บท
ตั้งค่า

บทที่ 9 : ยอมตายเพื่อได้กลับไปโลกเดิม

บทที่ 9 : ยอมตายเพื่อได้กลับไปโลกเดิม

แสงจันทร์กระจ่างสาดส่องลอดผ่านรอยแตกของหลังคาผุพัง ทอประกายจับฝุ่นผงที่ลอยคลุ้งอยู่ในอากาศราวกับละอองเวทมนตร์ หากแต่สถานที่จริงกลับห่างไกลจากคำว่า ‘งดงาม’ ยิ่งนัก

มู่หลาน ทรุดกายลงนั่งพิงเสาไม้ต้นเก่าอย่างหมดสภาพ เสียงหอบหายใจของนางดังประสานไปกับเสียงจิ้งหรีดเรไรที่กรีดปีกระงมทั่วบริเวณ

หลังจากที่ต้องวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนออกมาจาก หอหมื่นบุปผา ราวกับสุนัขจนตรอก โดยมี ซูเจิน ติดตามมาด้วย ทว่าลูกน้องคนสนิทคู่ใจผู้นี้กลับยังคงรักษาสีหน้าเรียบเฉย ไร้ความตื่นตระหนกได้ราวกับรูปปั้นหิน แม้ในยามวิกฤตเช่นนี้

"ป่านนี้ที่หอคงกำลังโกลาหลวุ่นวายกันน่าดู..."

มู่หลานพึมพำกับตนเอง พลางยกมือทาบอก อย่างน้อยนางก็ยื้อลมหายใจมาได้อีกหนึ่งวัน

ยัยหงเหลียนนั่นบ้าบิ่นเกินกว่าที่นางคาดคิด ป่านนี้จะเป็นตายร้ายดีอย่างไร? คงมิใช่ถูก อ๋องจวิ้นเจี๋ย จับตัวไปขังคุกแล้วหรอกนะ?

แต่จะว่าไป ความวุ่นวายนั่นก็นับเป็นระฆังช่วยชีวิต นางกับซูเจินจึงอาศัยจังหวะชุลมุนหลบหนีออกมาได้อย่างแนบเนียนไร้ร่องรอย... และแน่นอนว่านางมิใช่คนโง่ที่จะหวนกลับไปให้แม่เล้าจูจับได้ หรือรอให้ท่านอ๋องตามล่าตัวเจอเป็นแน่

แม้นใจจริงจะแอบเสียดายเตียงนอนนุ่มๆ กับอาหารรสเลิศเพียงใดก็ตาม...

"หัวหน้า... ท่านดื่มน้ำดับกระหายก่อนเถิด"

ซูเจินยื่นกระบอกไม้ไผ่เก่าคร่ำครึมาให้

มู่หลานรับมารินดื่มรวดเดียวจนหมด ก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบๆ เรือนไม้ร้างซอมซ่อที่ตั้งหลบมุมอยู่ท้ายตรอกลึกของเมืองหลวง สภาพของมันช่างน่าเวทนาจนแทบดูไม่ออกว่าเคยเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์

"ซูเจิน..." นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด "เรื่องที่เกิดขึ้น... เจ้าส่งข่าวบอกท่านเจ้าสำนักหรือยัง?"

"เรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ" ซูเจินตอบด้วยน้ำเสียงฉะฉาน

"แล้ว... ทางนั้นว่าอย่างไร?"

มู่หลานลุ้นจนตัวโก่ง ภาวนาในใจว่าขออย่าให้ต้องระเห็จกลับไปที่รังโจรในถ้ำกันดารนั่นเลย

"ท่านเจ้าสำนักมีคำสั่งลงมาว่า..." ซูเจินเว้นจังหวะครู่หนึ่ง "ให้พวกเรากบดานรอฟังข่าวอยู่ที่เมืองหลวงไปก่อนเจ้าค่ะ ห้ามเคลื่อนไหววู่วามจนกว่าจะได้รับคำสั่งต่อไป"

"เยี่ยม!"

มู่หลานเผลอตบเข่าฉาด รอยยิ้มกว้างปรากฏขึ้นบนใบหน้าอย่างลืมตัว รอดแล้วเรา! ไม่ต้องไปนอนในถ้ำเหม็นอับ!

แต่ทว่า... รอยยิ้มนั้นค่อยๆ หุบลงจนเหลือเพียงความว่างเปล่า เมื่อสายตาปะทะเข้ากับสภาพความเป็นจริงตรงหน้าอย่างจัง

ความมืดมิด... กลิ่นอับชื้น... และหยากไย่ที่ห้อยระย้าลงมาจากเพดานราวกับม่านมุ้งของเหล่าภูตผี

"เดี๋ยวนะ..."

น้ำเสียงของมู่หลานเริ่มสั่นเครือ แววตาฉายแววสิ้นหวัง

"แล้วคืนนี้... เราจะนอนที่ใด?"

ซูเจินกะพริบตาปริบๆ ก่อนจะผายมือไปยังมุมห้องด้วยท่าทีนอบน้อม

ที่ตรงนั้น... มีแคร่ไม้ไผ่หักๆ ตัวหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ ท่ามกลางกองฝุ่นที่หนา!

"ก็... ที่นี่แหละเจ้าค่ะหัวหน้า"

ซูเจินเอ่ยยืนยันด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยดุจสายน้ำ "เรือนร้างหลังนี้ทั้งปลอดคนและลับตา เหมาะแก่การซ่อนตัวกบดานที่สุดแล้วเจ้าค่ะ"

มู่หลานมองตามมือลูกน้องไป แล้วก็แทบอยากจะกรีดร้องออกมาเป็นภาษามนุษย์ต่างดาว

สภาพแคร่ไม้ไผ่ที่ตั้งอยู่เบื้องหน้า... ผุพังจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม ซ้ำร้ายยังมีฝุ่นจับหนาเตอะเป็นนิ้ว! เพียงแค่เห็น ขนแขนของนางก็ลุกชันด้วยความคันคะเยอไปทั่วร่าง

"ซูเจิน... เจ้าล้อข้าเล่นใช่หรือไม่?"

นางเอ่ยถามด้วยความหวังอันริบหรี่ ดั่งแสงเทียนต้องลมพายุ

"ข้ามิบังอาจเจ้าค่ะ" ซูเจินตอบหน้าตาย แววตาไร้ความรู้สึก "เชิญหัวหน้าพักผ่อนเถิด เดี๋ยวข้าจะเป็นเวรยามเฝ้าหน้าประตูให้เอง"

มู่หลานเดินลากขาเข้าไปใกล้แคร่นั้นราวกับคนหมดอาลัยตายอยาก ปลายนิ้วเรียวปาดฝุ่นขึ้นมาดู...

โอ้โห... หนาขนาดนี้ กวาดมารวมกันคงปั้นหม้อดินเผาได้เป็นใบ!

น้ำตาใสๆ เริ่มคลอหน่วยที่หางตา ความน้อยเนื้อต่ำใจตีตื้นขึ้นมาจุกที่อก

เมื่อครู่ยังได้นอนเอกเขนกอยู่บนเตียงนุ่มๆ ห่มผ้าแพรไหมเนื้อดี จิบชาชั้นเลิศในหอหมื่นบุปผาอยู่แท้ๆ ... เพียงแค่พริบตาเดียว ชีวิตกลับพลิกผันต้องมานอนดมฝุ่นในบ้านผีสิงเช่นนี้เนี่ยนะ!

"ฮึก..."

นางกลั้นสะอื้น ทรุดตัวลงนั่งบนไม้แข็งๆ ที่ส่งเสียงลั่น ‘เอี๊ยดอ๊าด’ ประท้วงน้ำหนักตัว ราวกับมันกำลังหัวเราะเยาะโชคชะตาของนาง

ในห้วงความคิดคำนึง... ภาพความสุขสบายในภพเดิมไหลย้อนกลับมาฉายชัด

คิดถึง... คิดถึงที่นอนสปริงดูดวิญญาณที่ห้อง... คิดถึงหมอนยางพารานุ่มแน่น... คิดถึงลมเย็นฉ่ำจากเครื่องปรับอากาศ... และที่สำคัญที่สุด... คิดถึง Wifi แรงๆ!

