บทที่ 10 : อย่าหวังว่าเจ้าจะได้ก้าวเท้าออกไปจากห้องนี้
บทที่ 10 : อย่าหวังว่าเจ้าจะได้ก้าวเท้าออกไปจากห้องนี้
ดวงตะวันลาลับขอบฟ้า ท้องนภาถูกกลืนกินด้วยสีหมึกแห่งรัตติกาล
เงาร่างบอบบางในชุดดำรัดกุมเคลื่อนไหววูบไหวไปตามแนวสันหลังคา จวนอ๋องจวิ้นเจี๋ย อย่างเงียบเชียบประดุจแมวขโมยตัวน้อยที่กำลังย่องเบาเข้าบ้านเศรษฐี
มู่หลาน กัดฟันแน่นข่มความหวาดกลัวที่เต้นตุบๆ ในอก อาศัยความทรงจำและสัญชาตญาณดิบของร่างกายเจ้าของเดิม หลบหลีกสายตาเวรยามที่เดินตรวจตราอย่างเข้มงวดทุกฝีก้าว
พลั่ก! ตุบ!
เสียงกระทบของเนื้อและกระดูกดังขึ้นเพียงแผ่วเบา ทหารยามเคราะห์ร้ายสองนายที่เฝ้าอยู่หน้าประตูชั้นใน ถูกฟาดด้วยสันมือเข้าที่ท้ายทอยอย่างรวดเร็วและแม่นยำ ร่างหนาหนักร่วงลงไปกองกับพื้นราวกับใบไม้ร่วง โดยไม่ทันได้ส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือแม้แต่ครึ่งคำ
มู่หลานรีบลากร่างไร้สติของพวกเขายัดเข้าไปซ่อนไว้หลังพุ่มไม้หนาทึบ พลางปาดเหงื่อและระบายลมหายใจยาวเหยียด
"ขอโทษนะพี่ชาย... นอนพักสักตื่นเถอะนะ"
แม้วรยุทธ์ของร่างเดิมจะร้ายกาจถึงขั้นปลิดชีพคนได้ในชั่วพริบตา แต่จิตวิญญาณข้างในของนางยังคงเป็น สาวออฟฟิศยุค 2025 ผู้รักสงบและกลัวเลือด นางฆ่าคนไม่ลงจริงๆ อย่างมากสุดก็แค่ทำให้สลบเหมือดไปสักพักใหญ่เท่านั้นแหละ
ขณะที่กำลังจะเคลื่อนกายต่อไป หูที่ไวเป็นพิเศษของนางก็พลันได้ยินเสียงบทสนทนาแว่วมาจากศาลาริมน้ำ
"เจ้าได้ข่าวหรือไม่? นักฆ่าหญิงที่จับได้เมื่อวาน... ป่านนี้คงทรมานน่าดู"
ฝีเท้าของมู่หลานชะงักกึก นางรีบเร้นกายเข้าสู่มุมมืดหลังเสาหินเพื่อดักฟังทันที
"ข้าได้ยินมาว่า พรรคทมิฬเลี้ยงดูคนด้วยยาพิษชนิดพิเศษ หากไม่ได้รับยาถอนทุกครึ่งเดือน ร่างกายจะค่อยๆ เน่าเปื่อย ทรมานยิ่งกว่าตายทั้งเป็นเสียอีก" ทหารนายหนึ่งกระซิบกระซาบด้วยน้ำเสียงสยดสยอง
"ช่างโหดเหี้ยมอำมหิตยิ่งนัก..."
ทหารอีกนายส่ายหน้าด้วยความเวทนา ก่อนจะลดเสียงลงต่ำราวกับกลัวใครมาได้ยิน
"แต่ข้าแอบได้ยินท่านพ่อบ้านคุยกันว่า ท่านอ๋องของเราทรงมียาดี... เป็น 'ยาขจัดพิษ' ขนานเอกที่สามารถถอนรากถอนโคนพิษของพรรคทมิฬได้จนหายขาด!"
ดวงตาของมู่หลานเบิกโพลง หัวใจเต้นรัวแรงยิ่งกว่าเสียงกลองศึก
หายขาด!?
พระเจ้าช่วยกล้วยทอด! นี่มันไอเทมระดับแรร์ชัดๆ!
