่แต่งกลับสมัครไปเป็นทหารชายแดน ทิ้งลูกสามคนเอาไว้ให้เสิ่นจือดูแล อ้างเพียงว่าต้องการเงินเบี้ยเลี้ยงมาเลี้ยงดูนางกับบุตร ผู้ใดจะมองไม่ออกว่าเขาไม่ได้มีใจให้เสิ่นจือ เพียงหาทางไปจากนางอย่างโจ่งแจ้งก็เท่านั้น!!!
เสียงโต้เถียงยังคงดังแทรกเข้ามาด้วยเสียงของหัวหน้าหมู่บ้าน พี่ชายของนางเองก็พยายามอย่างเต็มที่ที่จะไกล่เกลี่ย หลิวอวี้ยังคงยืนกรานว่าจะหย่าขาดเสิ่นจือให้ได้ เขาอ้างใช้ข้อหาที่นางพยายามฆ่าบุตรสาวคนเล็กของตนด้วยการกดน้ำ หวังหย่าขาดจากนางโดยไม่รู้สึกติดค้าง
เสียงสตรีนางหนึ่งดังขึ้นเพื่อสนับสนุนเขาเป็นระยะ ทั้งเสียงปลอบโยน ทั้งเสียงสะอื้น กล่าวว่านางเห็นมาตลอดว่าเสิ่นจือใช้งานบุตรของหลิวอวี้อย่างไร รังแกบุตรของหลิวอวี้อย่างไร และใช้งานเด็กทั้งสามอย่างไร
เสิ่นจือค่อยๆ ประคองตัวเองลุกขึ้นจากเตียงนอน นางมองไปรอบๆ สูดลมหายใจเข้าและพยักหน้าให้กับตัวเอง บ้านหลังนี้สภาพก็ไม่ได้เลวร้าย อย่างมากหลังคาก็ไม่ได้รั่ว ไม่มีญาติเหลือขอ ไม่ต้องต่อสู้เพื่อแยกบ้าน ไม่เหมือนกับเรื่องราวการทะลุมิติ การยืมร่างคืนวิญญาณ หรือการข้ามภพโดยตัวเอกต้องตรากตรำทำงานหนัก จากนั้นจึงค่อยๆ มีชีวิตที่ดีขึ้น
เทียบกันแล้วความเป็นอยู่ของเสิ่นจือนับว่าดีมาก ดีกว่าคนอื่นๆ หลายบ้านในหมู่บ้าน ทว่าในความทรงจำของร่างนี้แทบจะหาความดีได้น้อยมากจริงๆ นางลุกขึ้นจากนั้นเดินออกไปด้านนอกเพื่อเผชิญกับปัญหา ในเมื่อมาแล้วก็มีแต่ใช้ชีวิตต่อไปให้ดี อยู่ที่นี่ในแบบที่เป็นตัวนางไม่ใช่เพื่อผู้ใดทั้งสิ้น!!
ทันทีที่เสิ่นจือก้าวออกไปเสียงโวยวายด่าทอโต้เถียงก็เงียบลงทันที
นางไม่ได้มองไปที่ผู้ใด ไม่ได้ส่งเสียง เพียงเดินไปลากเก้าอี้ตัวหนึ่งมาแล้วนั่งลง ถอนหายใจออกมาครั้งหนึ่งเพราะรู้สึกเหนื่อย ร่างกายนี้อย่างไรเสียก็จมน้ำไปจริงๆ แถมยังสิ้นใจไปแล้วครู่หนึ่งก่อนที่นางจะเข้ามาแทนที่ ทั้งสำลักน้ำ ทั้งเหนื่อย ทั้งต้องดิ้นรน ไหนจะใบหน้าที่ยังคงบวมแดงเพราะแรงตบของหลิวอวี้นั้นไม่น้อยเลย จนถึงตอนนี้ซีกแก้มก็ยังคงรู้สึกแสบร้อน
“เอาละ จะหย่าข้าหรือ” นางเงยหน้าขึ้นกล่าวก่อนหันไปมองหลิวอวี้ ใบหน้าหล่อเหลาของอีกฝ่ายแม้คล้ำแดด ถึงอย่างนั้นความคมเข้มและร่างกายที่กำยำกลับโดดเด่นสมกับเป็นบุรุษอกสามศอกยิ่ง ไม่แปลกใจที่เจ้าของร่างเดิมจะปักใจ ถึงขั้นยอมเลี้ยงดูบุตรทั้งสามของเขาอย่างเต็มใจ
“เสิ่นจือเจ้าอย่ามาวางมาดสุขุมราวกับไร้ความผิดหน่อยเลย เจ้าคิดจะเล่นละครให้ผู้ดู เห็นชัดๆ ว่าเจ้าคิดจะทำร้ายอาจูให้ตาย คนจิตใจชั่วช้าอำมหิตไม่ละเว้นแม้แต่กับเด็กอย่างเจ้าสมควรแล้วที่จะถูกหย่า ไม่สิข้าว่าหย่านางยังน้อยไปสมควรขับไล่ออกไปจากหมู่บ้านเลยใช่หรือไม่!”
ผู้ที่พูดก็คือเสิ่นหูสตรีที่คอยสนับสนุนการหย่าร้างอยู่ข้างกายหลิวอวี้ตั้งแต่ต้น ไม่สิจะว่าไปในความทรงจำของร่างเดิม สตรีผู้นี้คล้ายจับผิดเสิ่นจือมาโดยตลอด วันๆ แทบไม่ทำอะไรแล่นมาดูแลและเห็นใจบุตรของหลิวอวี้ถึงบ้านของนาง
“เสิ่นหูเจ้าเป็นอะไรกับหลิวอวี้สามีของข้า ที่นี่คือบ้านของข้า เรื่องหย่าร้างหากจะสนทนาก็เป็นเรื่องของข้ากับเขา เจ้าใช้สิทธิ์อะไรเพื่อพูดแทนสามีของผู้อื่น ออกหน้าออกตาเช่นนี้กลัวชาวบ้านเขาไม่รู้หรือว่าหากข้าหย่ากับสามีเจ้าก็พร้อมจะแทนที่ทันที”
เสิ่นหูหน้าแดงพูดตะกุกตะกักคงเพราะไม่คิดว่าจะถูกเปิดโปงออกมาตรงๆ “เจ้าพูดจาเหลวไหล! ข้าเพียงสงสารเสี่ยวไป๋ เสี่ยวซู แล้วก็อาจู ในหมู่บ้านผู้ใดไม่สงสารเด็กทั้งสามคนบ้าง วันๆ เจ้าเอาแต่ใช้งานเด็กพวกนี้ราวกับทาส ทำงานหนักไม่ได้พักจนมืดค่ำ ดูพวกเขาสิถูกเจ้าทรมานจนแทบไม่ใช่เด็กแล้ว!”
“อ้อ เช่นนั้นก็ดูพวกเขาสิ จากนั้นหันไปมองน้องสาวและน้องชายของเจ้า” เสิ่นจือชี้ไปยังน้องสาวและน้องชายของอีกฝ่าย ทั้งสกปรกทั้งมอมแมมผอมโซ เทียบกันกับบุตรของหลิวอวี้แล้วเสื้อผ้าก็ใหม่กว่า สะอาดกว่า ใบหน้าของเด็กทั้งสามยังกลมป้อมมีเลือดฝาด แม้เสิ่นจือใช้งานเช้าจรดเย็น ทว่าเสื้อผ้าใหม่มีให้ทุกปี รองเท้าหรือก็เพิ่งเปลี่ยน ข้าวสามมื้อมีเนื้อไม่ขาด ดังนั้นอย่าว่าแต่เด็กพวกนี้จะแข็งแรงและโตไวเลย เรียกได้ว่าเด็กในหมู่บ้านไม่มีใครอยู่ดีกินดีอย่างพวกเขา
