ระบบตื่นขึ้นในวันที่เลวร้าย 1
ความเจ็บปวดที่ราวกับมีใครเอามีดทื่อๆ มาคว้านลึกลงไปในลำคอจนถึงกระเพาะอาหาร ความรู้สึกแสบร้อนแผดเผาตีตื้นขึ้นมาจนแทบอยากจะอาเจียนเอาเครื่องในออกมาให้หมด
ศีรษะของหลินหว่านปวดร้าวราวกับกำลังจะระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ เหมือนถูกค้อนปอนด์ทุบซ้ำๆ โดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุดสิ่งแรกที่ประสาทสัมผัสรับรู้ไม่ใช่แสงสว่าง แต่เป็นกลิ่นกลิ่นอับชื้นของเชื้อราที่ฝังแน่นอยู่ในผนังดิน กลิ่นฉุนกึกของยาสมุนไพรราคาถูก และกลิ่นสาบสางของยาฆ่าแมลงที่ชวนให้สะอิดสะเอียน มันช่างแตกต่างจากกลิ่นน้ำหอมปรับอากาศราคาแพงในห้องประชุมผู้บริหารบนตึกระฟ้าใจกลางเซี่ยงไฮ้ที่เธอคุ้นเคยราวฟ้ากับเหว
"นังตัวซวย! นังคนไร้ประโยชน์! แกตายๆ ไปซะได้ก็ดี จะได้ไม่เป็นภาระบ้านสกุลจ้าวของเราอีก กินข้าวก็เปลืองข้าวสุก เลี้ยงเสียข้าวสุกจริงๆ!"
เสียงด่าทอแหลมสูงดังแทรกเข้ามาในโสตประสาท เสียงนั้นบาดหูราวกับเล็บขูดบนกระดานดำ เต็มไปด้วยความเกลียดชังและดูถูกเหยียดหยามอย่างปิดไม่มิด หลินหว่านพยายามฝืนลืมตาที่หนักอึ้ง เปลือกตาของเธอรู้สึกเหมือนถูกถ่วงด้วยตะกั่วพันชั่ง
ภาพตรงหน้าพร่ามัวไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความทรมาน แสงสลัวจากตะเกียงน้ำมันก๊าดบนโต๊ะไม้เก่าคร่ำครึสาดส่องให้เห็นสภาพห้องที่ซอมซ่อ ผนังดินแตกร้าวเป็นลายงา คราบน้ำฝนรั่วซึมเป็นดวงใหญ่บนเพดานที่มุงด้วยฟาง และเครื่องเรือนไม้ผุพังที่แทบจะใช้การไม่ได้
ที่นี่ที่ไหน นรกขุมไหนกัน?
ความทรงจำสุดท้ายของเธอคือการนั่งเป็นประธานในที่ประชุมบอร์ดบริหารเครือบริษัทการเกษตรยักษ์ใหญ่ จู่ๆ ภาพก็ตัดไปพร้อมกับอาการหน้ามืดคล้ายหัวใจล้มเหลว แล้วทำไมพอลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เธอถึงมานอนซมอยู่ในสถานที่กันดารราวกับย้อนเวลากลับไปเมื่อสามสิบปีก่อนเช่นนี้
ทันใดนั้นคลื่นความทรงจำมหาศาลที่ไม่ใช่ของเธอก็ไหลบ่าเข้ามาในสมองราวกับเขื่อนแตก ภาพเหตุการณ์ต่างๆ ฉายชัดขึ้นมาเป็นฉากๆ ราวกับม้วนฟิล์มภาพยนตร์
ปี 1983 หมู่บ้านซานเหอมณฑลทางตอนใต้ เธอมาอยู่ในร่างของหญิงสาวชาวบ้านที่มีชื่อแซ่เดียวกันหลินหว่าน เจ้าของร่างเดิมนี้มีชะตาชีวิตที่ขมขื่นยิ่งกว่าน้ำต้มบอระเพ็ด แต่งงานเข้าสกุลจ้าวมาสี่ปี แต่ชีวิตกลับตกต่ำยิ่งกว่าทาสในเรือนเบี้ย เธอต้องตื่นก่อนไก่โห่ นอนทีหลังสุนัขเฝ้าบ้าน ทำงานหนักทั้งในนาและงานบ้านสารพัด เพื่อปรนนิบัติแม่สามีใจยักษ์และน้องสามีที่เกียจคร้าน
ส่วนสามีของเธอน่ะหรือ จ้าวจือหยวนชายหนุ่มหน้าตาดีที่เป็นความภาคภูมิใจของหมู่บ้าน เขาได้งานทำในโรงงานเหล็กกล้าในตัวเมือง นานทีปีหนถึงจะกลับบ้านสักครั้ง แต่ทุกครั้งที่กลับมาสิ่งที่มอบให้ภรรยาไม่ใช่ความรักหรือความคิดถึง แต่เป็นสายตาดูแคลนและคำพูดถากถาง
“เธอมันก็แค่ผู้หญิงบ้านนอก ไม่มีความรู้ วันๆ ก็ขลุกอยู่แต่กับโคลนตม จะรู้วิธีแต่งตัวให้เจริญหูเจริญตาได้ยังไง”
คำพูดเหล่านั้นเปรียบเสมือนเข็มเล่มเล็กๆ ที่ทิ่มแทงหัวใจดวงน้อยๆ ของเจ้าของร่างเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า
แต่สิ่งที่เลวร้ายที่สุด คือการที่เธอคลอดลูกออกมาเป็นลูกสาว เสี่ยวถิงเด็กน้อยวัยสามขวบที่ผอมแห้งจนหัวโตกว่าตัว ในสายตาของแม่สามีอย่างแม่เฒ่าจ้าวการที่ลูกสะใภ้ไม่สามารถคลอดลูกชายไว้สืบสกุลได้ถือเป็นบาปมหันต์ เป็นความผิดร้ายแรงที่ไม่อาจให้อภัยได้ เด็กหญิงตัวน้อยจึงถูกย่าแท้ๆ เรียกว่าตัวล้างผลาญตั้งแต่จำความได้
และฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้วิญญาณดวงนี้แตกสลายจนตัดสินใจจบชีวิตลง ก็คือจดหมายฉบับหนึ่งที่ส่งมาจากตัวเมืองเมื่อวานนี้
จดหมายหย่าที่เขียนด้วยลายมือหวัดๆ ของจ้าวจือหยวน เนื้อหาในจดหมายไม่ได้ยาวนัก แต่มันกรีดแทงหัวใจคนอ่านจนเหวอะหวะ เขาอ้างว่าชีวิตคู่ไปกันไม่ได้ แต่ความจริงที่คนส่งจดหมายกระซิบต่อกันคือ เขาพบรักใหม่กับลูกสาวหัวหน้าโรงงาน ผู้หญิงคนนั้นทั้งสาวกว่าสวยกว่า เป็นสาวชาวเมืองที่มีการศึกษาและที่สำคัญหล่อนสามารถช่วยส่งเสริมหน้าที่การงานของเขาให้ก้าวหน้าได้
เขาต้องการเขี่ยเมียบ้านนอกทิ้งเพื่อไปเสวยสุขกับชีวิตใหม่ที่รุ่งโรจน์ ความโศกเศร้า ความสิ้นหวัง และคำด่าทอที่โหมกระหน่ำจากแม่สามี ทำให้หญิงสาวผู้อาภัพตัดสินใจหยิบขวดยาฆ่าแมลงใต้เตียงขึ้นมาดื่มเพื่อหนีปัญหา ทิ้งร่างนี้ไว้ให้ว่างเปล่าจนกระทั่งวิญญาณของซีอีโอสาวจากยุคปัจจุบันเข้ามาแทนที่