ทำไมชีวิตย้อนยุคของนางถึงได้ลำบากยากเข็ญถึงเพียงนี้!

ในนิยายเรื่องอื่น คนอื่นเขาทะลุมิติมาเป็นพระชายา เป็นฮูหยินเอก นอนกอดสามีรูปงามบนเตียงตั่งทองคำ ชีวิตโรยด้วยกลีบกุหลาบ

แต่ทำไมฉันต้องมานอนกอดเข่าตบยุงลายในบ้านร้างกับลูกน้องหน้าตายด้วย!

"โลกบัดซบ..."

มู่หลานก่นด่าชะตากรรมทั้งน้ำตา ก่อนจะจำใจล้มตัวลงนอนคดคู้ พยายามข่มตาหลับเพื่อให้ผ่านพ้นค่ำคืนอันโหดร้ายนี้ไปอีกหนึ่งราตรี

ทว่า... ยังไม่ทันที่ฝุ่นในบ้านร้างจะสงบลง เสียงกระพือปีกพรึบพรับก็ดังฝ่าความเงียบเข้ามา

นกพิราบสื่อสารสีเทาตัวหนึ่งโผบินเข้ามาเกาะที่ขอบหน้าต่างผุพัง ที่ขาของมันผูกกระบอกไม้ไผ่เล็กจิ๋วอันเป็นสัญลักษณ์ของ พรรคทมิฬ

มู่หลานดีดตัวลุกขึ้น แกะสาส์นลับออกอ่าน แล้วก็ต้องระบายลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่จนตัวโยน

"ภารกิจด่วน... ช่วยเหลือ หงเหลียน ออกมาจากคุกใต้ดิน"

มือบางขยำกระดาษแผ่นน้อยในมือจนยับยู่ยี่ นัยน์ตาวาวโรจน์ด้วยความหงุดหงิด

"ไยข้าต้องยื่นมือเข้าช่วยนางด้วย?"

มู่หลานบ่นพึมพำกับตนเองอย่างหัวเสีย

"ปล่อยให้เน่าตายในคุกไปไม่ได้หรืออย่างไร? คนนิสัยเสีย

ซูเจิน ละมือจากการขัดเช็ดกระบี่คู่กาย นางเงยหน้าขึ้นสบตาผู้เป็นหัวหน้า ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ

"ท่านเจ้าสำนักคงนึกเสียดายฝีมือของหงเหลียนเจ้าค่ะ... การจะเพาะเลี้ยงนักฆ่าระดับพระกาฬขึ้นมาได้สักคน จำต้องใช้เวลาเคี่ยวกรำนับสิบปี ท่านกับหงเหลียนเปรียบเสมือน 'แขนซ้ายและขวา' ของพรรคทมิฬ ท่านเจ้าสำนักย่อมไม่ยอมตัดแขนตัวเองทิ้งโดยง่าย"

มู่หลานกลอกตามองบนอย่างเบื่อหน่ายระคนอ่อนใจ

"แล้วแม่คนสำคัญผู้นั้น... ถูกขังอยู่ที่ใด?"

"คุกใต้ดิน..." ซูเจินเว้นจังหวะ แววตาฉายแววกังวล "ภายใน จวนอ๋องจวิ้นเจี๋ย เจ้าค่ะ"

เพียงแค่ได้ยินนาม 'จวิ้นเจี๋ย' ขนอ่อนทั่วกายของมู่หลานก็ลุกชันขึ้นพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ความหวาดหวั่นสายหนึ่งแล่นปราดเข้าเกาะกุมขั้วหัวใจจนเย็นยะเยือก

ภาพเหตุการณ์ระทึกขวัญในหอหมื่นบุปผายังคงติดตรึงในความทรงจำ... ความเร็วที่มองไม่ทัน ความโหดเหี้ยมเด็ดขาด และพลังวัตรที่เหนือชั้นราวกับปีศาจจำแลงกายมา

นั่นคือสิ่งที่นางเรียกว่า 'เหนือฟ้ายังมีฟ้า'

นางที่เป็นถึงนักฆ่าอันดับหนึ่ง ยังรู้สึกตัวเล็กจ้อยราวกับมดปลวกเมื่อต้องเผชิญหน้ากับบุรุษผู้นั้น

"งานนี้..." มู่หลานเอ่ยทำลายความเงียบ น้ำเสียงเด็ดขาด "ข้าจะไปเพียงลำพัง"

กึก!

ซูเจินชะงักมือทันควัน นางลุกพรวดพราดขึ้นยืนขวางหน้าผู้เป็นนาย ค้านเสียงแข็งอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน

"ไม่ได้เจ้าค่ะ! จวนอ๋องมีการคุ้มกันแน่นหนา ยิ่งเป็นคุกใต้ดินย่อมเปรียบเสมือนถ้ำเสือบึงมังกร หากท่านไปคนเดียวก็เท่ากับเอาชีวิตไปทิ้ง... ข้าต้องไปด้วย!"

"เพราะมันคือการไปตายอย่างไรเล่า... ข้าถึงมิอาจให้เจ้าติดตามไป"

มู่หลานหันมาสบตากับลูกน้องคนสนิท แววตาขี้เล่นหรือมาดมั่นที่เคยมีเลือนหายไป หลงเหลือเพียงความจริงจังและอ่อนโยน

"ซูเจิน... ในโลกใบนี้มีเพียงเจ้าที่อยู่เคียงข้างข้า คอยดูแลข้า..."

นางเอื้อมมือไปจับไหล่บางของอีกฝ่าย บีบเบาๆ เพื่อถ่ายทอดความรู้สึก

"เจ้ามิใช่เป็นเพียงลูกน้อง... แต่เจ้าคือ 'สหาย' และ 'น้องสาว' คนแรกของข้า"

...ใช่แล้ว ตั้งแต่ที่นางหลุดเข้ามาในสถานที่บ้าบอแห่งนี้ ก็มีเพียงซูเจินผู้นี้ที่คอยอยู่เคียงข้าง แม้ว่านางจะทำตัวแปลกประหลาด พูดจาฟังไม่รู้ความในบางครั้ง แต่ซูเจินก็ไม่เคยเอ่ยถามเซ้าซี้ ซ้ำยังพยายามทำความเข้าใจและยืนหยัดปกป้องนางเสมอ...

สำหรับมู่หลานแล้ว เด็กสาวตรงหน้าคือความอบอุ่นเดียวที่นางมี... อุ่นใจยิ่งกว่าครอบครัวจริงๆ ในโลกก่อนเสียอีก

มู่หลานล้วงมือเข้าไปในสาบเสื้อ หยิบถุงผ้าแพรใบเล็กออกมา ภายในบรรจุ 'ยาถอนพิษ' ที่นางแอบลักลอบเก็บสะสมไว้ รวมถึงส่วนแบ่งของนางประจำเดือนนี้ นางยัดมันใส่มือของซูเจินอย่างไม่ลังเล

"หัวหน้า... นี่มัน..."

ซูเจินเบิกตากว้าง มือไม้สั่นเทายามเมื่อสัมผัสถึงสิ่งที่อยู่ภายใน

"ยาในถุงนี้... จะช่วยยื้อชีวิตเจ้าไปได้อีกหลายเดือน"

มู่หลานระบายยิ้มบางเบา ทว่าเปี่ยมไปด้วยความจริงใจ

"ข้ารู้ดีว่าลึกๆ แล้วเจ้ามิได้ปรารถนาจะเป็นนักฆ่า... เจ้าเกลียดกลิ่นคาวเลือดและการฆ่าฟันยิ่งกว่าใคร"

"..."

"รับมันไปเสีย แล้วหนีไปให้ไกล... ไปใช้ชีวิตอย่างที่เจ้าอยากทำเถิดซูเจิน"

"ท่าน..."

หยาดน้ำตาเอ่อล้นทะลักออกจากดวงตาคู่คมของซูเจิน ไหลอาบแก้มเนียนอย่างมิอาจหักห้าม

"อิสรภาพ... แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ดั่งน้ำค้างบนยอดหญ้า แต่มันก็คุ้มค่ากว่าการมีชีวิตยืนยาวในกรงขังมิใช่หรือ?"

วาจานั้นของมู่หลาน เปรียบดั่งค้อนหนักที่ทุบลงกลางใจของซูเจินอย่างจัง หญิงสาวทรุดกายลงร่ำไห้โฮ ความเข้มแข็งที่เคยมีพังทลายลงสิ้น

ความทรงจำในวัยเยาว์ย้อนกลับมาฉายชัดราวกับภาพวาด...

ภาพของเด็กหญิงตัวน้อยวัยหกขวบ ร่างกายผอมแห้ง สั่นสะท้านด้วยความหิวโหยและหนาวเหน็บอยู่ข้างถนน ท่ามกลางหิมะโปรยปราย... ทันใดนั้น เด็กหญิงอีกคนวัยเจ็ดขวบก็ยื่นมือที่เปื้อนฝุ่นมาตรงหน้า ในมือนั้นมีเศษหมั่นโถวแข็งๆ อยู่ครึ่งซีก

“ข้าแบ่งให้”

นั่นคือจุดเริ่มต้นของมิตรภาพระหว่างเด็กกำพร้าสองคนที่ไร้บ้าน ก่อนที่โชคชะตาจะพัดพาให้ท่านเจ้าสำนักนำตัวพวกนางไปฝึกฝนใน 'นรกบนดิน' ที่เรียกว่าพรรคทมิฬ

พวกนางเติบโตมาด้วยกัน กินข้าวหม้อเดียวกัน แย่งชิงกันเพื่อมีชีวิตรอด และผลัดกันใส่ยารักษาแผลให้กันในวันที่เจ็บเจียนตาย... สำหรับซูเจินแล้ว มู่หลานเปรียบเสมือนพี่สาว เป็นครอบครัวเพียงคนเดียวที่นางเหลืออยู่ในโลกใบนี้

"หัวหน้า... ฮึก... ข้าไม่อยากไป..." ซูเจินสะอื้นไห้จนตัวโยน

"จงฟังข้า!"

มู่หลานตรงเข้าจับไหล่ทั้งสองข้างของซูเจินแน่น บีบกระชับเพื่อเรียกสติ

"ถ้าข้าไม่รอดกลับมา... เจ้าจงหนีไป อย่าได้หันหลังกลับมามอง และอย่าได้คิดโง่ๆ กลับมาช่วยข้าเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่!"

"..."

"รับปากข้าสิซูเจิน!"

เมื่อสั่งเสียเสร็จสรรพ มู่หลานก็ตัดใจหันหลังเดินกลับไปที่มุมห้อง มือบางหยิบชุดดำรัดรูปตัวเก่งขึ้นมาสวมใส่... ทีละชิ้น... ทีละชิ้น...

จิตใจที่เคยสับสนว้าวุ่น ค่อยๆ สงบนิ่งลงอย่างน่าประหลาด

นี่อาจจะเป็นภารกิจสุดท้าย...

นางกระชับมีดสั้นคู่กายไว้ที่ข้างเอว ดวงตาคู่สวยจ้องมองเงาสลัวของตนเองในความมืด ยอมรับกับตัวเองอย่างตรงไปตรงมาว่าความหวาดกลัวกำลังเกาะกุมหัวใจ

ในโลกบ้าบอนี้ นางเฉียดผ่านความตายมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน แต่ครั้งนี้กลิ่นอายมรณะมันชัดเจนกว่าทุกครั้ง

เอาล่ะมู่หลาน... ไปลุยให้เต็มที่!

ถ้าโชคดีก็รอดกลับมา... แต่ถ้าโชคร้ายโดนไอ้อ๋องปีศาจนั่นฆ่าตาย...

นางสูดหายใจลึก มุมปากยกยิ้มร้ายกาจให้เงาของตัวเอง

...ก็ถือซะว่าได้ 'ตั๋วฟรี' กลับโลกอนาคตก็แล้วกัน!

หวังว่าตายที่นี่... จะได้กลับไปตื่นบนเตียงนุ่มๆ ที่คอนโดฯ นะ

สาธุ!

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel