7
ตูม!
น้ำกระจายไปทั่ว มู่ชิงเยว่ยืนกอดอก หัวเราะจนไหล่สั่น
“ฮ่า ๆ ๆ เหตุใดพวกท่านถึงได้ซวยเช่นนี้นะ” ทั้งสี่คนคลานขึ้นมาจากพื้นอย่างทุลักทุเล ใบหน้าเต็มไปด้วยความคับแค้นใจ
“นี่คือสัตว์เทพที่เจ้าเลี้ยงหรือ เหตุใดถึงดุร้ายเช่นนี้!”
“ใช่!”
“สันดานชั่วนัก!”
มู่ชิงเยว่หัวเราะ
“อยากได้สัตว์เทพเชื่อง ๆ ก็เลี้ยงเองสิ นี่เป็นสัตว์เทพที่ข้าเลี้ยงมากับมือ ซนไปบ้างก็เป็นธรรมดา เขามันยังเด็กอยู่” ประโยคของนางยียวนกวนประสาทยิ่งนัก ซึ่งปกติแล้ว นางไม่เคยมีพฤติกรรมเช่นนี้มาก่อน
“ท่านพ่อก็ใกล้กลับมาแล้ว พวกท่านเอาไปเป็นของตัวเองไม่ได้ ก็อย่ามาโวยวาย” คำพูดนั้นทำให้ทั้งสี่คนหน้าแดงด้วยความโกรธ
โดยเฉพาะซูเหยาเหยา ที่แผลข่วนบนหน้ายังเลือดไหลไม่หยุด
“มู่ชิงเยว่!”
เซียวเหวินหยางก้าวออกมา เหมือนจะลงมืออีกครั้ง แต่ยังไม่ทันได้ทำอะไร ถังถังก็กระโดดออกมา
“เมี้ยว!”
ฉัวะ!
อุ้งเท้าฟาดใส่หน้าอีกฝ่ายเต็มแรง จากนั้นข่วนซ้ำอีกหลายที
“อ๊าก! หน้าข้า!”
เซียวเหวินหยางร้องลั่น ขณะเดียวกัน ต้าเปา หวงหวง จินหลง และพวกที่เหลือก็พุ่งออกมาทันที
“หนี! รีบหนี!” ทั้งสี่คนวิ่งกระเจิงกันคนละทิศละทาง สภาพน่าอนาถยิ่งกว่าตอนเช้าเสียอีก เมื่อพวกเขาหายลับไปแล้ว สัตว์เทพทั้งหลายก็พากันหัวเราะ
ถังถังยืดอกภูมิใจ
“นายหญิง ข้าข่วนได้สวยหรือไม่”
มู่ชิงเยว่หัวเราะ ก่อนจะอุ้มแมวอ้วนขึ้นมา
“สวยมาก รอยเล็บของเจ้าเป็นทางยาวเลย สมกับเป็นเจ้าอ้วนของข้า”
เสียงเฮดังขึ้นทันที ส่วนไป๋จิ่วเยวียนที่นอนอยู่ในอ้อมแขน มองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มบาง ๆ
ชาตินี้...ไม่มีใครรังแกนางได้อีกแล้ว และนี่ก็เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของฝันร้ายสำหรับคนสารเลวทั้งสี่เท่านั้น
สองวันต่อมา ทั่วทั้งสำนักหมื่นอสูรเทวะกลับมาคึกคักอีกครั้ง เพราะเจ้าสำนักมู่เทียนเฉิงกลับมาแล้ว
ครั้งนี้เขากลับมาพร้อมสัตว์เทพหายากจำนวนมาก เหล่าศิษย์ต่างพากันมาต้อนรับอย่างเนืองแน่น
แน่นอนว่า... ซูเหยาเหยาและศิษย์พี่ทั้งสามก็รีบมาด้วยเช่นกัน
“ท่านอาจารย์!” ซูเหยาเหยาวิ่งเข้ามาก่อนใคร ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
“ศิษย์คิดถึงท่านเหลือเกิน”
“ฮ่า ๆ ๆ”
มู่เทียนเฉิงหัวเราะ ก่อนจะมองศิษย์ทั้งหลายอย่างพึงพอใจ เซียวเหวินหยางรีบก้าวออกมา
“ท่านอาจารย์ไม่ต้องเป็นห่วงขอรับ ระหว่างที่ท่านไม่อยู่ พวกข้าดูแลสำนักอย่างดี และดูแลศิษย์น้องหญิงเป็นอย่างดี”
ฉินเฟิงหลัวพยักหน้า
“ใช่ขอรับ พวกข้าไม่เคยปล่อยให้นางลำบากเลย”
ลั่วจื่อเหิงรีบเสริม
“ศิษย์น้องหญิงสบายมากขอรับ”
ซูเหยาเหยายิ้มอ่อนโยน
“ศิษย์พี่หญิงใจดีมากเจ้าค่ะ พวกเรารักกันเหมือนครอบครัว”
ไป๋จิ่วเยวียนที่นอนอยู่ในอ้อมแขนมู่ชิงเยว่ แทบสำลักน้ำลายตัวเอง
หน้าหนา!
หนายิ่งกว่ากำแพงเมืองเสียอีก!
มู่ชิงเยว่ยืนเงียบอยู่ด้านหลัง มองการแสดงของพวกเขา ก่อนจะยกยิ้มมุมปาก
เสแสร้งหรือ
ดี...
ข้าก็ทำเป็นเหมือนกัน ชาติก่อนข้าโง่เกินไป ชาตินี้ข้าจะเล่นละครให้พวกเจ้าดูเอง
ทันใดนั้น นางทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้น น้ำตาไหลพรากทันที
“ท่านพ่อ!” เสียงสะอื้นดังขึ้น ทำเอาทุกคนตกใจ
มู่เทียนเฉิงรีบลุกขึ้น
“เยว่เอ๋อร์ เกิดอะไรขึ้น!”
มู่ชิงเยว่ร้องไห้หนักขึ้น
“ลูก...ลูกลำบากเหลือเกินเจ้าค่ะ ทุกวันลูกต้องตื่นแต่เช้า ทำอาหาร ซักผ้า ปัดกวาดเช็ดถู ให้อาหารสัตว์เทพ ทำความสะอาดคอกสัตว์ ขนอาหารสัตว์ เก็บสมุนไพร ทำทุกอย่างคนเดียว ลูกเหนื่อยมาก เหนื่อยมากจริง ๆ” น้ำตาของนางไหลเป็นสาย ดูน่าสงสารอย่างยิ่ง ซูเหยาเหยาหน้าซีดทันที
“ศิษย์พี่หญิง ท่านเข้าใจผิดแล้ว!” แต่ยังพูดไม่ทันจบ มู่ชิงเยว่ก็สะอื้นต่อ
“ศิษย์พี่ทั้งสามกับศิษย์น้องซูไม่เคยช่วยอะไรเลย พวกเขาเอาแต่สั่งงานลูก ลูกทำงานตั้งแต่เช้าจนดึก แต่ยังถูกดุอีก”
ปัง!
โต๊ะหยกตรงหน้าระเบิดเป็นผุยผง ทุกคนสะดุ้งโหยง มู่เทียนเฉิงยืนขึ้นช้า ๆ ใบหน้าเต็มไปด้วยความโกรธ
“จริงหรือ!” แรงกดดันระดับเจ้าสำนักแผ่ออกมา ทั่วทั้งลานเงียบกริบ ซูเหยาเหยาตัวสั่น
“ท่านอาจารย์ ไม่ใช่นะเจ้าคะ”
“หุบปาก!” เสียงคำรามดังสนั่น ทำเอาซูเหยาเหยาทรุดลงกับพื้น มู่เทียนเฉิงหันไปมองศิษย์พี่ทั้งสาม
“ข้าฝากลูกสาวไว้กับพวกเจ้า พวกเจ้ากล้าปฏิบัติต่อนางเช่นนี้หรือ” ทั้งสามหน้าซีด
“ท่านอาจารย์ พวกข้า”
“คุกเข่า!”
ตุ้บ!
ทั้งสามรีบคุกเข่าลงทันที
“ตั้งแต่วันนี้ เซียวเหวินหยาง ฉินเฟิงหลัว ลั่วจื่อเหิง ซูเหยาเหยา พวกเจ้าถูกหักเบี้ยเลี้ยงสามเดือน กวาดลานสำนักทั้งหมดด้วยตนเอง ทำความสะอาดคอกสัตว์ทุกแห่ง และห้ามผู้ใดใช้เยว่เอ๋อร์ทำงานอีก!”
ทุกคนหน้าเปลี่ยนสี โดยเฉพาะซูเหยาเหยาแทบร้องไห้ออกมา
มู่เทียนเฉิงเดินลงมาหาบุตรสาว ก่อนดึงนางขึ้นมากอด
“เยว่เอ๋อร์ เหตุใดไม่บอกพ่อเสียแต่แรก พ่อขอโทษเจ้า” น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
มู่ชิงเยว่ซบอกบิดา ความอบอุ่นนี้ ชาติก่อนนางไม่เคยได้สัมผัสอีกเลยหลังจากตาย
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะท่านพ่อ”
มู่เทียนเฉิงลูบศีรษะบุตรสาว ก่อนหันไปมองทั้งสี่คนอีกครั้ง
“จำเอาไว้ ต่อไปนี้ หากใครกล้าแกล้งลูกสาวข้าอีก อย่าหาว่าข้าไม่ไว้หน้า นางคือทายาทของข้า จะเป็นเจ้าสำนักคนต่อไป ใครกล้ารังแกนาง ข้าไม่ไว้หน้าแน่ ๆ” ทั้งสี่คนหน้าซีดเผือดโดยเฉพาะซูเหยาเหยา ก่อนหน้านั้นนางเข้ามาในสำนักก็เห็นว่าศิษย์พี่ทั้งสามเอาอกเอาใจมู่ชิงเยว่สารพัดจึงเกิดความริษยา อีกทั้งนางยังเป็นทายาทของเจ้าสำนัก เพียบพร้อมทุกอย่าง นางจึงอยากเหยียบอีกฝ่ายเอาไว้ใต้ฝ่าเท้าให้จมดิน
มู่ชิงเยว่เงยหน้าขึ้น ก่อนจะส่งยิ้มหวานไปให้พวกเขา แต่ในดวงตากลับเต็มไปด้วยความเย็นเยียบ
เซียวเหวินหยางชะงัก ฉินเฟิงหลัวขมวดคิ้ว ลั่วจื่อเหิงรู้สึกแปลก ๆ ซูเหยาเหยารู้สึกขนลุก
รอยยิ้มเมื่อครู่นี้ ทำไมดูน่ากลัวนัก
