บท
ตั้งค่า

บทที่ 7 อ้อมกอด

เช้าวันรุ่งขึ้นเหอเจียวเจียวรีบตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสาง อากาศเริ่มหนาวเย็นขึ้นเรื่อยๆ แล้ว นางรีบนำข้าวสวยที่เหลือเมื่อวานมาอุ่น น้ำแกงกระดูกหมูและเครื่องในตุ๋นยังคงมีอยู่ในหม้อ นางทำการอุ่นอีกครั้งพลางคิดว่านำเนื้อมาผัดกับผักดองอีกสักหน่อยก็คงเพียงพอแล้วสำหรับอาหารเช้าของสามชีวิตที่อยู่ในบ้านหลังนี้

ข้อดีของบ้านหลังนี้ก็คือด้านหลังของบ้านมีตาน้ำผุดขึ้นมา มีการขุดบ่อรองรับน้ำเอาไว้สำหรับใช้และกินดื่ม ไม่ต้องลำบากไปตักน้ำในลำธารมาไว้ในโอ่งดินเหมือนชาวบ้านคนอื่นๆ ในหมู่บ้าน เหอเจียวเจียวยืนมองบ่อพักน้ำนั้นแล้วก็ยิ้มออกมา ได้เวลาสำหรับการออกกำลังกายยามเช้าของนางแล้ว นางคิดพลางเดินไปถือถังไม้มาตักน้ำแล้วยกไปใส่อ่างน้ำในห้องที่กั้นสัดส่วนเอาไว้สำหรับอาบน้ำและห้องสุขาที่กั้นเอาไว้สำหรับใช้ปลดทุกข์ที่อยู่ห่างจากตัวบ้านและบ่อพักน้ำพอสมควร

ถึงแม้ว่าจะเทียบไม่ได้กับห้องสุขาในยุคที่นางเคยใช้ชีวิตแต่ห้องสุขาที่นี่มีระบบการกำจัดกลิ่นและการทำความสะอาดที่ดีมากทีเดียว บ่งบอกให้รู้ว่าคนในบ้านหลังนี้เคยใช้ชีวิตอย่างหรูหรามาก่อนโดยเฉพาะจ้าวเฟิงป๋อ ทั้งเสื้อผ้าอาหารและลักษณะการกินอยู่รวมทั้งทักษะการอ่านเขียนล้วนแล้วแต่ไม่ธรรมดาเลย คนผู้นี้ไม่น่าจะเป็นแค่เพียงพรานป่าธรรมดาๆ อย่างที่คนในหมู่บ้านพากันเข้าใจ เหอเจียวเจียวคิดพลางจ้องมองอ่างอาบน้ำใบใหญ่ที่อยู่ในห้องที่กั้นเอาไว้สำหรับใช้อาบน้ำ

“พี่สะใภ้ต่อไปเรื่องการตักน้ำมาไว้ใช้ในบ้านยกให้เป็นหน้าที่ของข้าเถิด” จ้าวเฟิงเซิ่งเอ่ยพลางจ้องมองน้ำในอ่างที่ถูกเติมจนเต็มหมดทุกใบ อีกทั้งโอ่งดินเผาใบใหญ่บริเวณล้านซักล้างก็ล้วนแล้วแต่ถูกเติมเต็มจนเต็มอีกเช่นกัน

“ไม่เป็นไรงานแค่นี้ข้าทำได้ ในเมื่อตื่นแล้วก็ล้างหน้าบ้วนปากเพื่อเตรียมตัวกินข้าวกันเถิด” เหอเจียเจียวเอ่ยพลางหันไปมองจ้าวเฟิงหย่าที่เดินออกมาด้วยใบหน้าที่ยังคงง่วงงุนอยู่

นางสังเกตว่าเด็กทั้งสองเดินไปหยิบกิ่งไม้สำหรับใช้ขัดฟันของตนเองอย่างไม่ต้องบอก พวกเขานำกิ่งไม้มาจิ้มลงในกระปุกใบเล็กที่ใส่เกลือแล้วก็ยืนเรียงแถวขัดฟันกันอย่างขะมักเขม้นและดูเหมือนว่าการขัดฟันเช่นนี้จะเป็นเรื่องที่พวกเขาทำกันเป็นประจำจนคุ้นชินแล้ว

เหอเจียวเจียวเห็นเช่นนั้นแล้วก็อดประหลาดใจไม่ได้ ร่างนี้แทบจะไม่เคยขัดฟันเลยสักครั้งแค่บ้วนปากด้วยน้ำเกลือก็นับว่าเป็นความฟุ่มเฟือยอย่างมากสำหรับบ้านตระกูลเหอแล้ว ซึ่งแน่นอนว่าเหอเจียวเจียวไม่เคยได้มีโอกาสแตะต้องความฟุ่มเฟือยนั้น แล้วจะรู้จักการขัดฟันด้วยกิ่งไม้เช่นนี้ได้อย่างไร นี่เป็นอีกครั้งที่นางแอบนึกขอบคุณสวรรค์ อย่างน้อยเหอเจียวเจียวคนเก่าก็ไม่ได้ทิ้งโรคในช่องปากให้นางต้องทุกระทม ถึงแม้ว่าจะไม่ได้มีฟันที่ขาวสะอาดแต่ฟันทุกซี่กลับยังคงแข็งแรงดีและแทบจะไม่มีร่องรอยของอาการฟันผุเลย

นางจึงรีบเดินไปสอบถามเด็กน้อยทั้งสองในทันทีว่านางจะสามารถหากิ่งไม้อย่างเช่นพวกเขาได้จากไหน ซึ่งพวกเขาก็ชี้ไปยังต้นไม้ใหญ่ใกล้บริเวณลานซักล้างอย่างยินดี เหอเจียวเจียวจึงได้เข้าร่วมปฏิบัติการการขัดฟันด้วยกิ่งไม้กับเด็กๆ นางเดินไปตัดกิ่งไม้ออกมาเป็นท่อนๆ ขนาดเหมาะมือ แล้วทุบที่ปลายให้แตกเป็นเส้นๆ จุ่มเกลือเล็กน้อยแล้วนำมาขัดถูที่ฟัน ถึงแม้ว่าไม่อาจจะเทียบได้กับแปรงสีฟันที่นางคุ้นเคยแต่ก็ยังดีกว่าการบ้วนปากด้วยน้ำเกลือเพียงอย่างเดียว ซึ่งนางทำเช่นนั้นมาหลายวันแล้ว

อาหารเช้าในวันนี้ก็ยังคงอร่อยอยู่เช่นเดิม แถมยังแอบรู้สึกว่ายิ่งอุ่นก็ยิ่งอร่อย เหอเจียวเจียวจำต้องพยายามกดข่มความต้องการที่จะกินอาหารเพิ่มของตนเองด้วยการเดินไปหยิบผลอิงเถาป่ามากัดกินสองถึงสามลูกเพื่อให้ความเปรี้ยวหวานของผลอิงเถาช่วยระงับความอยากอาหารของนาง ซึ่งก็ไม่ค่อยจะได้ผลเท่าใดนักแต่เพราะความมีวินัยของเหอเจียวเจียว นางจึงสามารถเอาชนะจิตใจของตนเองได้สำเร็จในที่สุด

‘ข้าไม่ได้คิดจะอดอาหารสักหน่อย อีกไม่กี่ชั่วยามก็จะได้กินแล้ว แล้วเหตุใดข้าจึงจะต้องกินจนอิ่มแน่นจนเกินไปด้วยเล่า’ เหอเจียวเจียวแอบคิดปลอบใจตนเองอยู่ภายในใจ แล้วบอกลาเด็กๆ เพื่อเข้าไปหาของป่ามาตุนไว้อีก

“ข้าอยากติดตามพี่สะใภ้ไปด้วยขอรับ” จ้าวเฟิงเซิ่งเอ่ยด้วยสีหน้าออดอ้อน

“ข้าก็เช่นกันเจ้าค่ะ” จ้าวเฟิงหย่าเองก็ไม่น้อยหน้ารีบเอ่ยออกมาด้วยเช่นกัน

“เอาไว้ผ่านพ้นฤดูหนาวไปแล้วพวกเราค่อยเข้าไปในป่าด้วยกันดีหรือไม่ ช่วงนี้อากาศเริ่มหนาวเย็นแล้ว พวกเจ้ายังเด็กหากต้องลมเย็นมากจนเกินไปอาจจะล้มป่วยได้ ทางที่ดีพวกเจ้าควรจะอยู่เฝ้าบ้านแต่โดยดี ช่วยข้าจัดเก็บบ้านและทำความสะอาดบ้านให้เรียบร้อย รอข้ากลับมาแล้วพวกเราค่อยกินอาหารอร่อยๆ ด้วยกันดีหรือไม่” เมื่อเหอเจียวเจียวเอ่ยมาถึงขั้นนี้พวกเขาก็ไม่ได้คิดจะขอติดตามไปอีก

“ได้ขอรับ, ได้เจ้าค่ะ” พวกเขาได้แต่จำต้องตกปากรับคำพร้อมกันด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยจะพอใจอยู่บ้าง เหอเจียวเจียวจึงได้เดินไปโอบกอดพวกเขาคนละครู่หนึ่งเพื่อเป็นการปลอบโยน ทำให้พวกเขาทั้งคู่ล้วนเต็มไปด้วยความเขินอายและยังมีความอบอุ่นที่ไม่สามารถอธิบายได้ปรากฏอยู่บนใบหน้า โดยเฉพาะจ้าวเฟิงเซิ่งที่ในยามนี้ใบหน้าแดงก่ำจนไปถึงใบหูแล้ว เหอเจียวเจียวได้แต่หัวเราะออกมา

ข้อจำกัดของคนในยุคนี้คือเรื่องการถึงเนื้อถึงตัว แต่สำหรับนางแล้วการโอบกอดกันภายในครอบครัวคือการมอบความรักโดยไม่ต้องเอ่ยปาก ในภพก่อนนางไม่มีผู้ใดให้โอบกอดและไม่มีผู้ใดคิดจะโอบกอดเพื่อมอบความรักความอบอุ่นให้แก่นาง แต่ยามนี้นางมีแล้ว เด็กสองคนนี้คือความรับผิดชอบของนาง อีกทั้งพวกเขายังเป็นเด็กที่น่ารักและจิตใจดี นางจึงได้มอบอ้อมกอดที่นางไม่เคยได้รับให้แก่พวกเขาอย่างจริงใจ และนางสามารถรับรู้ได้ว่าพวกเขาสามารถรับรู้ได้ถึงความจริงใจของนาง

“เอาไว้เมื่ออากาศอบอุ่นขึ้นพวกเราค่อยไปด้วยกันนะ ไม่ต้องเป็นห่วงข้า ข้าทั้งทรหดและแข็งแรงยิ่งกว่าวัวเสียอีก พวกเจ้าเองก็ควรจะอยู่แต่ในบ้านเรื่องฟืนไม่ต้องออกไปเก็บแล้ว หากไม่เพียงพอจริงๆ ข้าแค่ไปเก็บมาตากไว้ในร่มเพื่อไล่ความเปียกชื้นก็จะสามารถใช้ได้แล้ว” นางเอ่ยเช่นนี้พวกเด็กๆ ก็พยักหน้ารับพลางเอ่ยอวยพรให้นางโชคดีด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความเขินอาย โอบกอดแค่นี้ก็พากันเขินอายไปเสียแล้ว ไม่รู้ว่าถ้าหากพี่ชายของพวกเขาสามารถรอดชีวิตกลับมาได้แล้วถูกนางโอบกอดเช่นนี้จะเป็นเช่นไรกันนะ เหอเจียวเจียวได้แต่คิดแล้วก็หัวเราะ หุหุ ออกมา

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel