ลืมตาตื่นขึ้นอีกครั้ง 1
แสงแดดยามบ่ายของเดือนมิถุนายนปี 1983 แผดเผาลงมาบนหลังคากระเบื้องดินเผาจนร้อนระอุ อากาศภายนอกแห้งแล้งราวกับจะย่างสดทุกสรรพสิ่งในหมู่บ้านสกุลเฉินให้กลายเป็นเถ้าถ่าน กลิ่นดินโคลนแห้งกรังผสมผสานกับกลิ่นมูลวัวลอยอบอวลอยู่ในบรรยากาศที่นิ่งสนิทไร้ซึ่งสายลมพัดผ่าน
ภายในบ้านดินซ่อมซ่อหลังเก่าที่ผนังร้าวไปหลายส่วน หลิวลี่อินลืมตาขึ้นมาอย่างเชื่องช้า เธอหอบหายใจเฮือกใหญ่ราวกับคนเพิ่งโผล่พ้นผิวน้ำ สองมือหยาบกร้านกำผ้าห่มผืนบางที่ปะชุนจนมองไม่เห็นสีเดิมแน่น เหงื่อเย็นเยียบผุดพรายเต็มหน้าผากที่เต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งกาลเวลา
ร้อน... ทำไมถึงร้อนเช่นนี้?
หลิวลี่อินรู้สึกงุนงง ดวงวิญญาณของเธอเพิ่งถูกฉุดกระชากขึ้นมาจากขุมนรกที่มืดมิดและหนาวเหน็บไม่ใช่หรือ? ความเจ็บปวดจากการถูกความหนาวกัดกินกระดูกยังคงแล่นพล่านอยู่ในอก หลิวลี่อินจำได้ดีว่าลมหายใจสุดท้ายในชาติก่อนนั้นช่างโดดเดี่ยวและแสนขมขื่นเพียงใด
ในชาตินั้น เธอตายในกระท่อมร้างท้ายหมู่บ้านท่ามกลางพายุหิมะในฤดูหนาวอันโหดร้าย ถูกเฉินอาต้าลูกชายคนโตที่เธอทะนุถนอมรักปานแก้วตาทอดทิ้งอย่างไร้เยื่อใย ถูกจางชุ่ยฮวา สะใภ้ใหญ่ที่เคยประจบเอาใจด่าทอสาดเสียเทเสียว่าเป็นหญิงชราใกล้ตายที่อยู่ไปก็เปลืองข้าวสุก แม้แต่เฉินอาเสี่ยว ลูกชายคนเล็กก็ยังขโมยเงินก้อนสุดท้ายของเธอไปเล่นพนันจนหมดสิ้น
ในวาระสุดท้ายที่ลมหายใจกำลังจะหลุดลอย คนที่ฝ่าพายุหิมะเข้ามาหาเธอ คนที่ถอดเสื้อกันหนาวตัวบางๆ ของตัวเองมาห่มให้เธอ กลับเป็นเฉินอาเฉิงลูกชายคนรองที่เธอจงเกลียดจงชัง ทุบตี และขับไล่ไสส่งออกจากบ้านไปเมื่อหลายปีก่อน
มือหยาบกร้านที่เต็มไปด้วยรอยแตกและคราบเลือดของเขา กุมมือเธอไว้แน่น น้ำตาลูกผู้ชายไหลรินอาบสองแก้มที่ซูบตอบจากการทำงานหนัก
"แม่... แม่แข็งใจไว้นะ รอก่อนนะ ผมขายเลือดมาแล้ว ผมมีเงินแล้ว ผมจะไปตามหมอมาต้มยาให้แม่"
นั่นคือเสียงสุดท้ายที่เธอได้ยิน ก่อนที่สติจะดับวูบไปพร้อมกับหยดน้ำตาแห่งความสำนึกผิดที่สายเกินไป
"แม่คะ! แม่! ฟังที่ฉันพูดอยู่หรือเปล่าคะ"
เสียงแหลมเล็กที่คุยโวโอ้อวดดังแทรกเข้ามาในโสตประสาท ปลุกให้หลิวลี่อินหลุดออกจากห้วงความทรงจำอันเลวร้าย ภาพที่ปรากฏตรงหน้าเมื่อดวงตาปรับโฟกัสได้ คือใบหน้ากลมแป้นที่พอกด้วยแป้งราคาถูกจนขาววอกของ จางชุ่ยฮวา สะใภ้ใหญ่ผู้มีฉายาในใจเธอว่าหน้าเนื้อใจเสือ ปากหวานก้นเปรี้ยว
จางชุ่ยฮวากำลังนั่งอยู่บนม้านั่งตัวเล็ก บีบนวดขาให้หลิวลี่อินด้วยท่าทางประจบประแจง ริมฝีปากบางเฉียบของหล่อนขยับเจื้อยแจ้วไม่หยุด
"แม่คะ ฉันบอกว่าอาเฉิงมันคนขี้เกียจ สันหลังยาวเหมือนงูหลาม วันๆ เอาแต่กินแรงเฉินอาต้า ข้าวสารในยุ้งก็จะหมดแล้ว อาเฉิงมันก็กินจุกินดุหยั่งกับผีตายอดตายอยาก ถ้าแม่ไม่ตัดสินใจไล่มันออกไปแยกบ้านเสียตั้งแต่วันนี้ บ้านใหญ่ของเราจะต้องล่มจมเพราะมันแน่ๆ นะคะแม่!"
หลิวลี่อินกะพริบตาถี่ๆ เธอมองไปรอบกาย ผนังดินเหลือง ถาดกระเบื้องเคลือบสลักลายดอกโบตั๋นลอกๆ บนโต๊ะ นี่มันบ้านเก่าของตระกูลเฉินก่อนที่จะถูกรื้อถอนทำแปลงเกษตรนี่นา
สายตาของเธอเลื่อนไปหยุดอยู่ที่ปฏิทินกระดาษแผ่นบางที่แขวนอยู่ข้างฝา ตัวเลขสีแดงตัวใหญ่ระบุชัดเจน วันที่ 15 มิถุนายน 1983
สวรรค์มีตา! เธอย้อนเวลากลับมาจริงๆ
ย้อนกลับมาในวันแห่งโชคชะตา วันที่เธอกำลังจะทำผิดพลาดครั้งใหญ่หลวงที่สุดในชีวิต ด้วยการหูเบาเชื่อคำยุยงของนังจิ้งจอกหน้าขาวคนนี้ แล้วเอ่ยปากไล่เฉินอาเฉิงออกจากบ้านพร้อมเสื่อผืนหมอนใบ ปล่อยให้ลูกชายที่กตัญญูที่สุดต้องไปตกระกำลำบาก ส่วนสมบัติและบ้านหลังนี้กลับตกเป็นของพวกลูกเนรคุณ!
"แม่คะ เฉินอาต้าเขาลำบากมากนะคะ งานในนาก็หนัก อาเฉิงมันทำตัวเป็นปลิงดูดเลือด ถ้าเราไม่แยกมันออกไปเสียตอนนี้ เงินเก็บที่แม่หามาอย่างยากลำบาก คงหมดไปกับค่าข้าวของมันแน่ๆ แม่สงสารอาต้าเถอะนะคะ"
