บทที่ 4 เข้าป่า
ถึงแม้ว่าเจ้าหน้าที่ของทางการรับปากว่าจะช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริงและถ้าหากพบว่าสองแม่ลูกสกุลเหอนำข้าวของภายในบ้านไปจริงจะช่วยทวงคืนสิ่งของให้ แต่เหอเจียวเจียวก็ไม่คิดจะหวังน้ำบ่อหน้าด้วยรู้ดีถึงข้อจำกัดของทางการ ต่อให้พวกเขาค้นพบว่าสองแม่ลูกนำข้าวของไปจริง แต่พวกเขาต้องกลับไปรายงานที่ว่าการก่อนแล้วจึงจะสามารถทวงคืนข้าวของเหล่านั้นมาให้นางได้
นางไม่ได้หวังว่าจะได้ข้าวของเหล่านั้นคืนมาอยู่แล้ว แต่การที่นางตั้งใจยั่วยุให้เหอเจินจูไปฟ้องร้องกับทางการก็เพื่อจะทำให้สองแม่ลูกจากบ้านสกุลเหอได้รู้ว่ายามนี้นางไม่ใช่เหอเจินจูคนเดิมที่พวกนางสามารถรังแกได้อีกแล้ว อีกทั้งการที่เหอเจินจูไม่ได้แจ้งผู้ใหญ่บ้านแต่ข้ามหน้าข้ามตาไปแจ้งทางการถึงในตัวเมือง ด้วยนิสัยความชอบคิดเล็กคิดน้อยของผู้ใหญ่บ้านย่อมต้องก่อให้เกิดความบาดหมางได้ไม่มากก็น้อย
มีชีวิตมาแล้วชาติหนึ่งถึงแม้ว่าจะมีจะอายุไม่มากแต่เหอเจียวเจียวที่ผ่านประสบการณ์การต้องฝ่าฟันเพื่อเอาตัวรอดมาอย่างโชกโชน ก็เข้าใจถึงหลักการอยู่ร่วมกันของสังคมมนุษย์ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งในสังคมเล็กๆ ของหมู่บ้านแห่งนี้ที่ชาวบ้านยังคงมีการกระทำที่ซื่อตรงกับจิตใจ ยิ่งแทบจะไม่มีความซับซ้อนใดๆ ให้ต้องคาดเดามากนัก ก็ยิ่งง่ายมากสำหรับนางในการดำรงชีวิตที่นี่
ลมหนาวเริ่มมีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เคราะห์ดีที่เครื่องนอนและชุดสำหรับฤดูหนาวล้วนถูกเก็บเข้าตู้ใส่กุญแจเอาไว้เป็นอย่างดี สองแม่ลูกสกุลเหอจึงไม่ได้เอาไป มีเครื่องใช้เพื่อคลายความหนาวแล้วจึงพอช่วยลดความกังวลใจไปได้บ้าง เวลานี้ที่นางจะต้องหาเพิ่มก็คือเสบียงอาหารและจะให้ดีที่สุดก็คงจะเป็นหนทางหาเงิน
“ข้าจะเข้าป่าไปสักเที่ยว พวกเจ้าอยู่บ้านแล้วพยายามช่วยกันรวบรวมฟืนเอาไว้ให้มาก ไม่รู้ว่าปีนี้จะมีพายุฤดูหนาวเข้ามาอีกหรือไม่แต่พวกเราก็ควรจะเตรียมตัวเอาไว้ให้ดีก่อน หน้าที่ของพวกเจ้าสองคนก็คือพยายามรวบรวมฟืนเอาไว้ให้ได้มากที่สุด แต่แน่นอนว่าย่อมต้องยึดถือความปลอดภัยเป็นหลักด้วย เข้าใจหรือไม่” เหอเจียวเอ่ยกับจ้าวเฟิงหย่าและจ้าวเฟิงเซิ่งด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม
“พี่สะใภ้เองก็ต้องระมัดระวังตัวด้วยนะเจ้าคะ ว่าแต่ท่านหายดีแล้วหรือเจ้าคะ” จ้าวเฟิงหย่าเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงเช่นนี้ทำให้เหอเจียวเจียวอดรู้สึกอบอุ่นในหัวใจไม่ได้ ทั้งตัวนางในภพก่อนและเหอเจียวเจียวในภพนี้ต่างก็ไม่เคยมีผู้ใดคิดจะมอบความเป็นห่วงเป็นใยอย่างแท้จริงให้นางเลย
“เจ้าวางใจเถิดเรื่องอื่นข้าอาจจะไม่สันทัด แต่เรื่องการออกไปหาของกินในป่า ข้าคนนี้มีความช่ำชองมากที่สุด” เหอเจียวเจียวเอ่ยด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม
เรื่องนี้นางไม่ได้โกหก ตั้งแต่เล็กจนโตบ้านสกุลเหอเลี้ยงดูเหอเจียวเจียวอย่างอดๆ อยากๆ แถมยังใช้งานนางหนักมาก ทำให้เหอเจียวเจียวต้องเข้าไปหาของป่าและล่าสัตว์เพื่อนำมากินเพื่อประทังชีวิตเพียงคนเดียวอยู่บ่อยครั้ง เนื่องจากถ้าหากบ้านสกุลเหอรู้ว่านางมีความสามารถเช่นนี้หน้าที่การหาของป่าและล่าสัตว์ป่าจะต้องถูกยกมาให้นางเป็นแน่ นางจึงต้องพยายามปกปิดเรื่องนี้จากสายตาของบ้านสกุลเหอเอาไว้ ด้วยพละกำลังที่เหลือเฟือเกินกว่าคนทั่วไป รวมทั้งประสบการณ์การหาของป่าและล่าสัตว์ของนาง ไม่น่าแปลกใจเลยที่นางจะมีรูปร่างอ้วนท้วนสมบูรณ์ได้เช่นนี้
เหอเจียวเจียวแต่งตัวอย่างรัดกุมแล้วเดินไปเลือกอาวุธของจ้าวเฟิงป๋อที่ซุกซ่อนอยู่ในห้องนอน ไม่ผิดจ้าวเฟิงป๋อซุกซ่อนอาวุธทั้งหมดเอาไว้ในห้องนอน คนผู้นี้ก็คงจะไม่ธรรมดาอีกเช่นกัน ถ้าตัดเรื่องความหล่อเหลาและความมีน้ำใจของเขาทิ้งไป ก็คงไม่ค่อยจะเหมาะนักที่จะรับเขามาเป็นสามี แต่ด้วยสถานการณ์เช่นนี้เหอเจียวเจียวก็ไม่คิดจะปฏิเสธสถานะการเป็นภรรยาของเขา ด้วยใจหนึ่งก็คิดถึงความมีน้ำใจของเขา และก็หน้าตาอันหล่อเหลาอีกเล็กน้อย ส่วนอีกใจก็คิดสงสารเด็กน้อยสองคนนี้ที่ในยามนี้มีที่พึ่งเพียงคนเดียวก็คือนาง
“พวกเจ้าดูแลตนเองให้ดี หาฟืนแค่บริเวณใกล้บ้านเพียงเท่านั้น หากรู้สึกเหนื่อยก็รีบกลับมาพักอย่าได้ฝืนตนเองมากเกินไปเล่าเข้าใจหรือไม่” เหอเจียวเจียวเอ่ยกำชับอีกครั้งก่อนที่จะออกไป
“พี่สะใภ้ไม่ต้องกังวลนะขอรับ ข้ากับหย่าเอ๋อจะไม่ทำเรื่องที่เกินกำลังของพวกข้าอย่างแน่นอน แต่ท่านเองก็ต้องดูแลตนเองให้ดีด้วยนะขอรับ” จ้าวเฟิงเซิ่งเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจังเกินวัย เขาที่เป็นเช่นนี้สามารถเรียกรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเอ็นดูจากเหอเจียวเจียวได้เป็นอย่างดี
“ได้เช่นนั้นข้าไปล่ะ” นางเอ่ยอำลาแล้วสะพายคันธนูเอาไว้ที่กลางหลัง พร้อมด้วยเหน็บมีดสั้นและขวานด้ามขนาดเหมาะมือเอาไว้ที่เอว ใจจริงนางอยากจะถือกระบี่อันงดงามติดกายไปด้วย แต่ด้วยตนเองในชาติก่อนไม่เคยใช้กระบี่ในการป้องกันตัวเลยนอกจากถือเดินแบบและเคยใช้ร่ายรำเพื่อใช้ในการแสดงบนเวทีเพียงเท่านั้น นางจึงคิดว่าไม่ควรเอาไปให้เกะกะน่าจะเป็นการดีกว่า
ลมหนาวเริ่มจะมาแล้วสัตว์ป่าหลายชนิดเริ่มจะเก็บตัวเพื่อเตรียมจะจำศีล เหอเจียวเจียวจึงกล้าที่จะเดินเข้าไปในป่าลึกมากยิ่งขึ้น ก่อนที่จะมานางเลือกเสื้อคลุมที่เก่ามากแล้วมาเย็บเป็นถุงผ้าใบใหญ่เพื่อเอาไว้ใส่ถุงน้ำและเพื่อเอาไว้ใส่ของป่ากลับบ้าน
‘หน่อไม้..กินแรงมากเกินไปเอาไว้ขากลับ ผลไม้ป่า..อืมเดี๋ยวค่อยกลับมาเก็บในตอนท้าย’ เหอเจียวเจียวเดินเลือกของป่าด้วยท่าทีคล้ายกับว่ามาเดินเลือกซื้อของในตลาดเลยทีเดียว
ร่างกายใหม่นี้ของเหอเจียวเจียวถึงแม้ว่าเนื้อตัวจะอวบอ้วนแต่กลับมีพละกำลังที่มหาศาลมากกว่าผู้อื่นเป็นร้อยเท่า ไม่รู้ว่าอาจจะเป็นเพราะร่างนี้ต้องตรากตรำทำงานหนักมาตั้งแต่เด็ก หรือว่าเป็นเพราะพรสวรรค์ที่สวรรค์ประทานมาให้ เรื่องอันตรายในป่าไม่ว่าคนหรือสัตว์จึงไม่ได้สร้างความหวาดกลัวให้กับนางมากนัก ในกาลก่อนทุกครั้งที่ร่างนี้รู้สึกหิวนางจึงจะมักแอบเข้ามาในป่าหาของกินได้อย่างช่ำชองและแอบกินจนหมดโดยไม่ให้คนในบ้านระแคะระคายในเรื่องนี้
ทักษะการใช้ชีวิตของร่างนี้ทำให้เหอเจียวๆ อดนับถือไม่ได้ ในภพก่อนตอนที่นางยังไม่ค้นพบตนเอง นางนับได้ว่าเป็นนักกีฬาตัวยงของโรงเรียน ด้วยทุนของนักกีฬาช่วยลดภาระเรื่องค่าเทอมได้ดี นางจึงเป็นทั้งนักกีฬาเทควันโด ยูโด ฟันดาบ ปิงปอง ว่ายน้ำ รวมทั้งยิมนาสติก แต่ที่สามารถทำให้ได้ทุนเรียนมาจนถึงมหาลัยก็คือกีฬายูโด
จวบจวนปีสุดท้ายนางจึงได้พบว่าการเป็นนางแบบคือหนทางที่เหมาะสมที่สุดสำหรับนาง นางจึงพยายามที่จะก้าวเข้าสู่เส้นทางสายอาชีพนางแบบอย่างเต็มตัว ยูโด คือกีฬาที่นางจะฝึกซ้อมในเวลาที่ตนรู้สึกตึงเครียดมากเพียงเท่านั้น เมื่อมาพบกับทักษะการเอาตัวรอดของร่างนี้เข้า นางจึงรู้สึกว่าร่างนี้มีความสามารถที่ไม่เลวเลยอย่างน้อยก็สามารถนำมาใช้ในการดำรงชีพได้
ส่วนทักษะทางกีฬาของนางนั้น โน่น เลยโยนทิ้งเอาไว้ตรงโน้นได้เลย นอกจากจะใช้สำหรับขอทุนเรียนแล้ว เหอเจียวเจียวก็ล้วนรู้สึกว่าที่นางทนรับความยากลำบากในการฝึกซ้อมมากกว่าผู้อื่นมาหลายปี สุดท้ายเมื่อเรียนจบแล้วก็แทบจะไม่มีประโยชน์ใดๆ ต่อการใช้ชีวิตของนางเลย นอกจากเอาไว้โอ้อวดกับผู้อื่นเพียงเท่านั้นว่านางเคยเป็นนักกีฬามาก่อน