"จริงรึ! มิน่าเล่า ท่านอ๋องถึงได้มีคำสั่งให้คุ้มกัน 'หอโอสถ' แน่นหนาปานนั้น"
"ไม่ใช่หอโอสถ..." ทหารคนเดิมส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน "ของสำคัญประเมินค่ามิได้เยี่ยงนั้น รวมถึงกุญแจเข้าหอโอสถลับ... ท่านอ๋องทรงเก็บไว้ใกล้ตัวที่สุดต่างหาก"
"แล้วมันอยู่ที่ใดเล่า?"
"ข้าได้ยินมาว่า... พระองค์ซ่อนมันอยู่ในกล่องกลไกลับที่หัวเตียง ใน 'ห้องนอน' ของพระองค์เอง!"
บิงโก!
มู่หลานแทบอยากจะกระโดดโลดเต้นแล้วกู่ร้องออกมาด้วยความปิติ สิ่งที่ได้ยินเมื่อครู่มันมิใช่เพียงแค่ข้อมูล แต่มันคือ 'แสงสว่าง' ที่ปลายอุโมงค์อันมืดมิด!
หากนางสามารถขโมยยาขจัดพิษนั่นมาได้... ไม่เพียงแต่นางจะรอดตาย แต่ซูเจินและตัวนางเองจะได้เป็นอิสระโดยสมบูรณ์!
ไม่ต้องทนตกเป็นทาสรับใช้ของพรรคทมิฬ ไม่ต้องคอยหวาดระแวงรอรับยาถอนพิษทุกครึ่งเดือน พวกนางจะสามารถโบยบินหนีไปใช้ชีวิตที่ไหนก็ได้บนโลกใบนี้
ขอโทษนะหงเหลียน...
มู่หลานตัดสินใจเปลี่ยนแผนในใจอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าการพลิกฝ่ามือ
เจ้ารอนอนเล่นในคุกไปก่อนนะ อิสระของฉันสำคัญกว่า ยอมรับชะตากรรมซะเถอะย่ะ!
เรือนนอนของ อ๋องจวิ้นเจี๋ย ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางความเงียบสงัดของราตรีกาล
มู่หลานลอบงัดบานหน้าต่างไม้แกะสลักแล้วแทรกกายเข้าไปได้อย่างง่ายดายจนน่าฉงน ภายในห้องกว้างขวางว่างเปล่าไร้เงาผู้คน มีเพียงแสงจันทร์นวลตาที่สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่าง กระทบกับเครื่องเรือนหรูหราจนเกิดเงาทอดยาว
"ไม่อยู่..." นางกระหยิ่มยิ้มย่องในใจ "สวรรค์เข้าข้างคนสวยชัดๆ!"
รอยยิ้มกว้างปรากฏบนใบหน้าภายใต้ผ้าคลุม มู่หลานไม่รอช้า รีบพุ่งตรงไปยังหัวเตียงเป้าหมายทันที มือเรียวควานสะเปะสะปะไปตามซอกหลืบและลวดลายไม้
กล่องไม้? กลไกลลับ? ปุ่มกด? มันต้องอยู่แถวนี้สิ!
นางรื้อค้นลิ้นชักและหีบไม้อย่างร้อนรน เหงื่อเม็ดเล็กผุดพรายตามไรผมด้วยความตื่นเต้นระคนกดดัน ความหวังที่จะได้กลับไปใช้ชีวิตสงบสุขลอยเด่นอยู่แค่เอื้อม...
"หาอะไรอยู่รึ?"
สุรเสียงทุ้มต่ำ... เย็นยะเยือก... และเปี่ยมไปด้วยอำนาจกดข่ม ดังขึ้นจากมุมมืดด้านหลัง
กึก!
ร่างบางของมู่หลานชะงักค้างราวกับถูกสาป มือที่กำลังจับแจกันลายครามค้างเติ่งอยู่กลางอากาศ เลือดในกายจับตัวเป็นก้อนน้ำแข็งในชั่วพริบตา
เสียงนี้... มิต้องเสียเวลาหันไปมองก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นผู้ใด
ซวย... ซวยของแท้! ซวยซ้ำซวยซ้อน!
สมองอันชาญฉลาดประมวลผลหาทางหนีทีไล่ในเสี้ยววินาที... หน้าต่างอยู่ทางซ้าย ประตูอยู่ทางขวา แต่เจ้าของเสียงมรณะยืนขวางอยู่ข้างหลัง...
ต้องหนี!
ไวเท่าความคิด มู่หลานดีดตัวผละออกจากเตียงด้วยวิชาตัวเบาขั้นสูงสุด เตรียมพุ่งทะยานออกทางหน้าต่างที่เปิดแง้มไว้!
ขวับ!
เสียงวัตถุแหวกอากาศดังหวีดหวิวบาดหู ก่อนที่ความเจ็บแสบจะรัดแน่นเข้าที่รอบเอวบางอย่างรวดเร็วปานอสรพิษฉกกัด
"คิดจะรีบไปที่ใดเล่า?"
แส้หนังยาวเหยียดตวัดรัดพันธนาการร่างระหงเอาไว้อย่างแม่นยำ แรงกระชากมหาศาลดึงร่างที่กำลังลอยตัวอยู่กลางอากาศให้ปลิวถอยหลังกลับไปอย่างง่ายดาย ราวกับนางเป็นเพียงว่าวที่สายป่านขาดผึง
"กรี๊ด!"
มู่หลานร้องเสียงหลง ร่างของนางลอยละลิ่วกลับไปปะทะเข้ากับแผงอกแกร่งกำยำที่ยืนตระหง่านรอรับอยู่แล้ว
หมับ!
วงแขนแกร่งดุจคีมเหล็กตวัดรัดร่างนางไว้แนบชิด แส้หนังยังคงพันธนาการเอวคอดกิ่วไว้ไม่ให้ดิ้นหลุด ลมหายใจอุ่นร้อนเจือกลิ่นอายบุรุษเพศเป่ารดที่ใบหู พร้อมกับสุรเสียงกระซิบที่ทำให้ขนอ่อนทั่วกายลุกชัน
"คิดจะลักขโมยของของข้า แล้วหนีหายไปดื้อๆ เยี่ยงนี้หรือ..."
เขากระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นอีกนิด จนแผ่นหลังของนางแนบสนิทไปกับอกกว้าง
"บอกข้าสิแม่นาง... ว่าในยามนี้เจ้ากำลังสวมหน้ากากใบใดอยู่ ระหว่างโฉมงามอันดับหนึ่งแห่งหอหมื่นบุปผา หรือแม่ยอดนักฆ่าฝีมือฉกาจ?"
มือหนาอีกข้างเอื้อมมาด้านหน้า กระชากผ้าคลุมหน้าสีดำของนางออกอย่างถือวิสาสะ
พรึ่บ!
ใบหน้างดงามปรากฏแก่สายตา แม้ในยามนี้ใบหน้าของนางจะไร้ซึ่งเครื่องประทินโฉมเฉกเช่นนางโลมในหอ แต่สำหรับจวิ้นเจี๋ยแล้ว... ความงามของนางกลับดูบริสุทธิ์และเย้ายวนใจยิ่งกว่าเดิมเสียอีก
มู่หลานเม้มริมฝีปากแน่นจนเป็นเส้นตรง นางเลือกที่จะปิดปากเงียบ ไม่เอ่ยคำแก้ตัวใดๆ ให้มากความ
สมองของนักฆ่าสาวประมวลผลหาทางรอดอย่างบ้าคลั่ง...
ร่างกายถูกรัดด้วยแส้... แผ่นหลังถูกล็อกด้วยอกแกร่ง... ทางหนีทีไล่ถูกปิดตายสมบูรณ์แบบ
หากดันทุรังสู้ไปก็มีแต่ตายกับตาย ยิ่งกับคู่ต่อสู้ระดับปีศาจอย่าง อ๋องจวิ้นเจี๋ย ผู้มีวรยุทธ์ห่างชั้นกับนางราวฟ้ากับเหว นางไม่มีทางเอาชนะเขาได้เลยแม้แต่น้อย เปรียบดั่งลูกไก่ในกำมือโดยแท้
"อย่าริคิดขัดขืนให้เปลืองแรง..."
จวิ้นเจี๋ยกระซิบเสียงต่ำพร่าที่ข้างหู ราวกับล่วงรู้ความคิดของนาง "ต่อให้เจ้ามีเก้าชีวิต... ในค่ำคืนนี้เจ้าก็หนีเงื้อมมือข้าไม่พ้น"
ความกดดันและความหวาดกลัวที่สะสมมาถึงขีดสุด ในที่สุดเส้นความอดทนของมู่หลานก็ขาดผึงลง!
"ข้ารู้แล้ว!"
ไหนๆ ก็จะตายอยู่แล้ว จะมามัวกลัวหัวหดอะไรอีก!
นางสะบัดหน้าเงยขึ้น จ้องมองนัยน์ตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวของมัจจุราชหนุ่มอย่างท้าทาย แววตาที่เคยหวาดหวั่นแปรเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวด้วยความโมโห
"ถ้าจะฆ่าก็รีบฆ่าเสียเลย! ไม่ต้องมาพล่ามให้มากความ!"
นางตะคอกใส่หน้าเขาเสียงดังลั่นห้อง ลืมสิ้นซึ่งความเกรงกลัว
"ลงมือสิ! เอาดาบแทงข้าให้ตายตรงนี้เลย! จะได้จบๆ กันไปสักที!"
จวิ้นเจี๋ย เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มุมปากหยักยกยิ้มร้ายกาจชนิดที่ทำให้ผู้มองต้องหนาวสะท้านไปถึงขั้วกระดูก
เขาคาดการณ์ไว้แล้วไม่มีผิด... เพียงแค่ใช้เรื่อง 'ยาถอนพิษ' มาเป็นเหยื่อล่อ นางจิ้งจอกน้อยผู้นี้ก็กระโจนลงสู่หลุมพรางที่เขาขุดไว้อย่างง่ายดายดาย
"ฆ่าหรือ? ...หึ"
สุรเสียงทุ้มต่ำหัวเราะในลำคอ แววตาฉายประกายวาวโรจน์ดุจนักล่า
"ความตายนั้นมันง่ายดายและสุขสบายเกินไปสำหรับเจ้า... ค่ำคืนนี้เจ้าได้ตายสมใจแน่ แต่มิใช่ด้วยคมศาสตรา"
"เจ้าหมายคว..."
ยังไม่ทันที่มู่หลานจะได้เอ่ยจบประโยค วงหน้าคมคายก็โฉบวูบลงมา
ริมฝีปากอุ่นร้อนของบุรุษเพศฉกฉวยบดขยี้กลีบปากนุ่มของนางอย่างรวดเร็ว ปิดกั้นทุกถ้อยคำประท้วงให้กลืนหายลงไปในลำคอ!
"อื้อ!"
ดวงตาคู่สวยเบิกโพลงด้วยความตกตะลึง
สัมผัสที่ได้รับหามีความอ่อนหวานไม่ หากแต่เป็นการรุกรานที่รุนแรง ดุดัน และเอาแต่ใจ ปลายลิ้นร้อนชื้นของเขาสอดแทรกเข้ามาในโพรงปากของนางอย่างอุกอาจ กวาดต้อนความหวานล้ำอย่างหิวกระหาย พร้อมกับดัน 'วัตถุทรงกลมขนาดเล็ก' บางอย่างผ่านเรียวลิ้นของเขาเข้ามาในปากของนาง
มู่หลานพยายามดิ้นรน ใช้ปลายลิ้นดุนดันสิ่งแปลกปลอมนั้นออก
แต่ทว่าเขาช่างรู้ทัน... มือหนาบีบปลายคางมนแน่น บังคับให้นางเชิดหน้าขึ้นรับสัมผัส แล้วบดจูบให้ลึกซึ้งหนักหน่วงยิ่งกว่าเดิม จนกระทั่งนางเผลอกลืนเม็ดยานั้นลงคอ
"แค่ก! แค่ก!"
ทันทีที่เขาถอนริมฝีปากออก มู่หลานก็รวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายผลักอกแกร่งออกเต็มแรง นางยกมือขึ้นกุมลำคอ ไอโขลกขลักจนหน้าดำหน้าแดง
"เจ้า... เจ้าเอาอะไรให้ข้ากิน!"
นางตวาดถามเสียงสั่นพร่า นัยน์ตาไหวระริกด้วยความหวาดกลัวจับใจ
"ยาพิษงั้นรึ!"
จวิ้นเจี๋ยยืนกอดอกมองดูผลงานของตนด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความพึงพอใจและ... ความต้องการ ที่ปิดไม่มิด เขาแลบลิ้นเลียริมฝีปากตัวเองช้าๆ ราวกับพยัคฆ์ร้ายที่เพิ่งลิ้มรสโลหิตหวานหอมของเหยื่อ
"ถูกต้อง... ยาพิษ" เขาตอบเสียงเรียบนิ่ง แต่บาดลึกถึงทรวง
คำตอบนั้นทำให้หัวใจของมู่หลานร่วงหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม ความเย็นเฉียบแล่นพล่านไปทั่วร่าง
แต่ทว่า... ยังไม่ทันจะได้เอ่ยปากก่นด่าสาปแช่งบุรุษตรงหน้า ฤทธิ์ยาที่ว่าก็เริ่มแสดงผลอย่างรวดเร็วเกินคาด
"อึก..."
พลัน... ความร้อนสายหนึ่งก็แล่นพล่านจากจุดตันเถียนบริเวณท้องน้อย กระจายไปทั่วสรรพางค์กายอย่างรวดเร็วประดุจไฟลามทุ่ง
มันหาใช่ความเจ็บปวดทรมานเฉกเช่นพิษร้ายของพรรคทมิฬที่นางคุ้นเคย... แต่มันกลับเป็นความรู้สึกที่แปลกประหลาดกว่านั้นร้อยเท่าพันเท่า มันคือความร้อนรุ่มที่แผดเผา... วูบวาบ... และปั่นป่วนจนสติแทบกระเจิง
เรี่ยวแรงและลมปราณที่เคยมีพลันอันตรธานหายไปดื้อๆ ขาแข้งอ่อนเปลี้ยจนมิอาจทรงกายอยู่ ร่างบางทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นอย่างหมดสภาพ
เรือนกายสั่นระริก ลมหายใจเริ่มติดขัดและหอบกระเส่า ใบหน้าที่เคยซีดเผือดกลับแดงซ่าน ขึ้นสีเลือดฝาดลามไปถึงใบหูและลำคออย่างน่าประหลาด
"ระ... ร้อน..."
มู่หลานพึมพำเสียงแผ่ว มือไม้ปัดป่ายเสื้อผ้าของตนเองด้วยความกระสับกระส่าย สติสัมปชัญญะเริ่มพร่ามัวราวกับถูกหมอกควันแห่งตัณหาเข้าครอบงำ
ตึก... ตึก...
เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จวิ้นเจี๋ยสาวเท้าก้าวเข้ามาหานางอย่างเชื่องช้า ทว่าคุกคาม ดุจราชสีห์หนุ่มที่กำลังต้อนเหยื่อตัวน้อยให้จนมุม
"ยะ... อย่าเข้ามานะ!"
มู่หลานพยายามฝืนสังขารขู่ฟ่อ ถดตัวหนีไปด้านหลังอย่างทุลักทุเล แต่ทว่าเสียงที่เปล่งออกมานั้น... กลับแหบพร่าและสั่นเครือ ฟังดูคล้ายเสียงครวญครางกระเส่ามากกว่าคำขู่ของนักฆ่า
"ข้าบอกว่า... อึก... อย่าเข้ามา..."
จวิ้นเจี๋ยหาได้ใส่ใจคำทัดทานอันไร้น้ำหนักนั้นไม่ เขาย่อกายลงตรงหน้า สบตากับนางที่บัดนี้ดวงตาฉ่ำเยิ้มไปด้วยฤทธิ์ยา
มือหนาเอื้อมไปเชยคางมนขึ้นมา บังคับให้ดวงตาคู่สวยสบประสานกับนัยน์ตาลึกล้ำของเขา
"ข้ารอเวลานี้มาเนิ่นนานเหลือเกิน..."
สุรเสียงทุ้มต่ำเอ่ยชิดริมฝีปากบาง ลมหายใจอุ่นเป่ารดผิวแก้มที่ร้อนผ่าว
"รอวันที่เจ้า... จะเดินเข้ามาในกรงขังของข้าด้วยตัวของเจ้าเอง"
ยามนี้... แววตาของเขาไม่ได้มองนางเป็นศัตรูที่ต้องกำจัดอีกต่อไป แต่มันเปี่ยมไปด้วยความหลงใหลและครอบครอง ราวกับนางเป็นสมบัติล้ำค่าเพียงชิ้นเดียวที่เขาหวงแหนยิ่งชีวิต
มุมปากหยักยกยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้นางสิ้นหวัง
"คืนนี้... อย่าหวังว่าเจ้าจะได้ก้าวเท้าออกไปจากห้องนี้... แม้แต่ครึ่งก้าว"
