คุณชายรองสกุลเจิ้ง
จากวันนั้นจบลงที่นางมีเวลาเตรียมตัวอีกหนึ่งเดือนก่อนถึงวันปักปิ่น ตอนนี้นางกำลังนั่งคิดบางอย่างอย่างรอบครอบ
“ลู่ชิน ข้าต้องการกระดาษกับหมึก บอกท่านแม่ว่าข้าขอทบทวนตำรา วันนี้ไม่ออกไปจากจวน” นางสั่งสาวใช้ก่อนนำที่จะได้รับสิ่งที่ร้องขอ จากนั้นจึงเขียนถึงตัวละครในอดีตที่กระทำชั่ว
“อีกไม่กี่วันรัชทายาทรองหลู่หยางโหลว จะแต่งงานกับคุณหนูสกุลเจิ้ง จากนั้น…คนในสกุลเจิ้งอยู่ดีกินดี ทยอยกันไปตั้งรกรากที่แคว้นเว่ย ได้เป็นขุนนางรับราชการต่างๆ เช่นนั้นก็หมายความว่า…ความผิดของแม่ทัพหลี่ อาจจะมาจากคนพวกนี้ เพราะก่อนที่จะโดนประหาร รับผิดแทนองค์รัชทายาทเรื่องการซ่องสุมกำลังพล เห้อออ แล้วเหตุใดต้องไปรับผิดแทนกันด้วยหล่ะ มีอะไรที่มากกว่านั้นงั้นหรือ” เสียดายที่ก่อนหน้านี้นางไม่ได้ถามเรื่องราวจากพี่ใหญ่เพราะมัวแต่จัดการเรื่องของตัวเอง แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีข้อมูลเลย แน่นอนว่าหลักฐานที่พี่ใหญ่ของนางมีนั้นช่วยเหลือแม่ทัพหลี่ได้ แต่คนสกุลเจิ้งกลับกล่าวอ้างว่า…หลี่เฟยหลงเก็บกำลังทหารไว้ราวๆห้าแสนนาย ภายหน้าอาจยึดบัลลังก์ ช่างไร้สาระสิ้นดี ฝ่าบาทในตอนนั้นกลัวราชวงศ์สั่นคลอน ตัดสินโทษประหารทั้งๆที่พี่ใหญ่ของนางมีหลักฐานโต้แย้ง
“เหตุใดจึงไร้เหตุผลเช่นนั้น” นางนึกถึงสัมพันธ์ที่ยาวนานของฝ่าบาทและพี่ชายใหญ่รวมถึงแม่ทัพหลี่ แต่ทำไมยามถูกเป่าหูแค่นี้กลับ…หูเบาเสียเหลือเกิน
“ก่อนหน้านั้นช่วงที่ข้าทนทุกข์ พี่สะใภ้เคยกล่าวว่า…เขาทูลขอฮ่องเต้ให้สั่งให้นางหย่ากับคุณชายรองสกุลเจิ้ง หรือว่า…” นางนึกบางอย่างที่พอจะเป็นไปได้ออก
“หากท่านเอาเรื่องกำลังทหารมากล่าวอ้าง แลกชีวิตกับการเป็นอิสระของข้างั้นหรือ…ไม่มั้งงง” แค่คิดหัวใจก็บีบรัดจนแน่น นางยกมือขึ้นมากอบกุมมันอีกครั้ง
“บางทีข้าอาจจะต้องดูท่าทีของท่านในยามนี้ก่อนหรือไม่” นางอยากเจอเขา อยากทำให้รู้ว่าอดีตที่นางอยากจะแก้ไข นางจะทำมันได้จริงๆ
”เรียนคุณหนู เอ่อ…“ ลู่ชินสาวใช้ที่ถูกสั่งห้ามรบกวนเรียกอยู่หน้าประตูอย่างกล้าๆกลัวๆ
”เข้ามาเถอะ อาการเช่นนี้ท่านแม่คงไม่ยอม“ นางรู้อยู่แล้วว่าสาวใช้กลับมาเพราะอะไร เหตุการณ์นี้เป็นจุดเริ่มต้นให้นางเทใจไปเลือกเจิ้งเกาซี!!
”ฮูหยินกล่าวว่า สกุลเจิ้งให้เกียรติมาเยือนถึงที่ ปฏิเสธเช่นนั้นไม่งามนักเจ้าค่ะ“ นางถอนหายใจ แน่นอนว่าที่คนสกุลเจิ้งยกขบวนกันมาเพราะเรื่องที่นางลังเลเลือกคู่หมาย ล่วงรู้ไปถึงหูพวกเขาแล้วหน่ะสิ
”ก็ดี จะได้รู้กันไปว่าข้าจะเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้“ นางลุกขึ้นหลังจากเก็บกระดาษที่นางเขียนเอาไว้จนเรียบร้อย เพื่อให้สาวใช้จัดการชุดให้ใหม่
เรือนร่างบอบบางของคุณหนูสามสกุลซ่งที่เดินเข้ามาด้วยกิริยามารยาทที่งดงามทำทุกสายตาชื่นชม
”สมแล้วที่เติบโตในรั้วในวัง งดงามเช่นนี้ ข้ามองนางเป็นดั่งหงส์สีสวย“ อูหยินสกุลเจิ้งที่รับคำนับจากนางเอ่ยชื่นชม
”คารวะท่านป้า คารวะท่านยายเจ้าค่ะ“ วันนี้ไม่ได้มาเพียงมารดาของเจิ้งเกาซี แต่ยังมีท่านยายของเขาอีกด้วย
”อี้เหริน อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันปักปิ่นแล้ว เจ้าเอง…สนิทชิดเชื้อกับเกาซีไม่น้อย ป้าว่าหาเวลาให้พี่เขาพาไปเลือกเครื่องประดับสักชุดดีหรือไม่“
”นั่นสิ จริงๆของเก่าแก่ของสกุลเราก็มีพอควร แต่ว่า…เราตั้งใจเอาไว้ตอนรับเจ้าเข้าจวนกน่ะ“ นางยกยิ้มมือที่รินชาชะงักเพียงครู่ ก่อนนำถ้วยชามาวางต่อหน้าผู้อาวุธโส และเงยหน้าขึ้นยกยิ้มที่อ่อนหวานให้แทน
”เรื่องนั้นดูจะวุ่นวายเกินไปเจ้าค่ะ ช่วงนี้พี่เกาเองก็มาภาระกิจมากมายเพราะต้องเตรียมสอบจงหงวน ข้าว่า…พี่เกาเองคงไม่มีเวลา ยิ่งเมื่อวันก่อน ข้าไปวัดกับแม่นมหวัง พบเจ้าท่านพี่เกาซีที่ร้านเครื่องเขียน กำลังจ่ายเงินค่าแท่นฝนหมึกให้สหายข้าอย่างแม่นางกู่ คาดว่าจะพากันอ่านตำราจนไม่ว่างเจ้าค่ะ“ จบคำพูดนางมารดาของนางหันไปหาแม่นมหวังที่พยักหน้ายืนยันว่าเห็นจริงๆ ผู้ใหญ่ต่างหน้าเจื้อน คนเป็นยายรีบสะกิดให้มารดาของเกาซีแก้สถานการณ์โดยด่วน
“เอ่อ เรื่องนั้นอาจจะเป็นการช่วยเหลือเล็กๆน้อยๆ เกาเกาของเราเป็นคนใจกว้างอยู่เสมอ” ซ่งอี้เหรินที่ขยับขึ้นไปนั่งเคียงข้างมารดายังคงรอยยิ้มเอาไว้ไม่ให้มันดูหงุดหงิดเกินไป แม้ภายในใจนางจะอยาก ไล่ตะเพิด สองคนนี้ออกจากจวนจะแย่อยู่แล้วก็ตาม
“หากท่านป้าว่าเช่นนั้น ข้าเองก็วางใจ แม้จะเป็นเพียงสตรีอายุไม่ถึงสิบห้าหนาว แต่เพราะพี่สาวและพี่ชายต่างได้คู่ครองที่ดี ข้าเองจึงอย่างพิถีพิถันหน่อยเจ้าค่ะ” นางแย้มยิ้มให้ทุกคนสบายใจ เพราะการที่บุรุษคนใดไม่มีความเกี่ยวข้องกันทางสายเลือด แต่เลือกซื้อแท่นฝนหมึกให้ในยามที่กำลังศึกษานั่นหมายความว่า…สนับสนุนให้นางไว้ก่อน หากอนาคตได้เป็นภรรยา จะได้มีหน้ามีตาสมกัน ทั้งยังเหมือนเป็นผู้มอบอนาคตให้สตรีผู้นั้นมาเป็นอัญมณีประดับตัวด้วย เรื่องนี้นางเชื่อว่าทุกคนรู้ดี…
